สิริลภัส กองตระการ หารือประเด็นการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น โดยเสนอให้ส่งเสริมการรณรงค์การรู้เท่าทันสื่อ สนับสนุนการตรวจสอบข่าวสาร และลดความเสี่ยงจากข่าวปลอม พร้อมเสนอใช้ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ในการสื่อสาร ปรับรูปแบบการสนับสนุนทุนให้ยืดหยุ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแคมเปญ รวมถึงเรียกร้องให้ใช้เงินกองทุนสื่อปลอดภัยอย่างคุ้มค่าและเสริมสร้างความรับผิดชอบของสื่อเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพจิตจากข่าวเชิงลบ
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ยินดีต้อนรับการกลับมาแล้วก็สวัสดีท่านคณะผู้ชี้แจงด้วยนะคะ ดิฉัน นางสาวสิริลภัส กองตระการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากเขตบางกะปิ เขตวังทองหลาง แขวงคลองเจ้าคุณสิงห์ จากพรรคก้าวไกล หลังจากที่ได้อ่านรายงาน ประจำปี ๒๕๖๕ แล้ว จริง ๆ ก็มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมสักเล็กน้อย เพื่อที่จะเป็นแนวทาง ในการทำงานแล้วก็ปรับใช้เพื่อพัฒนา แล้วก็ทำให้องค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้นนะคะ
ประเด็นที่ ๑ เป็นประเด็นเรื่องของเพิ่มเติมการรณรงค์การรู้เท่าทันสื่อ โดยเฉพาะสื่อ Social Media ของผู้สูงวัย ตามที่เพื่อน ๆ สมาชิกได้อภิปรายกันไปแล้ว ขอ Slide ขึ้นด้วยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
การอ้างอิงจากสำนักงาน สถิติแห่งชาติ Slide ถัดไปเลยค่ะ เราจะมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุตอนนี้เรามีอยู่ร้อยละ ๑๖.๙ ของประชากรในประเทศอยู่ที่ ๑๓.๓ ล้านคน แล้วเรามีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น และอ้างอิงจากนิด้าโพลว่าผู้สูงอายุก็มีสัดส่วนการใช้สื่อ Online ที่มาก โดยเฉพาะใน LINE รองลงมาก็คือ Facebook นั่นเอง อ้างอิงจากข้อมูลวารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์ สุขภาพปีที่ ๕ ฉบับที่ ๓ เรื่องความชุกและความสัมพันธ์ระหว่างการติดสื่อ Social Media กับภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลในผู้สูงอายุที่มารับบริการที่คลินิกตรวจโรคเวชศาสตร์ ครอบครัว โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ข้อมูลนี้พบว่าการติดสื่อ Social Media กับภาวะ ซึมเศร้าและวิตกกังวลในผู้สูงอายุมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ลองเปรียบเทียบกันดูนะคะ ถ้าเราเปรียบเทียบในกลุ่มเป้าหมายที่ทางท่านคณะผู้ชี้แจง แบ่งเป็นเด็ก แบ่งเป็นผู้สูงอายุ แล้วก็แบ่งเป็นภาคประชาชน ในทางเด็กเราก็จะมีผู้ปกครอง ที่คอยกำกับดูแลหรือว่าควบคุมเนื้อหาสื่อในสิ่งที่เด็ก ๆ จะเสพได้ อีกทั้งยังมีการตรวจสอบ ข้อมูลด้วยตัวเอง ใน Length ของเยาวชนเองเขาก็มีการตรวจสอบหรือว่ามีการเข้าถึง แหล่งข้อมูลที่หลากหลาย หรือว่ามีการตรวจสอบหรือว่ามีการ Fact check จากคนที่ใช้สื่อ Social Media ในสังคมนั้นด้วยกันเองด้วย แต่ในทางกลับกันในกลุ่มของผู้สูงอายุไม่ได้มี แหล่งหรือว่ามีช่องทางในการที่จะเข้าไป Check ข้อเท็จจริงอย่างที่คุณรักชนกได้อภิปราย ไปเมื่อสักครู่ก็มีการแชร์ข่าว Fake News เยอะมาก ๆ นะคะ ถ้ามีการเพิ่มโครงการ ในการรณรงค์เรื่องของการรู้เท่าทันสื่อให้กับผู้สูงอายุก็จะดีมาก ๆ เลย เท่าที่เห็นในรายงาน ก็มีโครงการที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุไว้แล้ว แต่ว่าสัดส่วนยังอาจจะมีน้อยอยู่ ก็อาจจะเพิ่มโครงการ ตรงนี้ไปนะคะ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งถ้าลองดูในหลาย ๆ บ้านเรื่องของการควบคุม กำกับ ดูแล เนื้อหา เชื่อได้เลยว่าในหลาย ๆ บ้านอาจจะไม่ค่อยมีลูกหลานหรือว่าใครที่จะเข้าไปกำกับดูแล เรื่องของการเสพสื่อของผู้สูงอายุมากนัก
