พริษฐ์ วัชรสินธุ เสนอร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือที่เรียกว่า "ข้อบังคับสภาก้าวหน้า" ซึ่งประกอบด้วยข้อเสนอ 9 ด้านเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการทำงานของสภา โดยเน้นการเร่งพิจารณากฎหมาย ลดการถ่วงเวลาจากรัฐบาล ผ่านกลไกเช่นการกำหนดกรอบ 30 วันให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาร่างกฎหมายการเงิน การยกเลิกอำนาจเลื่อนการพิจารณาของครม. การถ่ายทอดสดการประชุมกรรมาธิการ การเปิดช่องให้ประชาชนเสนอญัตติหรือร่างกฎหมายผ่านระบบ Fast Track และการพัฒนาสู่สภาดิจิทัลที่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลเรียลไทม์ได้ รวมถึงเสนอให้ ส.ส. ฝ่ายค้านเป็นประธานกรรมาธิการตรวจสอบ จัดเวทีซักถามนายกรัฐมนตรีรายสัปดาห์ และแปลร่างกฎหมายเป็นภาษาอังกฤษเพื่อผลักดันสู่ความเป็นสากล ทั้งนี้เรียกร้องให้รับหลักการในวาระแรก พร้อมแสดงความเสียดายที่พรรคการเมืองอื่นไม่ร่วมเสนอร่วมกัน
เรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออนุญาตใช้เวลาในที่ประชุมสภาแห่งนี้เพื่อนำเสนอร่างแก้ไข เพิ่มเติมข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ผมขอเรียกว่า ข้อบังคับสภาก้าวหน้า ท่านประธานครับ สภาผู้แทนราษฎรนั้นเป็นองค์กรที่มีความพิเศษครับ เพราะน่าจะเป็น องค์กรเดียวในระดับประเทศที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน แต่ความ พิเศษนั้นจะสูญเปล่าหากเราไม่สามารถทำให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ผลักดันความ เปลี่ยนแปลงได้ตามที่ประชาชนทั่วประเทศนั้นคาดหวัง ไม่น่าเชื่อนะครับท่านประธานว่า แม้พวกเราทั้ง ๕๐๐ คนที่นั่งอยู่ในที่นี้จะถูกเลือกมาโดยตรงจากพี่น้องประชาชน แต่หากเรา ไปดูผลสำรวจครับ ผลสำรวจความเชื่อมั่นต่อสถาบันต่าง ๆ ที่จัดทำโดยสถาบันพระปกเกล้า ในปีล่าสุด ปี ๒๕๖๕ ประชาชนกลับมีความเชื่อมั่นในสภาผู้แทนราษฎรนั้นน้อยกว่าอีก หลายองค์กร โดยมีเพียง ๓๘ เปอร์เซ็นต์ที่เชื่อมั่นมากหรือค่อนข้างเชื่อมั่น เมื่อเทียบกับ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ที่ไม่เชื่อมั่นหรือไม่ค่อยเชื่อมั่น ดังนั้นครับท่านประธาน จุดมุ่งหมายในการ เสนอข้อบังคับสภาก้าวหน้าในวันนี้จึงไม่ได้มีอะไรที่ซับซ้อนไปกว่าการพยายามจะวางกลไก เพื่อสนับสนุนให้พวกเราผู้แทนทุกคน ทุกพรรค ทุกชุดความคิดนั้นสามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น ในการแข่งกันรับใช้พี่น้องประชาชน และทำให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่ประชาชนนั้น ฝากความหวังไว้ได้ แม้การเสนอการแก้ไขข้อบังคับอาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องกลไกการทำงาน ภายในองค์กร แต่ผมยืนยันว่าคุณภาพในการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ส่งผล โดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ยกตัวอย่างหากสภาเราไม่วางกระบวนการ ให้พวกเราทุกคนนั้นสามารถแก้กฎหมายที่ สส. ส่วนใหญ่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เห็นตรงกัน ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. อากาศสะอาด หรือ พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม ได้อย่างรวดเร็ว และทันท่วงที ประชาชนทั่วประเทศจะต้องรออีกนานแค่ไหนกว่าเขาจะมีอากาศบริสุทธิ์ หายใจที่ปราศจาก PM2.5 คู่รักที่มีความหลากหลายทางเพศจะต้องรออีกนานแค่ไหน กว่าพวกเขาจะแต่งงานกันได้ หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง หากนักการเมืองในสภาแห่งนี้ทำงานกัน ในที่ลับ แทนที่จะทำงานในที่แจ้ง ประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไรว่าผู้แทนของพวกเขานั้นกำลัง ปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขาอยู่ผมเข้าใจดีว่าปัญหาทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎรนั้น ไม่สามารถถูกแก้ไขได้จากเพียงการแก้ไขข้อบังคับ บางส่วนต้องอาศัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ บางส่วนต้องอาศัยอำนาจบริหารของท่านประธาน และบางส่วนก็ต้องอาศัยวัฒนธรรม การเมืองที่ต้องบ่มเพาะกันอย่างต่อเนื่อง แต่ผมหวังว่าร่างข้อบังคับสภาก้าวหน้าที่ผมนำเสนอ ต่อสภาในวันนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรผ่าน ๙ ข้อเสนอหลักที่รวมอยู่ในร่าง ข้อเสนอที่ ๑ ข้อเสนอที่ ๒ และข้อเสนอ ๓ เป็นข้อเสนอ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร
ข้อเสนอที่ ๑ คือการเพิ่มประสิทธิภาพของสภาในการผลักดันกฎหมาย เพื่อทำให้สภาของเรานั้นเป็นสภาฉับไว
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
หน้าที่หลักอย่างหนึ่งของ สภาผู้แทนราษฎรนั้นคือการผลักดันการเสนอหรือแก้ไขกฎหมาย แต่หากเราไปดูสถิติของ สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว ซึ่งเป็นชุดเดียวก่อนหน้านี้ที่ทำงานภายใต้ข้อบังคับฉบับปัจจุบัน เรากลับเห็นถึงแรงเฉื่อยหรือความล่าช้าในการผลักดันกฎหมาย จากร่างกฎหมายที่ถูกเสนอ ทั้งหมด ๔๒๗ ฉบับ มีร่างถึง ๑๘๐ ฉบับ หรือคิดเป็น ๔๒ เปอร์เซ็นต์ ที่ค้างอยู่ในกระบวนการ พิจารณา แล้วมีร่างอีก ๕๙ ฉบับ หรืออีก ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ที่ถูกปัดตกตั้งแต่ก่อนจะมาถึงสภา ผมเข้าใจดีว่าการพิจารณากฎหมายนั้นต้องเน้นความเร็วควบคู่กับความรอบคอบ แต่ข้อบังคับ สภาก้าวหน้านี้จะพยายามปรับ ๒ กลไกที่ปัจจุบันนั้นไปเปิดช่องให้ร่างกฎหมายหลายฉบับ นั้นถูกดองจนทำให้การพิจารณานั้นมีความล่าช้าโดยไม่จำเป็น เอาสไลด์ลงได้ครับ
