พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายรับทราบรายงานประจำปีของ กสศ. โดยตั้งข้อสังเกตปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เกิดจากภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของอัตราเงินอุดหนุนที่ไม่ปรับตามค่าครองชีพ และเรียกร้องให้ชี้แจงแผนการปรับเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนพร้อมขยายเกณฑ์ผู้มีสิทธิ์ได้รับทุน รวมถึงวิพากษ์การจัดสรรงบประมาณที่เน้นจำนวนนักเรียนต่อหัวซึ่งส่งผลกระทบต่อโรงเรียนขนาดเล็ก พร้อมสอบถามแนวทางการปรับระบบให้เป็นธรรมและส่งเสริมคุณภาพการศึกษาอย่างเท่าเทียม รวมถึงตั้งคำถามเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการอุดหนุนทางตรงกับการสนับสนุนผ่านโรงเรียน เพื่อผลักดันให้มีการออกแบบระบบงบประมาณที่เหมาะสมและคุ้มค่าในอนาคต รวมถึงสอบถามแผนการใช้จ่ายหากได้รับงบประมาณเพิ่มเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างแท้จริง
เรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคก้าวไกล วันนี้ผมจะขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปรายรับทราบรายงานประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๕ ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาหรือว่า กสศ. ท่านประธานครับ แม้เราจะคุ้นเคย กับนโยบายเรียนฟรีมาหลายปีแล้ว แต่เราต้องยอมรับว่าต้นตอของปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษาในประเทศไทยนั้นมาจากการที่การศึกษานั้นยังไม่ฟรีจริง สถิติหนึ่งที่น่าตกใจครับ คือในทุก ๆ ๑๐๐ บาทที่ถูกใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาในประเทศนี้ รัฐเป็นคนจ่ายเพียงแค่ ๗๘ บาทเท่านั้น อีก ๒๒ บาทนั้นเป็นสิ่งที่ครัวเรือนและผู้ปกครองทั่วประเทศนั้นต้องควัก ออกมาจ่ายเอง ท่านประธานครับ ดังนั้นโจทย์หลักที่ผมอยากจะตั้งในการอภิปรายวันนี้ ก็คือเราจะเรียนรู้อะไรได้บ้างจากการดำเนินการของ กสศ. ตลอดระยะเวลา ๔-๕ ปีที่ผ่านมา ที่จะช่วยให้เราเห็นทางออกในการปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้เรามีระบบที่สามารถ แปรเงินนั้นอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการรับประกันสิทธิในการเรียนฟรีของเด็กทุกคน ผมมีทั้งหมด ๔ คำถามที่อยากจะถามท่านประธานผ่านไปยัง กสศ. ในวันนี้ครับ ขออนุญาต ขึ้น Slide คำถามที่ ๑ ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
คำถามที่ ๑ เกี่ยวข้องกับงบ ที่ กสศ. นั้นจัดสรรให้กับผู้ปกครองของนักเรียนยากจนพิเศษภายใต้ชื่อโครงการทุนเสมอภาค ถ้าเราย้อนไปดูรายงานประจำปีของ กสศ. ที่ผ่านมาเราจะค้นพบว่าอัตราเงินอุดหนุนทุน เสมอภาคที่ กสศ. จัดสรรให้กับนักเรียนยากจนพิเศษนั้นนิ่งอยู่ที่ ๓,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี ตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๖๓ นับรวมกันเป็น ๔ ปีการศึกษา ความนิ่งของอัตรานี้ก็ดูจะสวนทาง กับสภาวะทางเศรษฐกิจในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรายได้ครัวเรือนของครอบครัวยากจนพิเศษ ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง หรือไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายเรื่องการศึกษาที่เพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นครับท่านประธาน ผมอยากจะถามท่านประธานผ่านไปยัง กสศ. ว่า กสศ. นั้นมีแผนจะเพิ่มอัตราของทุนเสมอภาคหรือไม่ และหากมีจะเป็นอัตราที่เท่าไร และนอกจากแผนในการเพิ่มอัตราแล้ว กสศ. มีแผนจะขยายฐานนักเรียนไหมครับ ที่จะเข้าเกณฑ์ในการได้รับทุนเสมอภาคตรงนี้ และหากจะขยายนั้นจะขยายอย่างไร
ไปสู่คำถามที่ ๒ เป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับงบที่กระทรวงศึกษาธิการนั้น จัดสรรไปที่โรงเรียนสำหรับการจัดการเรียนการสอนของนักเรียนทุกคนทั่วประเทศ แม้งบก้อนนี้อาจจะไม่ได้เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของ กสศ. แต่ผมเชื่อว่า กสศ. ก็รับรู้ดีว่า ปัญหาหนึ่งที่ทำให้โรงเรียนหลายแห่งทั่วประเทศนั้นขาดแคลนทรัพยากร ก็เป็นเพราะ การจัดสรรงบให้แต่ละโรงเรียนนั้นใช้สูตรที่อ้างอิงรายหัวนักเรียนหรือว่าจำนวนนักเรียน เป็นหลัก ซึ่งทำให้โรงเรียนขนาดเล็กนั้นเสียเปรียบ มีโรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งมีครูไม่พอ สำหรับทุกวิชา มีครูไม่พอสำหรับทุกระดับชั้น ครูที่มีอยู่น้อยนิดแล้วก็ต้องแบกรับภาระ ทั้งงานสอนและงานด้านอื่น ๆ ในบางโรงเรียนคุณครูก็ต้องวิ่งไปเชิญชวนให้ผู้ปกครองนั้น ส่งลูกมาเรียนที่โรงเรียนของตนเองเพื่อพยายามจะเพิ่มให้โรงเรียนนั้นมีงบประมาณเพียงพอ ในการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ผมเข้าใจดีว่าสถานการณ์นี้มันไม่มีทางออกที่ง่ายนัก แต่คำถามที่ ๒ ที่ผมมีครับ ที่อยากจะถามท่านประธานผ่านไปยัง กสศ. ก็คือว่า กสศ. นั้น มีข้อเสนออย่างไร เพื่อทำให้การจัดสรรงบประมาณระหว่างโรงเรียนนั้นมีความเป็นธรรม มากขึ้น และเพื่อทำให้เด็กทุกคนนั้นเข้าถึงโรงเรียนที่มีงบประมาณเพียงพอในการจัด การศึกษาที่มีคุณภาพ
ไปสู่คำถามที่ ๓ ครับท่านประธาน เป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพ ในการจัดสรรงบประมาณระหว่างการให้งบประมาณตรงไปที่ผู้ปกครองหรือว่านักเรียน ในฐานะผู้รับบริการการศึกษา เมื่อเปรียบเทียบกับการจัดสรรงบประมาณผ่านไปที่โรงเรียน ในฐานะผู้ให้บริการการศึกษา ท่านประธานครับ ผมคิดว่าคำถามนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ต่อการออกแบบระบบงบประมาณด้านการศึกษาในภาพรวม และผมเชื่อว่าคงไม่มีหน่วยงานใด อยู่ในจุดที่จะตอบประเด็นนี้ได้ดีไปเท่ากับ กสศ. ที่ผมพูดแบบนี้ครับ ก็เพราะว่าหากเรา พิจารณาเงินอุดหนุนประเภทต่าง ๆ ที่ถูกจัดสรรให้กับนักเรียนยากจนพิเศษที่ กสศ. นั้น มีส่วนร่วมและรับบทบาทหลักในการคัดกรอง เราจะเห็นว่านักเรียนกลุ่มนี้ได้รับเงินอุดหนุน เพิ่มเติมผ่านกลไก ๒ ประเภทด้วยกัน ประเภทที่ ๑ คือสิ่งที่เรียกว่าทุนเสมอภาคที่ กสศ. นั้น จ่ายตรงไปให้กับนักเรียนและผู้ปกครองในลักษณะของ Demand-side Financing ส่วนประเภทที่ ๒ เงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนที่ สพฐ. นั้นจัดสรรไปที่โรงเรียน ในลักษณะของ Supply-side Financing คำถามที่ ๓ ที่ผมมีครับ ที่อยากจะถามท่านประธาน ผ่านไปยัง กสศ. ก็คือว่าจากประสบการณ์ที่ผ่านมานั้นการให้เงินอุดหนุนแบบไหนครับ มีประสิทธิภาพมากกว่ากัน และหากเราสามารถออกแบบระบบงบประมาณได้ใหม่ เริ่มต้น จาก ๐ ใหม่หมดเลย ทาง กสศ. คิดว่าเราควรจะออกแบบระบบงบประมาณที่เน้นไปที่ การอุดหนุนแบบ Demand-side Financing หรือแบบ Supply-side Financing มากกว่ากัน และในสัดส่วนอย่างไร
