วิโรจน์ ลักขณาอดิศร หารือปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่เผชิญภาวะขาดแคลนครู งบประมาณไม่เพียงพอ และการจัดการที่ไม่ยั่งยืน พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการปรับรูปแบบการบริหารอย่างโปร่งใส มีการมีส่วนร่วมจากชุมชน และคุ้มครองโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือเกาะกลุ่ม Protected School
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ไม่พูดพร่ำทำเพลงดีกว่านะครับ เวลามีน้อย ๗ นาที ปัจจุบันโรงเรียน ในสังกัด สพฐ. ทั้งหมด ถ้ายอมรับกันตรง ๆ ก็มีโรงเรียนขนาดเล็กมากกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว ปัจจุบันก็น่าจะมีอยู่ราว ๆ ประมาณ ๑๕,๐๐๐ แห่ง และถ้าเราดูจากอัตราการเกิดของ ประชากรที่ลดลงมาอย่างต่อเนื่อง ก็มีแนวโน้มว่าในอนาคตอันใกล้นี้จำนวนโรงเรียน ขนาดเล็กก็จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นกว่านี้แน่ ๆ โรงเรียนที่มีขนาดไม่ถึง ๒๐๐ คนก็มีอยู่ราว ๆ ๗,๐๐๐ โรงเรียนแล้ว หลายแห่งก็เตรียมเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ทุกครั้งที่เวลาเราพูดถึง ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก หลายคนที่อยู่ในแวดวงการศึกษาก็มักจะต้องพูดอ้อม ๆ อยู่ในสถานะน้ำท่วมปาก เพราะว่าเวลาที่เราพูดถึงเรื่องนี้ทีไรก็จะถูกต่อว่าต่อขานหาว่า เป็นคนใจร้ายที่คิดจะยุบเลิกโรงเรียน จนทำให้ปัญหานี้ต้องถูกแก้แบบอ้อม ๆ และหลายครั้ง ก็ไม่ได้ถูกพูดถึงอย่างที่ควรจะเป็นเลย จนสุดท้ายทำให้ปัญหานี้ก็ลุกลามบานปลายไปเรื่อย ๆ โรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งผู้อำนวยการก็ไม่มี ครูก็ไม่ครบชั้น คุณครูที่มีอยู่ก็ต้องทุ่มเท อุตสาหะอย่างมาก จำนวนนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนเหล่านี้จำนวนไม่น้อยก็ต้องอยู่กับ การเรียนการสอนที่อยู่ในสภาพจำกัดจำเขี่ย สุดท้ายภาระก็ตกไปอยู่ที่ชุมชนโดยที่รัฐไม่คิด ที่จะเหลียวแล พอภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงถดถอยแบบนี้ประชาชนต้องปากกัดตีนถีบ สุดท้ายพอรับภาระไม่ไหว โรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ก็ทยอยล้มหายตายจากกันไปเองในที่สุด สุดท้ายโรงเรียนที่เป็นความภาคภูมิใจของชุมชนก็กลายเป็นพื้นที่รกร้าง ภาครัฐหลงดีใจ มาโดยตลอดครับ คิดว่าการทำอย่างนี้สุดท้ายจะเป็นอุบายที่ทำให้โรงเรียนขนาดเล็ก ยุบเลิกไปเอง โดยที่ประชาชนได้แต่มองตาปริบ ๆ ไม่มีปากไม่มีเสียง แต่ผมยืนยันครับ มันเป็นการคิดที่ผิดถนัด เพราะทุก ๆ ครั้งที่ประชาชนขี่จักรยาน ขี่มอเตอร์ไซค์ หรือเดินผ่าน โรงเรียนที่ถูกปล่อยให้ทิ้งร้าง นี่ละครับ คือสัญลักษณ์ที่ตอกย้ำความรู้สึกที่ไม่ไว้วางใจ ที่มีต่อรัฐ แล้วการดำเนินการนโยบายใด ๆ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากชุมชนและประชาชน ในอนาคตก็จะเต็มไปด้วยอุปสรรค เพราะว่าประชาชนก็จะหวาดระแวงกับรัฐเสมอ ภายใต้ การจัดสรรงบประมาณแบบรายหัว