ข้อเสนอที่ ๑ คือการเพิ่มความชัดเจนเรื่องกรอบเวลาที่นายกรัฐมนตรี มีในการพิจารณาว่าจะรับรองให้กฎหมายที่เกี่ยวกับเงินนั้นเข้าสู่การพิจารณาในสภาหรือไม่ ในเมื่อข้อบังคับฉบับปัจจุบันไม่ได้กำหนดอย่างชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีจะต้องตัดสินใจว่า จะให้คำรับรองหรือไม่ภายในกี่วัน ร่างกฎหมายหลายฉบับก็เลยถูกดองไว้ครับ โดยที่ผู้เสนอ ร่างนั้นไม่เคยได้รับคำตอบทางใดทางหนึ่งจากนายกรัฐมนตรี จะตัดใจและเอาร่างไปปรับปรุง เพื่อตัดส่วนที่เป็นการเงินออก เพื่อเสนอกลับเข้ามาใหม่ในสภาก็ไม่กล้า เพราะยังหวังอยู่ลึก ๆ ว่านายกรัฐมนตรีจะให้คำรับรอง แต่พอตัดสินใจจะรอ ก็ไม่รู้ครับว่าจะต้องรอไปอีกนาน แค่ไหน ดังนั้น ข้อบังคับสภาก้าวหน้าจะแก้ปัญหาดังกล่าวผ่านการกำหนดกรอบเวลาเบื้องต้น ไว้ที่ ๓๐ วัน และใช้หลักที่เรียกว่า Auto Approve นั่นหมายความว่าหากนายกรัฐมนตรี ยังไม่ตัดสินใจปัดตกร่างใดภายในกรอบเวลา ๓๐ วัน ก็ให้ถือว่านายกรัฐมนตรีนั้นให้คำรับรอง ให้ร่างดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในสภาโดยอัตโนมัติ กลไกส่วนที่ ๒ คือการปิดช่องไม่ให้ ครม. นั้นนำกฎหมายที่กำลังจะลงมติกันในสภาในวาระที่ ๑ ออกไปศึกษาเพิ่มเติมได้ถึง ๖๐ วันก่อนจะกลับมาพิจารณาและลงมติกันใหม่ หลายคนอาจจะมองว่า ๖๐ วันเป็นเวลาที่ ไม่นาน แต่อย่าลืมว่าเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้คู่รักหลายคู่ยังไม่สามารถแต่งงานกันได้ ณ ปัจจุบัน ก็เพราะว่าร่างสมรสเท่าเทียมในสภาชุดที่แล้วถูกนำไปดองโดย ครม. ชุดก่อนเป็น เวลา ๖๐ วันจนทำให้การพิจารณานั้นไม่ทันวาระที่ ๓ ก่อนสภานั้นจะหมดอายุลง ดังนั้นครับ ท่านประธานข้อบังคับสภาก้าวหน้าจึงเสนอให้มีการยกเลิกกลไกดังกล่าวที่อาจถูกใช้เป็น เครื่องมือถ่วงเวลาโดยรัฐบาล เพราะแม้จะไม่มีกลไกนี้ หาก ครม. มีความประสงค์จะศึกษา ร่างกฎหมายฉบับใดที่ถูกเสนอเข้าสภา ครม. ก็มีเวลาอยู่แล้วครับ อย่างน้อย ๓๐ วันในช่วง เวลาที่ร่างกฎหมายดังกล่าวนั้นถูกเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ข้อเสนอที่ ๒ คือการเพิ่มประสิทธิภาพในการซักถามฝ่ายบริหารและติดตาม นโยบายรัฐบาล เพื่อทำให้สภาของเรานั้นเป็นสภาที่มีความหมาย แม้การประชุมสภาของเรา มีกลไกให้สมาชิกผู้แทนราษฎรนั้นตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอยู่แล้ว ในทุก ๆ สัปดาห์ แต่ท่านประธานสังเกตไหมครับว่าในบางยุคสมัยการที่ตัวนายกรัฐมนตรีเอง จะมาตอบคำถามผู้แทนราษฎรในสภานั้นกลับกลายเป็นเรื่องพิเศษที่มักต้องรอวาระใหญ่ เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการแถลงนโยบายหรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มากกว่าจะเป็นเรื่องปกติ ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นประจำในทุกสัปดาห์ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวครับเราจะสังเกตเห็นว่า