มานพ เสนอสถาบันพระปกเกล้าเพิ่มพื้นที่เรียนรู้ประชาธิปไตยให้เยาวชนชายขอบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๖

มานพ คีรีภูวดล แสดงความยินดีกับเลขาธิการคนใหม่ของสถาบันพระปกเกล้า และสะท้อนบทเรียนการพัฒนาสถาบันในรอบ 25 ปี พร้อมเสนอให้ขยายโอกาสการเรียนรู้ด้านประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลไปยังเด็กและเยาวชนชายขอบในต่างจังหวัด เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองและสร้างรากฐานการเมืองที่เท่าเทียม โดยเน้นการเพิ่มพื้นที่เสียงให้ผู้ด้อยโอกาสในกระบวนการประชาธิปไตย

นายมานพ คีรีภูวดล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมือง ท่านประธานครับ ผมก็มีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงานของสถาบัน พระปกเกล้าประจำทุกปี แล้วก็มีทั้งการติ การชม แล้วก็การเสนอแนะนะครับ ครั้งนี้ก็เป็น อีกครั้งหนึ่งที่ผมอยากจะมีส่วนร่วมในการเสนอแนะในรายงานประจำปีนะครับ ก่อนอื่นครับ ท่านประธาน ผมต้องขอแสดงความยินดีกับท่านเลขาธิการคนใหม่ของสถาบันพระปกเกล้า วันนี้รายงานที่ท่านรายงานมานี้ก็ถือว่าเป็นงานของท่านเลขาธิการคนเก่า ข้อเสนอแนะของผม วันนี้ก็น่าจะพิจารณานำไปสู่การทำงานของท่านเลขาธิการพร้อมกับฝ่ายบริหารทุกท่าน ในภารกิจของท่านในวาระของท่านต่อไป ท่านประธานครับ ถ้าเอาตัวเลขการเกิดหรือว่า การมีองค์กรสถาบันพระปกเกล้าตั้งแต่ ๒๕๔๑ ถ้าจำวันที่ไม่ผิดก็คือวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๑ ปีนี้ก็ครบรอบ ๒๕ ปีพอดี ถ้าเป็นวัยของคนก็คือเป็นวัยเบญจเพส วัยเบญจเพสผมคิดว่า มีความสำคัญในการได้เรียนรู้ ได้เติบโต ในระดับหนึ่ง แล้วก็พร้อมที่จะก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ อันนี้เป็นประเด็นที่ผมคิดว่ามีความสำคัญ ซึ่งก็ไม่น้อย ก็มีบทเรียนพอสมควรในตลอด ระยะเวลา ๒๕ ปี

ประเด็นที่ผมอยากจะเสนอแนะเพื่อที่จะนำไปสู่การปรับปรุงในการทำงาน หรือว่ามีแผนภารกิจเพิ่มเติมนะครับ ประเด็นเรื่องของการพัฒนาเยาวชนของชาติในบทบาท ของสถาบันพระปกเกล้านะครับ ท่านประธานครับ ถ้าดูในพันธกิจในเอกสารนี้ผมคิดว่า ในพันธกิจที่ ๒ ชัดเจนมากเลยนะครับ ให้บริการทางวิชาการในรูปแบบการศึกษา อบรม ทางวิชาการ ให้คำปรึกษาและให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการบริการข้อมูลข่าวสาร ที่เกี่ยวกับความรู้ทางการเมือง การปกครองในระบบประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล และสันติวิธี อยู่ตรงในข้อความเรื่องการศึกษาอบรมนี้ครับท่านประธาน คือผมก็เคยเป็นศิษย์เก่าของ พระปกเกล้านะครับ ผม ปศส. ที่ ๑๙ นะครับ ประเด็นของผมคิดว่าผมเห็นหลักสูตรต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะมีแต่คนรุ่นใหญ่ คนที่เป็นนักธุรกิจ คนที่เป็นราชการระดับสูง แล้วผมก็เห็น หลายคนก็เรียนวนไปวนมาอยู่นั่นละครับ จบที่นี่แล้วก็ไปหลักสูตรนั้น แล้วผมก็ไปเจอในหลักสูตร ที่อื่นด้วย ผมคิดว่าที่ท่านทำไปแล้วคงมีฝ่ายอื่นประเมินอยู่แล้วนะครับ แต่สิ่งสำคัญที่สุด ผมคิดว่ากระบวนการทางประชาธิปไตยตรงปลายทางผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่มันก็เติมได้ แต่ว่ามันไม่สามารถที่จะเติมได้ในเชิงกระบวนคิดหรือฐานคิดในเชิงระบบประชาธิปไตยได้ เพราะฉะนั้นก็คือว่าถ้าเอาพันธกิจตรงนี้เราเริ่มต้นจากกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะเด็ก เยาวชนชายขอบ โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน ที่อยู่ในชนบท ช่วงปิดสมัยประชุมท่านประธาน ทราบไหมครับ ผมได้เห็นน้อง ๆ นักเรียนที่อยู่ใกล้ ๆ กับกรุงเทพมหานครมีโอกาสได้มา ทัศนศึกษาในสถาบันสภาผู้แทนราษฎรนะครับ มีโอกาสเข้าไปดูในพิพิธภัณฑ์ มีวิทยากร บรรยายต่าง ๆ ผมมาจากบ้านนอกนะครับ ผมนึกภาพว่าแล้วเมื่อไรโอกาสของเด็กต่างจังหวัด เด็กชายขอบ เด็กบนดอยเหล่านี้เขาจะมีโอกาสได้ อย่างน้อยที่สุดไปเห็นบรรยากาศว่า สภาผู้แทนราษฎรอันนี้แหละที่เป็นการจัดสรรอำนาจ เป็นการออกกฎหมาย เป็นการแบ่งปัน ผลประโยชน์ เป็นการควบคุมกติกาทั้งประเทศก่อนที่ฝ่ายบริหารจะเอาไปปฏิบัติ ก่อนที่ ส่วนราชการไปปฏิบัติ ผมคิดว่าแบบนี้ท่านลองไปคิดดูนะครับว่าโอกาสของคน ๖๐ กว่าล้านคน แล้วคนรุ่นใหม่ที่อยู่ตามชนบทและคนชายขอบเหล่านี้เขาจะมีโอกาสเข้าถึงอย่างไร ซึ่งจริง ๆ แล้วผมคิดว่ามันมีอยู่ ที่ท่านใช้คำว่าเยาวชนในอนาคตมีอยู่ เพียงแต่ว่าผมเข้าใจว่าอาจจะ หยิบเป็นกลุ่มที่อยู่ในมหาวิทยาลัยหรือว่ากลุ่มต่าง ๆ ที่ท่านกำหนดไว้ มันมีกลุ่มเยาวชน ที่หลุดออกจากการศึกษาในระบบครับ ซึ่งผมเข้าใจว่า กสศ. ก็ดูแลอยู่ กลุ่มนี้ก็เป็นกลุ่มที่จะ เป็นพลเมืองในอนาคต จะเป็นพลเมืองที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศชาตินะครับ ท่านประธานครับผมคิดว่าในประเด็นยุทธศาสตร์ที่พันธกิจแล้วมันมี ๒ ยุทธศาสตร์นี้แหละ ที่ท่านจะทำได้ ก็คือยุทธศาสตร์ที่ ๑ เรื่องการพัฒนาองค์ความรู้และการพัฒนาประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล และสันติวิธี ยุทธศาสตร์ที่ ๒ คือการพัฒนาผู้นำให้เป็นผู้นำทางความคิดและ การทำงานเพื่อเผยแพร่การพัฒนาประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล และสันติวิธี ผมคิดว่าข้อความ ที่มีความหมายและมีความสำคัญในการปูพื้นฐานให้กับคนรุ่นใหม่ ก็คือผู้นำทางความคิด ท่านลองนึกภาพนะครับ การสร้างผู้นำแต่ละคนมันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ นะครับ ผู้นำแต่ละคน ที่จะมาอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้รวมถึงท่านด้วยนะครับ ผมคิดว่าเป็นการลงทุนมหาศาล หลายท่านก็เคยคำนวณตั้งแต่เรียนจบจนถึงปริญญาตรีใช้งบประมาณไม่น้อยนะครับ เพราะฉะนั้นก็คือว่าถ้าหากว่าสถาบันพระปกเกล้าที่อยู่ภายใต้ของรัฐสภาได้มีกรอบ กระบวนการเชื่อมโยง จะผ่านระบบไหนผมคิดว่าอีกเรื่องหนึ่งนะครับ แต่อย่างน้อยที่สุด เด็กชายขอบท่านจะออกแบบอย่างไรก็ได้ อาจจะเป็นโครงการประกวด อาจจะเป็นโครงการ อะไรก็ได้ว่าปีหนึ่งเด็กชายขอบต่างจังหวัดโควตาอาจจะ ๖๐ คนในเมืองอาจจะ ๔๐ คนขึ้นมา อบรมมีหลักสูตรตั้งแต่ลงพื้นที่ ไปอยู่ในพื้นที่ หรือว่ามาอยู่ที่รัฐสภาอะไรพวกนี้ครับ ผมคิดว่า อันนี้เป็นเรื่องจำเป็น

ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ที่ผมอยากจะฝากให้เห็นถึงรูปแบบ การทำงานของสถาบันพระปกเกล้าเพื่อปูพื้นฐานการสร้างคนในกระบวนการประชาธิปไตย ผมเห็นด้วยกับทุกหลักสูตรที่มีอยู่ แต่เพียงแต่ว่าผมคิดว่าหลักสูตรต่าง ๆ เหล่านี้ผมไม่ได้ บอกว่าเป็นหลักสูตรที่มีแต่ผู้สูงอายุไปเรียนนะครับ ซึ่งข้อเท็จจริง ๆ อาจจะเป็นอย่างนั้น บางส่วน ก็ไม่ได้ขัดอะไร แต่ถ้าเรามีโควตาต่าง ๆ เช่น หลักสูตรเล็กที่อบรมให้กับผู้ช่วย สส. อะไรพวกนี้มันก็มีบุคคลอื่นเข้ามาเรียน ซึ่งมันมีความสำคัญค่อนข้างที่จะมากนะครับ กระบวนการเหล่านี้ถ้าเราจับมือกับสถาบันการศึกษาหรือท้องถิ่น อบต. เทศบาล ที่ท่าน ทำงานอยู่แล้วทั่วประเทศ ผมคิดว่าเราสามารถที่จะเพิ่มพื้นที่ทางวิชาการ จะเพิ่มพื้นที่ การมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน และที่สำคัญผมย้ำนะครับว่าถ้าหากท่านได้กำหนด ยุทธศาสตร์หรือแผนงานโครงการที่จะเปิดพื้นที่ให้กับคนชายขอบ คนที่อยู่ห่างไกล และคนที่ ด้อยโอกาสสุด ๆ ก็คือคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ซึ่งมีบางหน่วยงานดูแลอยู่ ก็จะเป็น การศึกษาที่อีกรูปแบบหนึ่ง เป็นการศึกษานอกระบบจริง ๆ คนเหล่านี้ถ้าเขามีโอกาส ถ้าเขา ได้มีพื้นที่ในการได้สื่อสาร ได้พูดคุย ได้เสนอแนะ สิ่งเหล่านี้ต่างหากผมคิดว่าได้เป็นการ ปูพื้นฐานให้กับคนที่มีความหลากหลาย คนที่มีความแตกต่าง คนที่มีวิธีคิดจากบริบท การทำงาน จากบริบทการใช้ชีวิตที่แตกต่าง จะเป็นการเรียนรู้จากสังคม เรียนรู้เพื่อนคนใน ชาตินี้ที่มีความแตกต่างและหลากหลายนะครับ ผมต้องขอบคุณท่านประธาน แล้วก็ทาง สถาบันพระปกเกล้าทุกคนครับ ขอบคุณครับ