ที่เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกของผมคุณพริษฐ์ได้พูดไป โรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนนักเรียนน้อย งบประมาณก็ได้น้อยตามไปด้วย แม้ว่าจะมี งบประมาณเพิ่มเติมพิเศษ แต่ก็คิดเป็นรายหัวอยู่ดีครับ เพิ่มเติมแค่หัวละ ๕๐๐ บาท อย่างไรก็ไม่พอกับค่าใช้จ่ายคงที่ในการดูแลอาคารสถานที่ภายในโรงเรียน พองบประมาณ มีจำกัด สุดท้ายก็ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการเรียนรู้ และคุณภาพชีวิตของนักเรียน ในโรงเรียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โรงเรียนที่มีนักเรียน ๕๐๐ คน ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างอาหารกลางวัน ๕๐๐ คนได้หัวละ ๒๒ บาท ต่อวัน คิดเป็นเงินก็ ๑๑,๐๐๐ บาทต่อวัน มันก็พอจัดสรรได้ใช่ไหมครับ แต่ถ้าเกิดโรงเรียนขนาดเล็กแค่ ๔๐ คน นี่ครับ งบมาต่อหัว วันละ ๓๖ บาท มากกว่า ๒๒ บาท แต่พอคูณ ๔๐ เข้าไปวันหนึ่ง ๑,๔๔๐ บาท เงิน ๑,๔๐๐ บาทจะไปจัดสรรอาหารกลางวัน ที่มีคุณภาพอะไรได้ อย่างนี้ครับที่เขาเรียกว่าการที่อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถบริหารให้มี ความประหยัดต่อขนาดได้ หรือมันไม่มี Economy of Scale นั่นเอง ที่ผ่านมาครับ การแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กนี่นะครับก็ทำกันแบบอ้อม ๆ ครับ ครูไม่ครบชั้นก็พยายาม สอนแบบคละชั้น ดีครับมีการใช้สื่อมาช่วย แต่มันดีไม่สุดครับ ถ้าตราบใดก็ตามที่โรงเรียน ขนาดเล็กยังต้องสอนแบบ ๘ สาระวิชา เรียนเยอะสอบเยอะ การบ้านเยอะ ไม่รู้เรียนอะไร เยอะแยะ ปีหนึ่ง ๑,๒๐๐ ชั่วโมง สิ่งที่ทำอยู่ก็ทำได้แค่ทุเลาปัญหา แต่ปัญหาไม่ได้แก้ การควบรวมโรงเรียนที่ผ่านมา การจ่ายเงินชดเชยค่าเดินทางให้เด็กนะครับ วันหนึ่ง ๑๐-๒๐ บาทต่อวัน ผมถามครับว่าเงินแค่นี้จะไปจัดหา ไปจัดจ้างรถบริการสาธารณะอะไรได้ คุณครูที่เขากรุณาเอารถ Pickup ส่วนตัวไปรับส่งเด็ก ก็กลัวครับว่าถ้าวันดีคืนดีเกิดอุบัติเหตุ ขึ้นมาใครจะต้องมารับผิดชอบ การแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เรา ต้องพูดกันตรง ๆ กับประชาชนว่ากระทรวงศึกษาธิการจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบของ โรงเรียนขนาดเล็กเสียใหม่ แต่ต้องเป็นการปรับเปลี่ยนที่มียุทธศาสตร์ครับท่านประธาน มีความโปร่งใสให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ก็ไปสั่งยุบโรงเรียนเขาดื้อ ๆ แบบนี้ไม่ได้ครับ เพราะว่าโรงเรียนเหล่านี้ปู่ย่าตาทวด ปู่ย่าตายาย มีความผูกพันกับชุมชน มาโดยตลอด ก่อนอื่นเลยครับ ผมคิดว่ากระทรวงศึกษาธิการแล้วก็หน่วยงานทางด้าน การศึกษา รวมทั้ง กสศ. ครับจะต้องออกมายืนยันช่วยกันครับว่าโรงเรียนที่อยู่กลุ่ม Protected School อยู่บนเขา อยู่บนเกาะแก่ง หรืออยู่บนพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีโรงเรียน ใกล้เคียง ที่มีอยู่จำนวนประมาณสักเกือบ ๑,๖๐๐ แห่งจะต้องไม่ยุบแน่ ๆ ยุบมีเรื่องนะครับ และที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แค่ไม่ยุบนะครับ แต่ต้องมีการจัดสรรงบประมาณแบบใหม่ที่เพียงพอ ต่อการบริหาร ไม่ได้จัดแบบรายหัวอีกต่อไป คงที่ต้องใช้เท่าไรก็ต้องจัดเท่านั้น เพื่อให้จัด การศึกษาให้มีคุณภาพให้ได้ ไม่ได้จัดแบบรายหัวแบบที่ทำอยู่ โรงเรียนที่ถูกควบรวมครับ ต้องมีนโยบายในการถ่ายโอนให้กับท้องถิ่น มีงบอุดหนุนเฉพาะกิจเพื่อทำให้โรงเรียนที่ถูก ควบรวมนี่ได้รับการปรับปรุง และถูกนำไปใช้เป็นศูนย์การเรียนรู้และกิจกรรมชุมชน ไม่ถูกปล่อย ให้รกร้าง ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความไม่ไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐอีกต่อไป มีการจัดสรรงบอุดหนุนเฉพาะกิจให้กับท้องถิ่นครับ ในการจัดบริการรถโรงเรียนเพื่อรับส่ง นักเรียนไปยังโรงเรียนต่าง ๆ ในท้องถิ่น พอโรงเรียนถูกปรับลดให้อยู่ในจำนวนที่เหมาะสม สอดคล้องกับจำนวนนักเรียน โรงเรียนก็จะมีงบประมาณเพียงพอในการบริหารจัดการ ให้โรงเรียนมีความปลอดภัย ห้องน้ำถูกสุขลักษณะ อุปกรณ์การเรียนการสอนมีความทันสมัย มีครูครบชั้น ครบวิชา มีงบในการพัฒนาผู้เรียนที่เหมาะสม ผมยืนยันครับว่าตาม พ.ร.บ. ของ กสศ. ในมาตรา ๕ (๑) (๕) (๖) ผมคิดว่า กสศ. สามารถเป็นแกนหลักเลยนะครับ ในการเข้ามาผลักดันการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กอย่างจริงจัง กล้าหาญที่จะเสนอ แนวทางในการแก้ไขปัญหาที่อยู่บนพื้นฐานของงานวิจัยและข้อเท็จจริง เพื่อคลี่คลายอคติ และความไม่เข้าใจกันที่เกิดขึ้นอยู่ใน ณ ขณะนี้ อีกนิดหนึ่งครับท่านประธาน และหากพิจารณา จากรายงานผลการดำเนินงานนะครับ ของคณะกรรมการตรวจสอบภายใน กสศ. ประจำปี งบประมาณ ๒๕๖๕ ดูตามผมนะครับ ที่หน้า ๑๑๖ ตามข้อสังเกตของ คตส. ก็ระบุครับว่า มีเงินรับคืนของโครงการ กสศ. เงินรับคืนตรงนี้ก็มียอดสูงขี้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผมเชื่อครับว่า กสศ. สามารถเอางบประมาณส่วนนี้ เอาเงินรับคืนส่วนนี้มาจัดตั้งเป็นโครงการเฉพาะกิจ ในการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กโดยมีผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจนได้เป็นอย่างดี สำหรับ ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กผมพูดตรง ๆ ครับ หากว่าจะต้องถูกเกลียดเพราะว่าเราพูดความจริง เราก็ต้องกล้าที่จะถูกเกลียด เพราะถ้าเราต้องการรักษาโรคที่มันเป็นอยู่ เราก็ต้องกล้า กินยาที่ขม ต้องกล้าที่จะผ่าตัดเพื่อไม่ให้โรคร้ายลุกลามบานปลาย ผมเชื่อว่า กสศ. มีศักยภาพที่จะเป็นแกนนำในการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กนี้ได้ ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก เป็นปัญหาที่เรารู้สึกอึดอัดเวลาที่เราต้องพูดถึง แต่ผมคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องแก้ไข ปัญหานี้แบบตรงไปตรงมาก่อนที่มันจะสายเกินไป และผมยินดีที่จะร่วมมือกับ กสศ. ในทุกเวทีในการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ขอบพระคุณครับท่านประธาน