สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๖

รังสิมันต์ โรม วิพากษ์วิจารณ์การกระทำของศาลรัฐธรรมนูญและรัฐบาลที่กระทำการปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างสันติ โดยเรียกร้องให้ศาลตรวจสอบความถูกต้องตามหลักการประชาธิปไตย สิทธิและเสรีภาพ และประธานศาลรัฐธรรมนูญควรดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการปฏิบัติราชการ

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ สิ่งที่เราคาดหวังจาก ศาลรัฐธรรมนูญ คือศาลรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นองค์กรที่คอยพิทักษ์รักษาหลักการ ประชาธิปไตย สิทธิและเสรีภาพอันถูกรับรองและคุ้มครองเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้แสดงผลงานในการยุบพรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้ง ถอดถอนนักการเมือง ที่ได้รับความนิยมจากประชาชน ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย การกระทำดังกล่าวล้วนถูกตั้งคำถามในสังคมว่า เป็นการใช้อำนาจที่เป็นการสนองต่อวาระ ของผู้มีอำนาจที่อยู่ขั้วตรงข้ามกับพี่น้องประชาชนและผู้แทนของประชาชน ไม่ได้ เป็นการใช้อำนาจพิจารณาวินิจฉัยรัฐธรรมนูญที่เป็นการปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ปกป้องสิทธิเสรีภาพและอำนาจของประชาชนอย่างที่ควรจะเป็น

ท่านประธานครับ แม้กระทั่งในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ตามรายงานฉบับนี้ ผมขอยก ๒ คำวินิจฉัย แรกสุดครับ คำวินิจฉัยที่ ๖/๒๕๖๕ วินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ให้ อำนาจรัฐบาลออกข้อกำหนดห้ามการชุมนุม หรือสั่งห้ามการกระทำใด ๆ เพื่อรักษา ความมั่นคงของรัฐนั้น ไม่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญในส่วนของการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเช่นนี้ในขณะที่สิ่งที่เกิดขึ้น คือรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ปราบปราม ผู้ชุมนุมที่ชุมนุมอย่างสันติ โดยเฉพาะเป็นการประกาศขึ้นมาโดยที่ไม่มีใครตรวจสอบ หรือทัดทานได้เลย ซึ่งขณะนั้นมีเหตุการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงหรือไม่ อย่างไร ไม่มีใครตรวจสอบได้ ปรากฏต่อไปว่ามีการระดมสรรพกำลัง อาวุธ แก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำแรงดันสูง กระสุนยาง ทั้งหมดนี้กระหน่ำใส่พี่น้องประชาชน นี่คือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทำลายล้าง ผู้ที่เห็นต่างทางการเมือง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็มีส่วนในการรับรองการกระทำนี้ของ รัฐบาลด้วย ไม่ทราบว่าสอดคล้องอย่างไรกับค่านิยมของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุเอาไว้ว่า ยึดหลักนิติธรรม ค้ำจุนประชาธิปไตย ห่วงใยสิทธิเสรีภาพของประชาชน ชี้แจงหน่อยสิครับ

