พริษฐ์ ชี้ ป.ป.ช. ขาดโปร่งใส-ตั้งคำถามใช้งบฯ-เรียกร้องปฏิรูป

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๖

พริษฐ์ วัชรสินธุ หารือประเด็นความโปร่งใสของ ป.ป.ช. โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลบัญชีทรัพย์สินที่ไม่เอื้อต่อการวิเคราะห์ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงคุณภาพการเปิดเผยข้อมูลที่ขัดกับผลการประเมิน ITA และความรับรู้ของประชาชน รวมถึงตั้งคำถามต่อการใช้งบประมาณที่เพิ่มขึ้นผิดสังเกต โดยเฉพาะค่าฝึกอบรมและศึกษาดูงานต่างประเทศที่อาจไม่คุ้มค่าและก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อสร้างความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคก้าวไกล จะขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปรายรับทราบรายงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือว่า ป.ป.ช.

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ ผมคิดว่า หาก ป.ป.ช. ต้องการจะป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่กระทำโดยหน่วยงานต่าง ๆ ผมคิดว่า ป.ป.ช. นั้นจำเป็นที่จะต้องติดกระดุมเม็ดแรก โดยการทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ให้หน่วยงานอื่นนั้นได้เห็นเป็นตัวอย่าง แต่จากการวิเคราะห์รายงานประจำปีที่อยู่ข้างหน้าผม ตรงนี้ ผมมีความกังวลครับว่าการทำงานของ ป.ป.ช. นั้นยังมีหลายส่วนที่ไม่เป็นไปตาม มาตรฐานเรื่องความโปร่งใสและหลักธรรมาภิบาลที่ผมเชื่อว่า ป.ป.ช. นั้นคงคาดหวังจะเห็น จากหน่วยงานอื่น ข้อมูลของผมแบ่งออกเป็นทั้งหมด ๓ ประการครับท่านประธาน

ข้อกังวลประการที่ ๑ ผมเชื่อว่า ป.ป.ช. นั้นคงคาดหวังให้หน่วยงานอื่น มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส แต่ ป.ป.ช. เองครับ กลับไม่เปิดเผยข้อมูลที่ตนเอง รับผิดชอบตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น หากเราไปดูตัวอย่างของข้อมูลบัญชีทรัพย์สิน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ ป.ป.ช. ใน Slide ถัดไปนะครับ จริงอยู่ครับว่าท่านมีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวบน Website แต่ท่านก็ไม่ได้เปิดเผย ในรูปแบบที่สามารถวิเคราะห์ต่อได้ตามมาตรฐานสากล เพราะท่านเลือกที่จะเปิดข้อมูล ในรูปแบบเอกสารที่เป็นการ Scan ภาพ แทนที่จะเปิดเป็น File Digital ที่สามารถคัดลอก ข้อความไปวิเคราะห์ต่อได้ง่าย และยิ่งไปกว่านั้นครับ ท่านก็ยังห้ามไม่มีการ Download หรือ Save file ดังกล่าวไว้เพื่อเก็บไปวิเคราะห์ต่อ

ท่านประธานครับ ผมคิดว่าการที่ ป.ป.ช. นั้นไม่เข้าใจว่ารูปแบบของข้อมูล ที่ถูกเปิดเผยนั้นมีความสำคัญอย่างไร มันมีส่วนสำคัญครับที่ทำให้เครื่องมือ ITA ที่ ป.ป.ช. ออกแบบมาเพื่อใช้วัดความโปร่งใสของหน่วยงานอื่น ๆ นั้นจึงมีปัญหาตามมา ถ้าหากเราไป Slide ถัดไปครับ เราจะเห็นว่าเกณฑ์ด้าน OIT เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลใน ITA นั้น กลายเป็นเพียงการ Check ครับ ว่าหน่วยงานนั้นเผยแพร่ชุดข้อมูลอะไรบ้าง โดยไม่สนใจเลย ว่าข้อมูลที่เผยแพร่นั้นเผยแพร่ในรูปแบบใด แล้วก็ไม่ต้องแปลกใจว่าพอ ITA ถูกออกแบบ มาเป็นเช่นนี้ ถ้าเราไปที่ Slide ถัดไปเราจะเห็นว่าผลการประเมิน ITA กำลังบอกเรา ว่าสถานการณ์การทุจริตในประเทศเราดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งสวนทางครับ กับทั้งผลลัพธ์จากการประเมิน CPI ขององค์กรสากล Transparency International และความรู้สึกของพี่น้องประชาชนที่สัมผัสได้ว่าปัญหาการทุจริตในประเทศเรานั้นไม่ได้ดีขึ้น กว่าเดิม มันเป็นเรื่องที่น่าเสียดายว่าในวันที่ประชาชนมีความตื่นตัวขึ้นอย่างมาก ในการต่อต้านการทุจริตตามที่รายงานของท่านเองก็กล่าวถึง แต่ท่านกลับไม่ช่วยติดอาวุธ ให้ประชาชนนั้นเข้าถึงข้อมูลสำคัญในรูปแบบที่พวกเขานั้นสามารถนำไปใช้ต่อได้ง่าย ในการตรวจสอบการทุจริต