ประเทศประชาธิปไตยที่ใช้ระบบรัฐสภาหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นสหราชอาณาจักรก็ดี ไอร์แลนด์ก็ดี เดนมาร์กก็ดี จึงกำหนดให้การประชุมสภาทุกสัปดาห์นั้นมีการจัดสรรเวลา ช่วงหนึ่งให้กับวาระที่เรียกว่า Prime Minister’s Questions หรือว่ากระทู้ถามสด นายกรัฐมนตรีครับ ที่เปิดให้ สส. ทุกคนไม่ว่าจะซีกฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลนั้นสามารถ เรียงคิวกันถามคำถามนายกรัฐมนตรี โดยมีเวลาช่วงหนึ่งครับที่กันไว้พิเศษการถามไปตอบมา ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับผู้นำฝ่ายค้าน หากเราติดตามการเมืองในประเทศเหล่านั้นเราจะรู้ดี ว่าวาระดังกล่าวนั้นไม่ได้เป็นประโยชน์แค่สำหรับ สส. หรือว่าฝ่ายค้านในการซักถาม ฝ่ายบริหารแทนพี่น้องประชาชนครับ แต่ยังเป็นประโยชน์กับตัวนายกรัฐมนตรีเองในการ มาตอบกลับทุกคำถาม แล้วก็ชี้แจงทุกข้อสงสัยให้กระจ่าง ผมทราบดีครับจะเขียนข้อบังคับ อย่างไรก็คงไปบังคับให้นายกรัฐมนตรีคนไหนมาตอบคำถามผู้แทนราษฎรในสภาทุกครั้งไม่ได้ แต่ผมหวังว่าการที่ข้อบังคับสภาก้าวหน้าเราเพิ่มเรื่องวาระกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรี หรือว่า Prime Minister’s Questions เข้าไปนั้นเป็นการเฉพาะน่าจะเพิ่มโอกาสที่ประชาชน นั้นจะได้รับฟังคำตอบต่าง ๆ จากปากนายกรัฐมนตรีตอบคำถามที่พวกเขาสงสัยหรือผู้แทน เขาถามแทนพวกเขา
ข้อเสนอที่ ๓ คือการเพิ่มประสิทธิภาพของสภาในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร เพื่อทำให้สภาของเรานั้นเป็นสภาเข้มแข็ง ผมเข้าใจดีครับท่านประธานว่าคณะกรรมาธิการ สามัญทั้ง ๓๕ คณะนั้นก็ล้วนมีสมาชิกจากทุกฝ่าย และทั้ง ๓๕ คณะนั้นก็ล้วนมีบทบาทสำคัญ ในการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารในแต่ละด้าน แต่หากเราต้องการจะให้มีการ ตรวจสอบการทุจริตอย่างเข้มข้น ผมเชื่อว่าเราทุกคนเห็นตรงกันว่าการให้ฝ่ายที่ต้องแข่งขันกัน โดยธรรมชาติมาตรวจสอบกันก็ย่อมน่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่าไปปล่อยให้ฝ่ายเดียวกันนั้น ตรวจสอบกันเอง ดังนั้นครับท่านประธาน ข้อบังคับสภาก้าวหน้าข้อที่ ๓ จึงเสนอไว้ครับว่า ให้ประธานของ ๓ คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องโดยตรงที่สุดกับการตรวจสอบการทุจริต อาทิเช่น คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ หรือคณะกรรมาธิการ ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณนั้น เป็นหน้าที่ของ สส. จากซีกฝ่ายค้าน ไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นใคร หรือประกอบไปด้วยพรรคใดก็ตาม เอาสไลด์ลงได้เลยครับ เดี๋ยวค่อย ขึ้นตอนจบเลยก็ได้ แน่นอนครับพอพูดเช่นนี้บางคนก็อาจจะคิดครับว่าที่ผมเสนอแบบนี้ เพราะวันนี้พรรคก้าวไกลพรรคต้นสังกัดของผมนั้นเป็นฝ่ายค้าน ผมก็ต้องขอยืนยันครับ ยืนยันกับทุกท่านจริง ๆ ว่าผมคิดเรื่องนี้และยกร่างข้อบังคับนี้ตั้งแต่ก่อนจะรู้ว่าก้าวไกลนั้นจะ เป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน และเพื่อเป็นเครื่องพิสูจน์เจตนาของผมครับ ผมขอยืนยันต่อ หน้าสภาแห่งนี้เลยครับว่าหากร่างนี้ผ่านวาระที่หนึ่งไปได้ไปสู่ในชั้นกรรมาธิการ ผมจะเสนอ ให้เติมเข้าไปในบทเฉพาะกาลครับ ว่าให้เรายังไม่บังคับใช้ข้อบังคับข้อนี้ในสภาชุดปัจจุบัน หรือชุดที่ ๒๖ เพื่อไม่ให้ไปกระทบต่อข้อตกลงที่ได้เกิดขึ้นแล้วระหว่างแต่ละพรรคการเมือง ต่าง ๆ เกี่ยวกับตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ แต่ให้เริ่มไปบังคับใช้ในสภาชุดถัดไปหรือ ว่าชุดที่ ๒๗ ซึ่งหมายความว่าหากวันนั้นพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล ประธานของคณะเหล่านี้ ก็จะเป็นของ สส. ฝ่ายค้านที่ไม่ใช่ สส. จากพรรคก้าวไกล ข้อเสนอที่ ๔ ถึง ๕ เป็นข้อเสนอ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการทำงานของสภา
ข้อเสนอที่ ๔ คือการทำให้สภานั้นเป็นสภาเปิดเผยที่เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ การทำงานของสภาให้ประชาชนนั้นสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้ โดยข้อบังคับสภาก้าวหน้า นั้นจะผลักดันให้สภามีความเปิดเผยมากขึ้นใน ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือการทำให้สิ่งที่ยังไม่เคย ถูกเปิดเผยอย่างเป็นระบบถูกเปิดเผยมากขึ้น ผ่านการปลดล็อกเรื่องการถ่ายทอดสดประชุม คณะกรรมาธิการต้องยอมรับว่าแม้ที่ผ่านมานั้นการประชุมของบางคณะกรรมาธิการ ในบางครั้งก็ได้มีการถ่ายทอดสดให้ประชาชนนั้นสามารถรับชมไปพร้อมกันหรือรับชม ย้อนหลังได้ แต่เหตุผลหนึ่งที่หลายคณะกรรมาธิการนั้นยังตัดสินใจไม่ถ่ายทอดสดก็เพราะว่า ข้อกังวลหรือว่าความกำกวมของตัวข้อบังคับนั่นเอง ดังนั้นข้อบังคับสภาก้าวหน้าชุดนี้ จึงเสนอให้แก้ไขข้อบังคับให้มีความชัดเจนมากขึ้น เพื่อให้การประชุมคณะกรรมาธิการนั้น เป็นการประชุมแบบเปิดเผยเป็นหลักที่มีการถ่ายทอดสด Online แต่ก็เปิดช่องไว้ครับว่าหากมีประชุมครั้งใดหรือวาระใดที่สมควรจะงดการถ่ายทอดสด ทางคณะกรรมาธิการก็สามารถมีมติให้งดเป็นรายกรณีได้ ในส่วนที่ ๒ ของการทำให้สภานั้น เป็นสภาเปิดเผย คือการทำให้สิ่งที่ถูกเปิดเผยอยู่แล้วถูกเปิดเผยในรูปแบบที่ถูกนำไป ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการประชุมไม่ว่าจะเป็นบันทึกการประชุม ก็ดีว่าใครพูดอะไร สถิติว่าใครมา ไม่มาประชุมหรือสถิติว่าแต่ละคนนั้นลงมติอย่างไร เป็นข้อมูลที่ล้วนถูกเปิดเผยต่อสาธารณะอยู่แล้วครับ แต่ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่เป็นการ เปิดเผยในรูปแบบที่นำไปใช้งานต่อได้ค่อนข้างยาก หากเราอยากจะรู้ว่าคนหรือว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นพูดอะไรบ้างเกี่ยวกับหัวข้อที่เราสนใจ เราก็ต้องไปไล่อ่าน ทุกบรรทัดเลยของรายงาน แทนที่จะค้นหาได้ง่ายผ่านการกดปุ่ม Control + F เพราะว่า เอกสารนั้นถูก Scan เป็นภาพครับ หรือหากเราอยากจะรู้อยากจะวิเคราะห์เร็ว ๆ ว่า สส. พรรคไหน กลุ่มไหน ลงมติเกี่ยวกับกฎหมายฉบับต่าง ๆ อย่างไร เราก็ต้องไปไล่อ่านรายบรรทัด นับรายบรรทัดเลย เพราะว่าข้อมูลนั้นไม่ได้ถูกเปิดเผยแพร่เป็นตารางที่สามารถนำไป วิเคราะห์ต่อได้ง่าย ดังนั้นข้อบังคับสภาก้าวหน้าจึงกำหนดให้ข้อมูลทั้งหมดที่ถูกเปิดเผยนั้น จะต้องเปิดเผยในรูปแบบดิจิทัลที่นำไปวิเคราะห์ต่อได้ง่ายหรือที่เรียกว่า Machine Readable
ข้อเสนอที่ ๕ คือการทำให้สภานั้นเป็นสภาดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีหรือช่องทาง อิเล็กทรอนิกส์ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ในประเด็นนี้ผมต้องขอเริ่มต้นด้วยการขอบคุณ สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้วก่อนที่ได้ผลักดันให้มีการแก้ไขข้อบังคับเพื่อเปิดทางให้เรานั้น สามารถประชุมคณะกรรมาธิการแบบ Online ได้สำเร็จ โดยข้อบังคับสภาก้าวหน้าที่ผม เสนอในวันนี้ก็มีความตั้งใจจะต่อยอดเรื่องการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในอีก ๒ ส่วน ด้วยกัน ส่วนที่ ๑ คือการปรับให้การส่งเอกสารภายในต่าง ๆ ให้กับสมาชิกนั้นดำเนินการ ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก ส่วนที่ ๒ คือการจัดทำระบบช่องทาง Online ให้ ประชาชนนั้นเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับสถานะและความคืบหน้าของร่างพระราชบัญญัติ ทุกฉบับที่ถูกเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับสถานะและความคืบหน้า ของทุกเรื่องที่ถูกปรึกษาหารือในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ รวมถึงคำชี้แจงหรือคำตอบกลับ จากหน่วยงาน ผมเข้าใจดีครับว่าท่านประธานเองและท่านรองทั้ง ๒ คนนั้นก็ได้มีการริเริ่ม ทั้ง ๒ ส่วนนี้ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ผมก็หวังว่าการกำหนดประเด็นดังกล่าวให้ชัดเจนขึ้น ในระดับข้อบังคับก็จะทำให้ความมุ่งหมายและผลงานของท่านนั้นยังคงอยู่กับเราและ ประชาชนต่อไป ไม่ว่าประธานหรือรองประธานในอนาคตจะชื่ออะไรก็ตาม ส่วนข้อเสนอที่ ๖ ถึงข้อเสนอที่ ๗ เป็นข้อเสนอเพื่อรับประกันความเป็นธรรมของสภาผู้แทนราษฎร
ข้อเสนอที่ ๖ คือการทำให้สภานั้นเป็นสภาที่ยุติธรรมเท่าที่จะเป็นได้ระหว่าง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกฝ่าย ผมเชื่อครับว่าท่านประธานและท่านรองนั้นทุกคนย่อม มีความตั้งใจและเจตนาที่ดีที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง แต่ต้องยอมรับว่าเมื่อไรก็ตาม ที่กติกาออกแบบให้ท่านต้องตัดสินใจเรื่องใด ๆ ด้วยดุลพินิจของตัวท่านเอง แม้ท่านจะ พยายามมากแค่ไหนที่จะเป็นกลางต่อทุกฝ่าย