ประเด็นต่อไปนะคะ ก็คือเรื่องของการประเมินผลงาน เป็นข้อเสนอแนะจาก ทางคณะกรรมการเอง ๒ ข้อด้วยกัน เรื่องของการสำรวจการรับรู้ของประชาชน ก็มี เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วเรื่องของการวัดค่า KPI หรือว่าประสิทธิภาพในการทำงาน แล้วก็มีเรื่องของการสนับสนุนทุนให้กับผู้ผลิตสื่อที่มีศักยภาพสูง ตรงนี้ดิฉันอยากจะมี ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มการเข้าถึงการรับรู้หรือว่าร่วมรณรงค์ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม มากขึ้น ก็คือการทำงานร่วมกับ Content Creator หรือว่า Influencer ทำแบบนี้เพื่ออะไร เพราะว่าคนเหล่านี้ Influencer เหล่านี้เขาเป็นคนที่ ๑. มีเอกลักษณ์ในการผลิต Content หรือเนื้อหาที่ชัดเจน ๒. เขามีกลุ่มผู้ติดตามที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นถ้าเรา สามารถดึง Influencer เข้ามาทำ Content ใด ๆ ต่าง ๆ แล้วดึงกลุ่มคนที่ติดตามเขาเหล่านั้น กลับเข้ามาติดตามผลงานในองค์กรของท่านที่ท่านได้ทำ ก็จะเป็นการสามารถเพิ่มผู้ชมได้ อย่างที่เพื่อน ๆ ได้อภิปรายไปว่าบาง Clip อาจจะมียอด View น้อย แต่ถ้าเกิดเราได้ Influencer เหล่านี้เข้ามาช่วยกระตุ้นสื่อที่พวกท่านผลิตไปก็อาจจะมีการเข้าถึงการเข้าชม มากขึ้น และอีกอย่างหนึ่งคือการลงทุนกับ Influencer อาจจะไม่ต้องใช้งบประมาณที่มีเยอะ ขนาดนั้นก็ได้ เป็นการลงทุนน้อย แต่ว่าการลงทุนนั้นเป็นการลงทุนที่มีประสิทธิภาพนะคะ จากข้อมูลการรายงานก็มีโครงการต่าง ๆ ที่ได้รับการอนุมัติไปต่ำสุดอยู่ที่ ๓๐๐,๐๐๐ บาท สูงสุดอยู่ที่ ๑๔ ล้านบาท หรือว่าเป็นภาพยนตร์ก็อยู่ที่ ๓๐ ล้านบาทเลย อยากให้ลองปรับดูว่า ถ้าเกิดเราสามารถซอยโครงการ อาทิเช่นยกตัวอย่างนะคะ โครงการที่อนุมัติ ๑ ล้านบาทนี่ เราอาจจะซอยมาเป็นโครงการเล็ก ๆ เพื่อสนับสนุน Influencer เป็นสิบโครงการ โครงการ ละ ๑๐๐,๐๐๐ บาทแบบนี้และดึงคนเข้ามามากขึ้นอาจจะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้
ประเด็นที่ ๓ ในรายงานว่าองค์กรมีการทำงานร่วมกันกับสื่อแขนงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อทาง Online หรือว่าสื่อทางช่องทางต่าง ๆ ก็อยากจะฝากตรงนี้เรื่องของ การอบรมแล้วก็รณรงค์ให้สื่อต่าง ๆ มีความรับผิดชอบในการนำเสนอข่าวมากขึ้น เพราะว่า ตอนนี้ก็เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านที่เสพสื่อมาก ๆ ก็จะมีภาวะเรียกว่าเราจะไปป้องกันสภาวะ Headline Stress Disorder หรือว่าความเครียดสะสมจากการเสพข่าวหดหู่มากเกินไป ซึ่งอาการเหล่านี้ถ้าเราปล่อยทิ้งไว้มันอาจจะส่งผลกระทบได้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความดันโลหิ ตสูง โรควิตกกังวล หรือว่าโรคซึมเศร้า ทั้งหมดนี้ เป็นข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ๓ ประเด็นด้วยกันที่อยากจะฝากทางองค์กรในการที่จะเข้าไป เพิ่มเติมแล้วก็พัฒนาประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ให้สมกับกองทุนที่เรียกว่า สื่อปลอดภัยและสื่อสร้างสรรค์ ซึ่งสื่อนี้อยากจะให้เม็ดเงินที่ลงทุนไปคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ ขอบคุณค่ะ