ข้อกังวลประการที่ ๒ ที่ผมมี คือ ป.ป.ช. นั้นคาดหวังครับให้หน่วยงานอื่น ใช้จ่ายงบประมาณอย่างเหมาะสม แต่ ป.ป.ช. เองครับ กลับยังมีการใช้งบประมาณบางส่วน ที่น่าสงสัย หากเราไปใน Slide ถัดไปครับ แล้วไปดูที่รายงานการเงิน เราจะค้นพบว่า ค่าฝึกอบรมและค่าเดินทางนั้นเพิ่มขึ้นกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์จากปีที่แล้ว ผมเดาทางออกครับ ว่าท่านคงให้เหตุผลเรื่องโควิด แต่คำถามที่ผมมีคืองบเหล่านี้ถูกใช้ไปกับการดูงานต่างประเทศ มากแค่ไหน และในระดับที่เหมาะสมแล้วหรือไม่ ที่ผมต้องถามแบบนี้ครับท่านประธาน เพราะว่า ๑ กิจกรรมที่ ป.ป.ช. ดำเนินการทุกปี คือหลักสูตรที่มีชื่อว่านักบริหารยุทธศาสตร์ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง หรือ นยปส. ผมตั้งคำถาม ๒ ส่วนครับ

ส่วนที่ ๑ ผมตั้งคำถามครับ ว่ามันเหมาะสมแล้วหรือไม่ในเชิงหลักการ ที่ ป.ป.ช. ในฐานะองค์กรอิสระเลือกที่จะจัดหลักสูตรที่เป็นเสมือน Platform ให้ผู้นำ และผู้มีอิทธิพลเกือบ ๑๐๐ คนจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และพรรคการเมืองนั้นมาสร้าง Connection และขยายเครือข่ายส่วนตัว

แล้วผมอยากจะตั้งข้อคำถามต่อไปอีกครับ ในส่วนที่ ๒ ว่าการที่หลักสูตรนี้ มีการพาผู้เรียนไป Tour ต่างประเทศด้วยงบประมาณหลักล้านบาทจากภาษีพี่น้องประชาชน ตามหลักฐานที่ปรากฏใน Slide นั้นเป็นการใช้งบที่เหมาะสมและคุ้มค่าต่อการแก้ไขปัญหา การทุจริตแล้วหรือไม่ ความจริงต้องบอกว่าคำถามนี้ที่ผมถามอยู่นั้นก็สอดคล้องกับข้อสังเกต จากนักวิชาการท่านหนึ่งครับ ที่เคยแชร์ว่าในระหว่างที่ไปร่วมเวทีสัมมนาระดับโลกเกี่ยวกับ การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน มีผู้บริหารสูงสุดขององค์กรด้านธรรมาภิบาลที่มีชื่อเสียง แห่งหนึ่งที่ยุโรปครับได้มาเล่าให้ฟังว่าองค์กรเหล่านั้นเคยต้องปฏิเสธคำขอดูงานของ หน่วยงานต่อต้านการทุจริตแห่งหนึ่งในประเทศไทย เนื่องจากมีการแจ้งว่าจะมีการพาคน เดินทางมาดูงานเกือบ ๑๐๐ คน ซึ่งสูงเกินกว่าที่เขาคิดว่าจำเป็นต่อการที่ประชาชนจะได้ ประโยชน์จากการศึกษาดูงานดังกล่าว