มาสู่คำถามข้อสุดท้าย ข้อที่ ๔ ครับ เป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ การจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาระหว่างแต่ละหน่วยงานภาครัฐ ที่ผมต้องถาม ประเด็นนี้ครับ เพราะผมอยากจะให้ประชาชนนั้นได้เห็นว่าตั้งแต่ถูกก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๖๑ กสศ. ได้ดำเนินการมาถึงทุกวันนี้ด้วยสัดส่วนงบประมาณที่น้อยกว่าที่ถูกออกแบบไว้ตอนแรก เพราะหากเราไปดูข้อสังเกตของคณะผู้ยกร่างในคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. กสศ. นั้นได้ระบุไว้ชัดนะครับว่างบประมาณที่รัฐจัดสรรให้ กสศ. ในช่วงแรก ๆ นั้นควรจะอยู่ที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณการศึกษาทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงครับ ตามภาพที่ปรากฏ ใน Slide นี้เราจะเห็นว่าตลอดระยะเวลา ๕ ปีที่ผ่านมาตัวเลขนั้นกลับอยู่เพียงแค่ ๐.๕-๑.๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นั่นหมายความว่าหากเราจัดสรรงบประมาณของ กสศ. ตามเป้าหมายดั้งเดิมที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ที่ถูกวางไว้ตอนแรก กสศ. จะมีงบประมาณเพิ่มขึ้น ถึงปีละประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นครับท่านประธาน คำถามสุดท้ายที่ผมอยากจะถาม ท่านประธานผ่านไปยัง กสศ. ก็คือว่าหากในอนาคตหน่วยงานของท่านได้รับการจัดสรร งบประมาณเพิ่มขึ้นจริง แน่นอนซึ่งบางส่วนอาจจะมาจากการประหยัดงบประมาณ โดยการยกเลิกโครงการของกระทรวงศึกษาธิการที่อาจจะไม่จำเป็น และถูกทักท้วงว่า เป็นการเพิ่มภาระงานให้กับคุณครูที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน แต่หากสามารถเพิ่ม งบประมาณให้กับหน่วยงานท่านได้จริง ท่านคิดว่าท่านจะนำงบประมาณดังกล่าวไปใช้ กับอะไรครับ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างคุ้มค่า ต่อภาษีของพี่น้องประชาชน ผมคิดว่าหาก กสศ. มีคำตอบที่ชัดเจนและสมเหตุสมผล ต่อ ๔ คำถามนี้ ผมหวังว่าเราจะเริ่มเห็นแสงสว่างครับ ที่จะช่วยนำพาประเทศเราเดินหน้า ไปสู่การปฏิรูประบบการศึกษา และปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาเพื่อให้ทุกคน ได้เรียนฟรีจริง ผมอยากจะทิ้งท้ายด้วยการให้กำลังใจทาง กสศ. ด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่ง ประเทศเราจะไม่จำเป็นต้องมีกองทุนที่ทำหน้าที่ในลักษณะที่ท่านทำอยู่ ณ ปัจจุบัน ไม่ใช่เพราะว่าท่านจะล้มเหลวครับ แต่เพราะผมหวังว่าท่านจะประสบความสำเร็จ ในการสร้างระบบที่ทำให้เด็กทุกคนที่เกิดมาในประเทศนี้ ไม่ว่าจะยากดีมีจนสามารถเข้าถึง การศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างทัดเทียมกันครับ ขอบคุณครับท่านประธาน