เรื่องที่ ๒ ที่เป็นคำวินิจฉัย คือคำวินิจฉัยที่ ๑๙/๒๕๖๔ ทำให้การชุมนุมของ ประชาชนที่เรียกร้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ธำรงอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ ยั่งยืนสถาพร กลับกลายเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ศาลรัฐธรรมนูญสถาปนาตัวเองเป็นผู้ผูกขาด ทั้งประวัติศาสตร์และหลักการปกครอง ซึ่งสมควรที่จะถูกถกเถียงและทบทวนได้ แล้วนำสิ่งที่ ตนผูกขาดนั้นกลับมากดทับความสามารถในการแสดงเจตจำนงของประชาชนให้ ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ทำให้เรื่องทางการเมืองที่ควรเปิดให้ประชาชนสามารถเข้าถึง และปรับปรุง ให้เหมาะสมต่อกาลสมัยที่แปรเปลี่ยน กลายเป็นแดนต้องห้ามที่ซุกซ่อนปัญหาสำคัญเอาไว้ ใต้พรมและซ่องสุมพวกเหลือบไรที่จ้องจะสูบกินจากปัญหาเหล่านี้ และยินดีปรีดาที่ปัญหา เหล่านี้ยังคงอยู่ต่อไป ถามกันตรง ๆ ศาลรัฐธรรมนูญ การปฏิบัติทั้งหลายสอดคล้องกับ วิสัยทัศน์ของศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นสถาบันที่จะพิทักษ์รัฐธรรมนูญในระดับสากลอย่างไร คำวินิจฉัยแบบนี้มันสากลอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากประเด็น ที่ผมวิพากษ์วิจารณ์ต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ผมเห็นว่าแม้กระทั่งปัญหาเรื่องของ งบประมาณของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้รับในปี ๒๕๖๕ ซึ่งมีกว่า ๓๖๑ ล้านบาท ปรากฏว่า ตลอดปี ๒๕๖๕ ศาลรัฐธรรมนูญสามารถมีคำวินิจฉัยออกมา ๒๔ เรื่อง เป็นคำสั่ง ๘๐ เรื่อง รวมแล้ว ๑๐๔ เรื่อง หมายความว่างบประมาณถัวเฉลี่ยทั้งหมดคิดทุกอย่างเป็นต้นทุน คำวินิจฉัย คำสั่งก็แล้วแต่จะเรียกประเภทอะไร ๑ เรื่องคิดออกมาเป็นเงิน ๓.๔ ล้านบาท ดังนั้นทุกครั้งที่มีอะไรออกมาจากศาลสักเรื่องหนึ่งเราต้องตระหนักว่าเงินภาษีของ พี่น้องประชาชนถูกใช้ไปแล้ว ๓.๔ ล้านบาท วินิจฉัยเรื่อง พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่นำไปสู่การใช้กำลัง ปราบปรามพี่น้องประชาชน คำวินิจฉัยนั้นราคา ๓.๔ ล้านบาท วินิจฉัยเรื่องล้มล้าง การปกครองราคา ๓.๔ ล้านบาท มันคุ้มค่ากับภาษีประชาชนหรือครับ แล้วผมมีคำถาม อย่างนี้ครับท่านประธาน ท่านได้มีการใช้เงินงบประมาณ ๕.๗ ล้านบาท ไปกับโครงการจัดทำ ฐานข้อมูลองค์ความรู้ด้านรัฐธรรมนูญและกฎหมายมหาชน ถามกันตรง ๆ ครับ ทำอะไร ชี้แจงหน่อยให้ตัวแทนของประชาชนได้ทราบ หรือโครงการจัดทำบรรทัดฐานคำวินิจฉัยศาล รัฐธรรมนูญ เงิน ๖ ล้านบาท ท่านทำอะไร โปร่งใสหน่อย หรือท่านชอบเหลือเกิน กับเรื่องระบบคอมพิวเตอร์ ปี ๒๕๖๔-๒๕๖๕ ใช้งบรวมกันเกือบ ๗๕ ล้านบาท กับครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ ท่านทำอะไรนักหนา ผมจำได้ว่าตอนที่ท่านเคยมาชี้แจง ปี ๒๕๖๒-๒๕๖๓ ประมาณนี้ก็ยุ่งอยู่กับเรื่องคอมพิวเตอร์แบบนี้ ทำอะไร ซื้อ iPhone แจกกันหรือเปล่า เล่าให้พวกเราตัวแทนประชาชนฟังหน่อย

และสุดท้ายท่านประธานอันนี้เป็นข้อเสนอ เพราะมิเช่นนั้นสังคมเขาจะ เข้าใจผิดว่าศาลรัฐธรรมนูญงานการไม่ทำดีแต่ผลาญงบ เพราะอย่างโครงการสัมมนาพัฒนา บุคลากรศาลรัฐธรรมนูญตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเฉลิมพระเกียรติ เอาว่าผมไม่ต้องพูดยาวหมด ไปกันตอนช่วงใกล้หมดปีงบประมาณในรายงานเล่มนี้บอกว่า เป็นการส่งเสริมให้บุคลากรศาลรัฐธรรมนูญมีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติราชการ อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญน้อมนำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กับการดำรงชีวิต และสร้างความเป็นธรรมสู่ประชาชน ทำอะไรท่านประธานครับ ปลูกป่าครับ ปล่อยพันธุ์ปลาครับ ท่านประธาน ดูงาน ทำเกษตร ทั้งหมดนี้ผมไม่ทราบว่าท่านใช้งบไปเท่าไร แต่มันใกล้หมด ปีงบประมาณเลยต้องใช้หรือเปล่าไม่รู้ แล้วจะน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต้องไปน้อม นำกันที่กาญจนบุรีท่านประธาน ไปกัน ๓ วัน ๒ คืน เผลอ ๆ นี่ไม่รู้ว่าไปล่องแพ กันด้วยไหม ทั้งศาลรัฐธรรมนูญมีบุคลากร ๒๒๓ คน ไปกันทั้งสิ้น ๒๒๒ คน ๑ คนไม่ได้ไป น่าสงสารเขานะครับ

สุดท้ายนี้ท่านประธาน สังคมไทยเรานี่เราไม่ได้คาดหวังอะไรไปมากกว่า การที่เราจะมีศาลดี ๆ สักศาลหนึ่ง ที่ทำหน้าที่เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน เคารพการตัดสินใจของประชาชน ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจที่ลุแก่อำนาจ หรือใช้อำนาจนั้น เพื่อทำลายตัวแทนของพี่น้องประชาชนที่เขาไว้ใจ มิเช่นนั้นประชาชนเขาจะว่าได้ ว่าเราจะมีศาลรัฐธรรมนูญไปทำไม ขอบคุณท่านประธานครับ