เอกราช อุดมอำนวย หารือประเด็นการตรวจสอบทรัพย์สินของ ป.ป.ช. ที่ยังค้างจำนวนมาก พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องของข้อมูลการยื่นบัญชีทรัพย์สินที่ซ้ำซ้อนและไม่สะท้อนความเป็นจริง จึงเสนอให้มีการปรับปรุงระบบตรวจสอบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ กำหนดหลักเกณฑ์ชัดเจนในการประเมินทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน พระเครื่อง และนาฬิกา รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของคดีตามขนาดและผลกระทบ เพื่อเน้นการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดรายใหญ่ พร้อมเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานของศูนย์ TACC และการใช้จ่ายงบกองทุน ป.ป.ช. อย่างโปร่งใส มีกรอบเวลาการไต่สวนที่ชัดเจน และปรับปรุงคุณสมบัติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้มีตัวแทนภาคประชาชนและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเสริมความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
กราบเรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คนดอนเมือง พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขออภิปรายเรื่องประสิทธิภาพในการตรวจสอบทรัพย์สิน ซึ่งขณะนี้ ในรายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ส่งมาต่อสภาแห่งนี้ก็ยังมีเรื่องค้าง ๒๖,๓๑๒ บัญชี ก็คิดเป็นร้อยละ ๓๗.๔๔ แล้วก็ท่านตรวจเสร็จไปแล้วประมาณ ๔๓,๙๗๐ บัญชี โดยการตรวจสอบปกติและเชิงลึก อย่างเรื่องของการตรวจสอบการมีอยู่จริงและบัญชี ยอมรับนับถือจริง ๆ ว่าคณะ ป.ป.ช. เก่ง เอาผิดนักการเมือง ข้าราชการทุจริตได้อย่างมาก แต่ว่าบางเรื่องก็เหมือนถูกละเว้น จากการตรวจสอบทรัพย์สินบัญชีที่เพิ่มขึ้นแบบผิดปกติ มีการฟ้องสู่ศาล แต่ว่าน่าเสียดายในรายงานของท่านน่าจะสรุปเรื่องของคดีลงไป ในรายงานด้วย รายงาน ๒ แผ่นนี้ผมโหลดมาจาก Website ของ ป.ป.ช. แต่ไม่อยู่ในรายงาน ประจำปี ก็เสนอแนะท่านเพื่อที่จะให้ได้สภาแห่งนี้ได้เห็นว่า การที่ท่านนำคดีขึ้นสู่ศาล มีรายละเอียดการพิจารณาอย่างไรบ้าง และผลของการดำเนินคดีเป็นอย่างไรบ้างนะครับ
อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. นี่ มีมติชี้มูล ซึ่งอันดับแรก เป็นเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างมันลดลงจากปี ๒๕๖๔ อย่างมาก อันนี้ผมก็สงสัยว่าคนทุจริต น้อยลงหรือครับ หรือท่านปราบปรามมากขึ้น อันนี้ก็เป็นคำถามข้อสังเกต
นอกจากนี้ผมกลับมาที่เรื่องของการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ผมอยาก สอบถามว่าบรรดาผู้ตรวจ เจ้าหน้าที่มีการฝึกอบรมเรื่องคุณวุฒิอื่นหรือเปล่า เพราะว่า นอกจากบัญชีมีหลายประเภท มันไม่ใช่มีแค่นักบัญชี นักเศรษฐศาสตร์ นักบริหาร ที่จะตรวจสอบได้ มันมีเรื่องพระเครื่อง นาฬิกา ก็เลยอยากจะสอบถามว่าเกณฑ์ ในการตรวจสอบหรือประเมินทรัพย์สินเหล่านี้ ท่านฝึกอบรมหรือใช้หลักเกณฑ์อย่างไร
อีกประเด็นหนึ่ง ในเรื่องของการส่งบัญชีทรัพย์สินที่ต้องอาศัยเอกสาร ประกอบ บางอย่างก็ไม่ต้องควรมีการให้ยื่นซ้ำซ้อน อย่าง ภ.ง.ด. มันไม่สามารถสะท้อนการมี อยู่จริงของบัญชีได้ มันคือการยื่นรายได้และแสดงรายได้ของกรมสรรพากร มันไม่ใช่ภารกิจ ของหน่วยงานท่านนะครับ แต่ถ้าท่านพบว่ามันมีการยื่นไม่ตรงกับบัญชีรายได้ที่ท่านให้แสดงนี่ ก็ท่านอาจจะแค่ส่งข้อมูลให้สรรพากรเขาดำเนินการ ทุกคนเป็นนักการเมืองย่อมพร้อม ที่จะตรวจสอบ แต่เครื่องมือบางอย่างนี่ก็อยากจะให้เชื่อมโยงกับข้อมูลภาครัฐอย่างมี ประสิทธิภาพ ไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารสำเนาจำนวนมาก บางอย่างนี้ท่านเก่งล้ำหน้าไปเลย แต่บางหน่วยงานอาจจะไม่เดินตามท่าน อาจจะต้องมีเครื่องมือ หรือหลักเกณฑ์ที่เป็นธรรม ผมอาจจะเสนอแนะตรงนี้ อย่างเช่น กรมที่ดินในรูปแบบของการจัดเก็บข้อมูลมันแตกต่าง จากหน่วยงานของท่านแน่นอน กรมที่ดินก็ยังคงต้องทำเป็นหนังสือมีโฉนด แล้วก็ไม่สามารถ ตรวจสอบการซื้อการขายได้ราคาประเมินแบบอัตโนมัติทันท่วงที ต้องใช้ระยะเวลานะครับ ท่านอาจจะต้องระบุหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนขึ้น ที่ดินท่านอาจจะต้องกำหนดให้ชัดเจนไปเลยว่า จะเอาตัวเลขไหน จะเอาราคาประเมินภาครัฐ จะเอาราคาตลาด หรือราคาซื้อขาย เพื่อไม่ให้ เป็นช่องว่าง เป็นหอกที่เอามาทิ่มแทงกันในภายหลังของบรรดาผู้ที่ยื่น เพราะบางคน หน่วยงานบางท่านก็อาจจะไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการประเมิน หรือการจัดการ ทรัพย์สินเหล่านี้ ดังนั้นในเรื่องต่าง ๆ นี้ท่านอาจจะต้องเสนอสภาแห่งนี้มาเลยครับ ว่ามันมี กฎหมายที่มันปรับปรุงได้ไหม หรือการตรวจสอบความถูกต้อง และมีอยู่จริงของบัญชี ทรัพย์สินจะทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ จัดกลุ่มความสำคัญและความเสี่ยง และท่านควรจะ มีตัวชี้วัดเพื่อพิจารณาระบบฐานข้อมูลที่เน้นสัมฤทธิผล เพราะบางอย่างมันก็ไม่สะท้อนตัวเลข ราคาประเมินต่าง ๆ ผมคิดว่ายังคงจะต้องหาตัวชี้วัดที่เหมาะสมมากกว่าในแบบฟอร์ม ที่ท่านให้ทุกคนได้ยื่น เจ้าหน้าที่ของรัฐต่าง ๆ ผมก็คิดว่าควรจะมีการยื่นบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สิน โดยอาจจะพิจารณาเก็บข้อมูลไว้ในฐานข้อมูลกลาง หรือว่าหน่วยงานต้นสังกัด อาจจะไม่ต้องยื่นต่อท่านก็ได้ แต่ว่าเผื่อท่านได้ใช้ในอนาคต กรณีที่ข้าราชการเหล่านั้น เป็นใหญ่เป็นโต หรือว่าเติบโตขึ้นมาในสายงานที่ถึงตามที่กฎหมายระบุไว้ให้ต้องยื่น แล้วก็ ผมอยากเห็นท่านทำงานใหญ่ ๆ ให้สัมฤทธิผล คือการจับช้าง ไม่ใช่จับตั๊กแตน เมื่อพิจารณา คดี Size XL ที่ท่านเขียนไว้ มันมีเพียงแค่ ๑๔๖ เรื่อง จาก ๑,๐๐๐ กว่าเรื่อง ทำไมหลัง ๆ นี่ ที่ท่านมี พ.ร.ป. จำนวนคดีมันถึงลดลง อันนี้ผมก็อยากฝากตั้งคำถาม ตั้งข้อสังเกต ให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ
สุดท้ายผมอยากเห็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ต้องมาจากภาคประชาชนด้วย อันนี้ก็ฝากผ่านไปยังท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกด้วยกันว่าคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามที่เขียนเอาไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เป็นอดีต ข้าราชการ มีตำแหน่งอธิบดีไม่น้อยกว่า ๕ ปี ไม่มีสัดส่วนของภาคประชาชนเลย และไม่มี ที่มาขององค์กรวิชาชีพที่กำหนดให้เห็นว่ามีความสามารถ หรือคุณสมบัติที่เกี่ยวกับ ความรู้ความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชัน การสรรหาก็มีที่มาจากประธาน ศาลฎีกา OK ครับ เป็นตัวแทนของศาล ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร OK เป็นตัวแทนจากการเลือกตั้ง แต่ศาลปกครองสูงสุด หรือตัวแทน จากศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็คิดว่าตรงนี้ไม่ยึดโยงกับประชาชน
สุดท้ายก็ยังฝากท่านในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีในการจัดข้อมูลเพื่อให้ ประชาชนมีการตรวจสอบ และระยะเวลาที่เพื่อนสมาชิกได้บอกไปแล้วว่าในการดำเนินคดี ผมไป Load มาดูคดีหนึ่งนี้เป็นคดีทุจริตโครงการจ้างเหมาขุดลอกคลองสระน้ำในปี ๒๕๔๘ ตั้งเรื่องในปี ๒๕๖๒ มาเสร็จเอาปี ๒๕๖๕ แบบนี้ผมก็คิดว่าท่านจะต้องมีกรอบระยะเวลา การทำงานที่เหมาะสมนะครับ
สุดท้ายในรายงานนี้ผมอยากเห็นในปีถัด ๆ ไปในเรื่องของศูนย์ TACC ศูนย์ความร่วมมือกับต่างประเทศตามมาตรา ๑๓๘ ไม่มีเขียนไว้เลยว่าท่านดำเนินงาน เป็นผลสัมฤทธิ์อย่างไรบ้าง ขออีกสักครู่นะครับท่านประธาน
นอกจากนี้ในหมวด ๑๐ เรื่องของกองทุน ป.ป.ช. ที่สนับสนุนเรื่องของ การเผยแพร่การป้องกันการทุจริต ซึ่งให้สำนักงานมีอำนาจในการให้เอกชนเผยแพร่ รณรงค์ เกี่ยวกับการคุ้มครอง ช่วยเหลือ ค่าตอบแทน เงินรางวัล หรือการประชาสัมพันธ์ ผมไม่เห็น ว่าในการดำเนินงานส่วนนี้เป็นอย่างไรบ้าง อยากให้ท่านรายงานลงไปในรายงานครับ เพราะว่ามันเป็นงบประมาณของแผ่นดินที่ท่านไม่ต้องนำส่งคลัง แต่อยากให้พี่น้องประชาชน ได้เห็นว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ได้ใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ ตรงตามกฎหมาย และท่านได้ ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด ขอบคุณท่านประธานครับ