แต่ผมเชื่อว่าการตัดสินใจของท่านนั้นก็ย่อมจะ ถูกตั้งคำถามถึงความเป็นกลางได้อยู่เสมอ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาดังกล่าวและเพื่อ พยายามจะลดช่องที่ทำให้ท่านประธานนั้นต้องใช้ดุลพินิจของตนเองมากจนเกินไป โดยเฉพาะ อำนาจในการวินิจฉัยว่าญัตติใด เป็นญัตติด่วนที่จะได้ลัดคิวเข้ามาพิจารณาในสภาก่อน ข้อบังคับสภาก้าวหน้าชุดนี้จึงเสนอไว้ว่าให้การวินิจฉัยว่าญัตติใดเป็นญัตติด่วนนั้นไม่ได้ขึ้นกับ ดุลพินิจของท่านประธานคนเดียว แต่ให้ท่านประธานนั้นออกเป็นหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการวินิจฉัย เรื่องดังกล่าวที่ได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและที่เปิดให้มีการทบทวนทุก ๆ ๑ ปี
ข้อเสนอที่ ๗ คือการทำให้สภาแห่งนี้เป็นสภาเสมอภาคเป็นสภาที่ไม่ส่งเสริม การเลือกปฏิบัติ แต่โอบรับความหลากหลายและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในส่วนนี้ ข้อบังคับสภาก้าวหน้าจะมีการเพิ่มข้อบังคับการประชุมเข้าไป ๑ ข้อ เพื่อกำหนดให้ผู้อภิปรายนั้น ไม่อภิปรายโจมตีหรือยั่วยุให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ ศาสนา เพศ หรือฐานะทางเศรษฐกิจ หรือสังคม เป็นต้น ในส่วนของข้อเสนอ ๒ ข้อสุดท้าย คือข้อเสนอที่ ๘ และข้อเสนอที่ ๙ นั้น เป็น ๒ ข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงสภากับ ประชาชนนอกสภา
ข้อเสนอที่ ๘ คือการทำให้สภานั้นเป็นสภาประชาชนที่เปิดพื้นที่และกลไก ให้ประชาชนนั้นเข้ามามีส่วนร่วมกับสภามากขึ้นใน ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือการเปิดพื้นที่ ให้ประชาชนนั้นมีสิทธิในการเข้าชื่อเสนอญัตติให้สภาผู้แทนราษฎรนั้นพิจารณา ปัจจุบันรัฐธรรมนูญมีการเปิดให้ประชาชน ๑๐,๐๐๐ คนนั้นสามารถเข้าชื่อเพื่อเสนอ ร่างพระราชบัญญัติได้ แต่ข้อบังคับสภาก้าวหน้าชุดนี้จะเปิดอีกช่องทางหนึ่งครับ เพื่อให้ประชาชน ๕,๐๐๐ คนนั้นมีสิทธิในการเข้าชื่อเพื่อเสนอญัตติได้ หากพวกเขามองว่า มีความเดือดร้อนหรือปัญหาใดที่สภานั้นควรจะให้ความสำคัญในการศึกษาหรือจัดทำ ข้อเสนอแนะให้กับคณะรัฐมนตรี ไม่ว่าจะผ่านห้องประชุมใหญ่แห่งนี้จะผ่านคณะกรรมาธิการ สามัญที่มีอยู่แล้ว หรือคณะกรรมาธิการวิสามัญที่มีการตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะ ส่วนที่ ๒ ท่านประธานคือการเปิดพื้นที่ให้ร่างกฎหมายที่ถูกเสนอโดยภาคประชาชนนั้นได้รับ การพิจารณาเร็วขึ้น หากเราไปดูสถิติในสภาชุดที่แล้ว เราจะเห็นว่าร่างกฎหมายที่ถูกเสนอ โดยภาคประชาชนนั้นมีทั้งหมด ๘๕ ฉบับ แต่เชื่อไหมว่ามีถึง ๕๔ ฉบับหรือ ๖๔ เปอร์เซ็นต์ ที่ยังค้างอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติและไม่ถูกพิจารณาทันก่อนที่สภานั้นจะหมดวาระลง ดังนั้นข้อบังคับสภาก้าวหน้าชุดนี้จะพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยการกำหนดให้ ร่างพระราชบัญญัติที่ถูกเสนอโดยภาคประชาชนนั้น ถูกนับเป็นเรื่องด่วนที่จะถูกพิจารณา เร็วขึ้นเสมือนเป็นช่องทางเร็วหรือว่า Fast Track ที่ทำให้สภาแห่งนี้ต้องจัดสรรเวลาให้ เพียงพอในการมาพิจารณาแล้วก็ลงมติเกี่ยวกับร่างที่ถูกเสนอโดยภาคประชาชน ส่วนข้อเสนอ สุดท้ายครับท่านประธาน