ท่านประธานครับ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหน่วยงานในเรื่องนี้จะไม่ใช่ ป.ป.ช. เพราะหาก ป.ป.ช. ยังไม่สามารถควบคุมงบดูงานต่างประเทศของตัวเองให้อยู่ในระดับ ที่เหมาะสมได้ แล้วเราจะคาดหวังให้ ป.ป.ช. ไปกำกับดูแลการใช้งบประมาณของหน่วยงาน อื่นให้เหมาะสมได้อย่างไร

มาสู่ข้อกังวลประการที่ ๓ ผมเชื่อว่า ป.ป.ช. คงคาดหวังให้หน่วยงานอื่นนั้น ไม่วางโครงสร้างองค์กรที่นำไปสู่ปัญหาของผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ ป.ป.ช. เองครับ กลับกำลังเผชิญกับปัญหาดังกล่าว ถ้าเราย้อนไปดูครับเมื่อเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๖๕ ที่ประชุม ของวุฒิสภามีมติไม่เห็นชอบให้ศาสตราจารย์อารยะ ปรีชาเมตตา จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ที่ว่างลง โดยสื่อมีการรายงาน ว่าเป็นเพราะศาสตราจารย์อารยะนั้นมีแนวคิดทางการเมืองตรงข้ามกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม แม้ผมเข้าใจครับว่าท่านคงยืนยันเรื่องนี้ไม่ได้ แล้วผมก็เข้าใจว่าท่านเองก็ไม่ได้เป็นคนเขียน กติกาเช่นนี้ แต่ผมอยากจะถามความเห็นของท่านครับ ในฐานะองค์กรที่ทำงาน ด้านการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ว่าการที่เรามีบุคคลกลุ่มหนึ่งที่วันนี้ได้กลายมาเป็น นักการเมืองในพรรคการเมืองต่าง ๆ มีอำนาจในการแต่งตั้ง สว. ๒๕๐ คนที่มีอำนาจ มาชี้ขาดว่าใครจะมาเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบนักการเมือง จากพรรคการเมืองต่าง ๆ กลไกแบบนี้เป็นสิ่งที่ ป.ป.ช. นิยามว่าเป็นกลไกที่มีผลประโยชน์ ทับซ้อนหรือไม่ ผมเห็นจากรายงานที่ท่านเขียนไว้ตรงนี้ว่าท่านเองก็อยากให้ประชาชนนั้น เชื่อมั่นในการที่ทำงานของ ป.ป.ช. แต่ผมเรียนด้วยความเคารพครับว่าตราบใด ที่กระบวนการสรรหาและรับรองกรรมการ ป.ป.ช. ยังมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และยังถูกผูกขาดไว้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมือง ไม่ว่าท่านจะปฏิบัติหน้าที่ได้ดีแค่ไหน ประชาชนก็มีสิทธิที่จะตั้งคำถามถึงความเป็นกลางของท่านได้อยู่ดี ดังนั้นผมจึงหวังว่า ในวันที่เรากำลังจะมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านจะมาร่วมยืนยันว่าประเทศเรา ควรต้องมีการปฏิรูปองค์กรอิสระให้มีที่มาที่ยึดโยงกับประชาชน และเป็นที่ยอมรับของ ทุกฝ่ายเพื่อให้หน่วยงานของท่าน อย่าง ป.ป.ช. มีอิสรภาพเต็มที่ในการตรวจสอบรัฐบาล ทุกฝ่าย และผู้มีอำนาจทุกคนตามที่ประชาชนคาดหวัง ด้วยเหตุผล ๓ ประการนี้ ท่านประธานผมจึงมีความกังวลครับว่าหากเราดำเนินการต่อแบบเดิม ป.ป.ช. จะไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพในการกำชับหน่วยงานอื่นให้ปฏิบัติตน ด้วยความโปร่งใสและหลักธรรมาภิบาลเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตที่เรื้อรังมายาวนาน เพราะการทำงานของหน่วยงานท่าน ณ ปัจจุบันยังมีหลายส่วนที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ความโปร่งใส และหลักธรรมาภิบาลที่ท่านคงคาดหวังจากหน่วยงานอื่นครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน