กันต์พงษ์ ชี้การศึกษาเด็กปฐมวัยขาดทุน-ทักษะครูไม่ทั่วถึง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๖

กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ หารือการปฏิรูปการศึกษาภายใต้กรอบการพัฒนาประเทศ โดยเน้นความสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัยอายุ 0–6 ขวบ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงช่องว่างในการเข้าถึงทุนการศึกษา ความไม่เพียงพอของงบประมาณ 600 บาทต่อปีต่อเด็ก และปัญหาขาดแคลนสวัสดิการครู รวมถึงการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาที่ยังไม่ครอบคลุมและขาดคุณภาพ พร้อมเสนอให้ใช้งบประมาณเป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาเด็กอย่างยั่งยืน วิพากษ์ระบบประเมินผลครูแบบดิจิทัลที่เน้นเอกสารมากเกินไป และตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการทดสอบสมรรถนะครูในกลุ่มสาระต่างจากวิชาชีพ เช่น ครูนาฏศิลป์ที่ต้องสอบภาษาอังกฤษและภาษาไทย เรียกร้องให้มีเกณฑ์การประเมินที่สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างเป็นธรรม พร้อมชี้ให้เห็นปัญหาคุณภาพการศึกษาจากผลการประเมิน PISA การปรับหลักสูตรที่ไม่ทันสมัย และความร่วมมือของสถานศึกษาอาชีวะที่ไม่ส่งผลต่อการปฏิบัติจริง เน้นย้ำความเชื่อมโยงระหว่างการศึกษาที่ดีกับการลดความเหลื่อมล้ำ โอกาสการทำงาน รายได้ที่เพิ่มขึ้น และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อ.เอท กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เขตมีนบุรี และเขตสะพานสูง พรรคก้าวไกล ขอบคุณท่านประธานนะครับ วันนี้ อ.เอทขออนุญาต มาคุยการอภิปรายเรื่องการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษานะครับ ซึ่งการปฏิรูปประเทศวันนี้มันมาจาก Article ของ ๒๕๗ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของ การมีอุปสงค์หรือจุดประสงค์อยู่ประมาณ ๓ จุดประสงค์เท่านั้นเอง ก็คือ ๑. ทำให้ประเทศ ของเราเป็นประเทศที่มีความสุขขึ้น จุดประสงค์ที่ ๒ ทำให้ประเทศของเราหรือประชาชน ของเรามีความเสมอภาค และจุดประสงค์ที่ ๓ ทำให้ประเทศของเราหรือประชาชนของเรา มีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืน ซึ่งในเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาแบ่งออกเป็นการทำงาน ๕ Big Rock ด้วยกันนะครับ และใน Big Rock อันนี้แบ่งออกเป็น ๔ ประเด็นย่อย ๆ ซึ่งวันนี้ อ.เอทขออนุญาตมาพูดถึง ๔ ประเด็นย่อยที่จะให้ทุกท่านได้ฟังกันในวันนี้นะครับ

ประเด็นที่ ๑ เรื่องของการพัฒนาเกี่ยวข้องกับเด็ก ๆ หรือปฐมวัยของเรา การพัฒนาปฐมวัยของเราแน่นอนครับก็คือตั้งแต่ ๐-๖ ขวบ สิ่งที่เกิดขึ้นของการพัฒนา ปฐมวัยครับ ตามรายงานเล่มสีส้มชัดเจนมากครับว่าเรามีการให้ทุนของเด็ก หรือมีการให้ การศึกษาของเด็กที่เป็นปฐมวัยประมาณ ๕๐,๐๐๐ คนด้วยกัน ซึ่งเด็ก ๆ ๕๐,๐๐๐ คน ประกอบไปด้วยโรงเรียนกว่า ๓๐,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศไทย และใน ๓๐,๐๐๐ แห่งนี้ ในเล่มสีส้มนี้ยังเขียนชัดเจนครับว่าเป็นการให้ทุนหรือให้เด็ก ๆ ได้มีการศึกษาถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่ฟังแล้วก็ดูดี อ.เอทก็เลยได้มีโอกาสเข้าไปคุยกับพื้นที่ ของ อ.เอทเองนะครับ พอไปคุยกับพื้นที่ ศพด. สิ่งที่ค้นพบประเด็นแรกเลยครับ สิ่งที่ ๑ เลย ก็คือเด็ก ๆ ยังขาดทุนการศึกษาอีกมากที่ยังไม่สามารถจะเข้าสู่การเรียนได้

ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของการที่ผู้ปกครองเหล่านั้นจะต้องเสียอีกเดือนละ ประมาณ ๕๐๐ บาทต่อเดือน ในการที่จะเข้าไปให้บุตรหลานตัวเองได้มีโอกาสร่ำเรียน ในศูนย์เด็กเล็ก และอีกประเด็นหนึ่งก็คืออันนี้ต้องขีดเส้นใต้ครับ รัฐมีการสนับสนุน ๖๐๐ บาทเป็นค่าครุภัณฑ์ต่อปีให้กับเด็ก ๑ คนในแต่ละศูนย์เด็ก ซึ่ง ๖๐๐ บาทต่อปีตรงนี้ ก็ยังเป็นประเด็นที่ลำบากแล้วแต่มีอีกจุดหนึ่งครับ ประเด็นหรือจุดที่ ๔ ที่เราอยากจะเล่า ให้ฟังในวันนี้ก็คือคุณครูครับ คุณครูที่อยู่ในศูนย์เด็กเล็ก คุณครูแต่ละท่านไม่มีสวัสดิการ ขาด ๑ วันก็โดนหักเงินประมาณ ๗๐๐ กว่าบาทนะครับ คุณครูขาดกำลังใจและขวัญอย่างยิ่ง ในการที่จะทำงาน ในการที่จะสอนเด็กของเราให้ดีขึ้นกว่าเดิม แบบนี้ถามว่ามันตรงกับ จุดประสงค์ที่ต้องการให้ประชาชนมีความสุขไหมครับ

ประเด็นที่ ๓ ที่อยากจะแนะนำหรืออยากที่จะพูดคุยในวันนี้ก็คือเรื่องของ งบประมาณ แน่นอนครับงบประมาณของทางภาครัฐได้จัดให้กับเด็ก ๆ ๖๐๐ บาทต่อเดือน ซึ่งในปี ๒๕๖๔ ได้มีการนำเสนองบประมาณนี้ให้กับเด็ก ๆ กว่า ๒,๒๐๐,๐๐๐ ราย ในปี ๒๕๖๔ ถามว่าจะดีกว่านี้ไหมครับ ถ้าเราเอางบประมาณเหล่านี้เป็นการลงทุนเพื่อที่จะ สร้างพื้นที่ให้กับเด็ก ๆ ได้มีการเรียนรู้นะครับ เป็นการลงทุนกับโครงการอาหารกลางวัน ของเด็ก ๆ ที่เต็มศักยภาพอย่างเต็มที่ แล้วก็เอาไปลงทุนกับเรื่องครุภัณฑ์ สื่อการเรียน การสอนต่าง ๆ ของเด็กให้สามารถที่จะแข่งขันกับโลกใบนี้ได้นะครับ นี่คือประเด็นที่ ๒ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเป็นศูนย์เด็กเล็ก

ประเด็นที่ ๔ เป็นประเด็นของการพัฒนาบุคลากรด้านการศึกษาครับ ท่านประธาน การพัฒนาบุคลากรทางด้านการศึกษา สิ่งแรกที่ อ.เอทเห็นจากการรายงาน ของปฏิรูปเล่มนี้ชัดเจนมากครับ เขาเขียนว่าเขามีการนำคุณครูหรือบุคลากรไปอบรม ประมาณ ๒,๕๐๐ ท่าน ซึ่งตรงนี้เป็นเชิงปริมาณอย่างชัดเจนครับ แต่คุณครูจริง ๆ แล้ว เราน่าจะมีประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ท่านถูกไหมครับ และด้านเชิงคุณภาพไปอยู่ตรงไหน ตรงนี้ ฝากท่านประธานด้วยนะครับ

ประเด็นที่ ๕ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบุคลากร เรามีการทำ เขาเรียกว่า ทำดี DPA ในเล่มนี้เขียนนะครับว่า DPA ก็คือเรื่องของการใช้ Digital Performance Appraisal เป็นการประเมินคุณครูครับ โดยเน้นสุดท้ายครับ เป็นการเน้นเอกสาร อย่างมหาศาลอีกคำนะครับ ขีดเส้นใต้อีกคำครับ เน้นเอกสารอย่างมหาศาล ทำให้คุณครู ไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตกับเด็ก ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เด็ก ๆ ก็คงจะไม่มีความสุขแน่นอน และมีการทำ Test ให้กับการเพิ่มสมรรถภาพครู โดยการให้คุณครูไปทดสอบวิชาภาษาอังกฤษ วิชาภาษาไทย วิชาการทำสื่อ ต่าง ๆ เหล่านี้ครับ อ.เอทขอถามครับว่าถ้าเป็นคุณครู วิชานาฏศิลป์และไปทำข้อทดสอบอันนี้ แล้วเกิดได้คะแนนน้อยในวิชาภาษาอังกฤษ หรือในวิชาภาษาไทย ถามว่าคุณครูนาฏศิลป์ท่านนี้จะมีประสิทธิภาพในการสอนวิชา นาฏศิลป์ไหมครับ สิ่งเหล่านี้อยากจะให้เห็นการทดสอบที่เป็นมาตรฐานและใช้วัดผล ประสิทธิภาพของคุณครูในทุกสาขาวิชาได้อย่างชัดเจน

และประเด็นสุดท้ายครับ ประเด็นที่ ๖ นั่นก็คือเรื่องของการพัฒนาหลักสูตร ซึ่งการพัฒนาหลักสูตรให้ตรงเฉพาะกับผู้เรียนตรงนี้สำคัญครับ เพราะเราใช้เรื่องของ PISA PISA คือ Performance International Student Assessment เป็นการวัดค่าของเด็ก ๆ ซึ่งอยู่กับ องค์กร OECD มีสมาชิกอยู่กว่า ๓๘ ประเทศ และเขาได้จัดทำการสอบอันนี้ทั้งหมด ๗๙ ประเทศด้วยกัน รวมเด็กทั้งหมด ๖๐๐,๐๐๐ คนทั่วโลก มาสอบทั้งหมด ๓ วิชาครับ วิชาแรกก็คือวิชาการอ่าน วิชาที่ ๒ คือวิชาคณิตศาสตร์ และวิชาที่ ๓ คือวิชาด้านวิทยาศาสตร์ ท่านครับ ใน ๓ วิชานี้เด็กอายุ ๑๕ ปี ของประเทศไทยได้เข้าร่วมการสอบด้วยครับ เขาจะมี การสอบทุก ๆ ๓ ปี ประเทศที่ ๑ เดาได้ไหมครับ จีนครับ ประเทศที่ ๒ สิงคโปร์ ประเทศที่ ๓ ไม่เกี่ยวข้องกับของเรา ไทยยังไม่ถึงนะครับ ถ้าเป็นอันดับ ๕ คือญี่ปุ่น และอันดับที่ ๖ คือ เกาหลีใต้ ของไทยถ้าเป็นการอ่านเราอยู่อันดับที่ ๖๖ จาก ๗๘ ถ้าเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ เราอยู่ที่อันดับ ๕๖ จาก ๗๙ และคณิตศาสตร์เราอยู่อันดับที่ ๕๒ ซึ่งตรงนี้ถามว่าการปรับปรุง โครงสร้างหรือปรับปรุงหลักสูตรของเรามีประสิทธิภาพแล้วหรือยัง รวมไปถึงเรื่องของเด็ก ๆ ที่เป็นอาชีวะ เรามีการทำให้เด็กที่เป็น อาชีวะไปเซ็น MOU กับต่างที่มากมาย สิ่งที่เกิดขึ้น คืออะไรครับ คุณครูเหล่านั้น หรือองค์กรเหล่านั้นเซ็นกันถึง ๖๕,๐๐๐ สถาบัน สิ่งที่เกิดขึ้น คืออะไร อ.เอทก็ได้เข้าไปถามท่าน ผอ. ท่านหนึ่งครับ ท่าน ผอ. บอกว่าเราเซ็นเยอะก็จริง แต่เรื่องของการปฏิบัติแทบไม่มี อันนั้นส่วนมากครับ ผมก็เลยถามว่าท่านขยันเซ็นแต่ท่าน ไม่ขยันทำนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงครับ

และประเด็นสุดท้ายครับ อย่างที่บอกว่าเรามีเรื่องของคำว่า Life Long Learning การเรียนรู้แบบตลอดชีพ ตรงนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ สามารถเอาเครดิตมารวม แล้วสามารถที่จะเอาไปเป็นเรื่องของเปรียบเทียบคุณวุฒิจบปริญญาได้ต่าง ๆ นานา สิ่งตรงนี้ ที่ขาดไปก็คือว่าอยากที่จะเห็นเป็นรูปธรรมมากกว่านี้ครับ

สุดท้ายครับ การศึกษาดีนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำที่ลดลง ความเหลื่อมล้ำ ที่ลดลงนำไปสู่โอกาสในการทำงาน โอกาสการทำงานที่มากขึ้นนำไปสู่รายได้ที่มากขึ้น และสุดท้ายครับ เมื่อรายได้มากขึ้นประเทศชาติก็จะเจริญรุ่งเรืองมากกว่านี้ ขอบคุณครับ