ข้อเสนอที่ ๙ คือการทำให้สภานั้นเป็นสภาสากลที่เชื่อมกับประชาคมโลก ท่านประธานครับผมหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่ากฎหมายหลายฉบับที่พวกเราทุกคนร่วมกันผลักดัน ในสภาแห่งนี้ จะไม่เพียงแต่สร้างประโยชน์โดยตรงให้กับประชาชนในประเทศนี้ แต่ยัง จะสร้างแรงบันดาลใจที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในประเทศอื่นด้วยเช่นกัน ดังนั้น ท่านประธานข้อบังคับสภาก้าวหน้าชุดนี้จึงกำหนดให้มีการแปลทุกพระราชบัญญัติที่สภา แห่งนี้เห็นชอบเป็นภาษาอังกฤษ ด้วยความหวังครับว่ามาตรการเล็ก ๆ ดังกล่าวจะเป็น ส่วนเล็กน้อยในการช่วยทำให้งานที่เราทำในที่นี้เป็นที่รับรู้ เป็นที่เข้าใจและเป็นแบบอย่าง ที่ประเทศอื่นนำไปใช้ในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงในระดับสากล ดังนั้นท่านประธาน หากจะขออนุญาตขึ้นสไลด์เพื่อสรุปทิ้งท้าย
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ทั้งหมดนี้คือ ๙ ข้อเสนอหลัก ภายในร่างข้อบังคับสภาก้าวหน้าที่ผมหวังว่าจะเป็นจุดเล็ก ๆ ในการทำให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรมและเป็นที่เชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน ผมเข้าใจดีว่าพอผมเสนอร่างที่มันมัดรวมหลายข้อเสนอมันเป็นเรื่องปกติที่บางท่านอาจจะ เห็นด้วยกับข้อเสนอ แต่ยังมีความลังเลเกี่ยวกับบางข้อเสนอ ดังนั้นเพื่อให้ทุกท่านนั้นมี ความสบายใจที่จะรับหลักการในวาระที่ ๑ ผมก็เลยเขียนหลักการและเหตุผลของร่างฉบับนี้ ไว้อย่างกว้าง ๆ เพื่อเปิดช่องให้เราสามารถไปแลกเปลี่ยนและพิจารณารายประเด็นกัน ได้อย่างเต็มที่ในชั้นกรรมาธิการ ผมคงทิ้งท้ายแบบนี้ท่านประธานว่าวันนี้ผมรู้สึกเสียดาย ที่พรรคอื่นไม่ได้มีการยื่นร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาเข้ามาร่วมการพิจารณา เพราะผม เชื่อครับว่าเพื่อน ๆ สมาชิกหลายท่านในที่นี้คงมีอีกหลายข้อเสนอที่ผมยังคิดไม่ถึง และผม เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร แต่ผมจะรู้สึกเสียดายกว่าครับ หากวันนี้สภาผู้แทนราษฎรตัดสินใจไม่รับหลักการร่างแก้ไขข้อบังคับสภาก้าวหน้า เพราะการ ลงมติเช่นนั้นในวันนี้ครับในวันที่เรามีร่างข้อบังคับอยู่แค่ฉบับเดียวจะเท่ากับเป็นการปิดประตู ต่อการร่วมมือกันทำงานตั้งแต่ในสมัยประชุมแห่งนี้เพื่อปรับปรุงข้อบังคับการประชุมสภา ที่จะมีส่วนสำคัญในการช่วยยกระดับการทำงานของพวกเราทุกคนในฐานะสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน