ทวี ตั้งข้อสังเกตงบจำกัด-เรียกร้อง กสม. ทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิอย่างเข้มแข็ง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๖

ทวี สอดส่อง หารือบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณและอำนาจในการคุ้มครองสิทธิ จึงเรียกร้องให้ทำหน้าที่ตรวจสอบการละเมิดสิทธิอย่างเข้มแข็ง โดยเน้นย้ำความสำคัญของความสุจริต ความเที่ยงธรรม และการไร้อคติ พร้อมยกประเด็นปัญหาการคิดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับที่ไม่เป็นธรรมของกองทุนกยศ. ก่อนเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกฎหมายและขอให้คณะกรรมการเข้าช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบกว่า 6 ล้านคนอย่างเร่งด่วน

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ก่อนอื่นก็ต้องขอสวัสดีแล้วก็ยินดีกับท่านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดนี้ตัวผมเองก็มีความคาดหวังว่าประเทศไทยน่าจะ มีการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของคนไทย แต่ถ้าท่านดูงบประมาณประเทศที่มี การละเมิดสิทธิสูงอันดับต้น ๆ ของโลก อย่างเช่นประเทศไทยนี่ก็พบว่าท่านมีงบประมาณ ปีละ ๒๕๐ ล้านบาทเอง อะไรที่มันเป็นเรื่องสิทธิของประชาชนกับการจัดงบประมาณ มันช่างน้อยนิดเหลือเกินนะครับ แล้วก็การจะแก้เรื่องสิทธิมันก็แก้ยาก คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีอยู่ใน ๕ องค์กรที่เรารู้ดีคือ กกต. มีผู้ตรวจการแผ่นดิน มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน สตง. แล้วก็มีกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มี ป.ป.ช. คราวนี้ผมอยากให้ท่านกรรมการก็รู้ดี แต่ผมอยากให้ประชาชนได้คิดตามไปด้วย คนที่อยู่ในองค์กรอิสระนี่เขามีหลักที่สำคัญ ผมถือว่าเป็นปรัชญาของท่าน และเป็นเรื่องที่ ถ้าท่านขาดความรับผิดชอบในปรัชญาข้อนี้ความรับผิดชอบมีความสำคัญต่อประเทศ ประเทศใดถ้าผู้มีความรับผิดชอบขาดความรับผิดชอบความวิบัติก็จะตามมา หน้าที่ของ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเขาบอกว่าท่านต้องปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจของ องค์กรอิสระอยู่ ๔ ประการ

ประการที่ ๑ ต้องโดยสุจริต

ประการที่ ๒ โดยเที่ยงธรรม

ประการที่ ๓ โดยกล้าหาญ

ประการที่ ๔ ท่านต้องปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลยพินิจ

ผมอยากให้ความสำคัญของความว่ากล้าหาญ ความกล้าหาญกับการขี้ขลาด มันจะตรงกันข้ามกัน ความกล้าหาญกับความธุระไม่ใช่ ไม่อยากเข้าไปยุ่ง อันนี้ไม่ใช่ ความกล้าหาญ ในประเทศที่มีการละเมิดสิทธิมาก ๆ ผู้รับผิดชอบ ผู้บังคับใช้กฎหมาย กับคนชั่วที่แข็งแกร่งจะใช้ผู้ปกป้องคุ้มครองสิทธิที่อ่อนแอ ท่านซื่อสัตย์แต่ท่านอ่อนแอ ไม่มีความกล้าหาญ ท่านซื่อสัตย์อาจจะไม่เข้มแข็ง อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ ก็ต้องยอมรับอย่างที่ ท่านอาจารย์ชูศักดิ์ได้พูดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ เขาเจตนาจะให้คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นคนมาแก้ตัวให้กับรัฐบาล ท่านดูได้จากมาตรา ๒๔๗ ที่อำนาจ หน้าที่ของกรรมการสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะใน (๔) ก็คือท่านต้องชี้แจงและรายงาน ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องโดยไม่ชักช้า ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในอดีตนั้นเขามี หน้าที่ในการตรวจสอบการละเลยการละเมิดสิทธิมนุษยชนให้เป็นไปตามพันธกรณีของ ระหว่างประเทศ สิทธิมันใหญ่ แล้วเวลาจะรายงานนี่ก็ให้รายงานต่อสภา แต่ท่านก็ไปรายงาน ต่อรัฐบาล อันนี้จึงเป็นปัญหา ในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมานี้กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีมาก ถ้าเรื่องที่ เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าเห็นว่าบทบัญญัติขัดรัฐธรรมนูญท่านก็ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ถ้าเรื่องที่ขัดแย้งกับศาลปกครอง หรือใช้คำสั่งทางการปกครองมิชอบ ท่านก็ส่งไปที่ ศาลปกครองได้ หรือถ้าเห็นว่าผู้เสียหายได้รับผลกระทบเป็นคนยากไร้ ท่านก็ฟ้องแทนได้ ในศาลยุติธรรม แต่อำนาจนั้นเนื่องจากเขากลัวท่านจึงไม่ได้ให้อำนาจ อันนี้ก็ถือว่าท่านได้ทำ หน้าที่วันนี้ก็ค่อนข้างที่จะในระดับหนึ่ง ท่านกรรมการครับ ท่านประธาน เพื่อให้เข้าเนื้อหา สักนิดหนึ่ง จริง ๆ มันมีหลายเนื้อหา ผมอยากให้ท่านดูในหน้า ๗๙ อันนี้ผมถือว่าเป็น สิทธิมนุษยชนที่สำคัญ สิทธิเรื่องการศึกษา ท่านทราบไหมว่าท่านเขียนไว้เรื่อง กยศ. กยศ. อยากให้เอา Slide ขึ้นมาดูสักนิดหนึ่ง

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

กยศ. ในอดีต ก่อนปี ๒๕๖๖ คนยากไร้ คนที่ไม่มีเงินจะไปเรียนหนังสือ กฎหมายเก่า พลเอก ประยุทธ์ ได้แก้เมื่อปี ๒๕๖๐ ให้มีดอกเบี้ย ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ให้มีเบี้ยปรับ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ รวมดอกเบี้ย กับเบี้ยปรับ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ร้อยละ ๒๕ คนทำธุรกิจกำไรร้อยละ ๒๕ ยังน้อย เวลาคิด เวลาไปใช้หนี้ก็ให้ไปใช้เบี้ยปรับ แล้วก็ให้ดอกเบี้ยและเงินต้น ดังนั้นเราจึงเห็นว่าก่อนที่จะ มาแก้ปี ๒๕๖๐ คนใช้หนี้กู้มา ๓๐๐,๐๐๐ บาท ใช้หนี้ไป ๓๐๐,๐๐๐ บาท ยังเหลือหนี้ อยู่ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ บาท เพราะเวลาใช้หนี้ ลำดับการใช้หนี้ก็ไปใช้หนี้เบี้ยปรับ แล้วค่อย ไปใช้ดอกเบี้ยกับใช้เงินต้น แต่เมื่อมีการแก้ไข พ.ร.บ. กยศ. ไปราวเดือนมีนาคม เราให้ยกเลิก มาตรา ๔๔ การคิดดอกเบี้ยอันนี้ แล้วเปลี่ยนใหม่ว่าต่อไปถ้าจะมีดอกเบี้ยก็ไม่ให้เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์ ถ้าจะมีเบี้ยปรับก็ไม่ให้เกิน ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ สรุปจาก ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับนั้นไม่เกิน ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ผมขออีกสักนาทีครึ่งนะครับ ปรากฏว่าที่สำคัญที่สุดเราต้องการที่จะให้มีผลย้อนหลังไปผู้กู้ทั้งหมดไม่ว่าจะบังคับคดี ไม่ว่าจะถูกยึดทรัพย์ ไม่ว่าจะถูกดำเนินการ โดยไปเขียนไว้ในมาตรา ๒๗ ให้เอาไปใช้กับหนี้ ที่อยู่บังคับคดีถ้าถูกยึดทรัพย์ แล้วหลักเกณฑ์การหักก็ให้ไปใช้กับทุกคน คือสรุปแล้ว กยศ. ไม่ขาดทุนแต่กำไรน้อย เพราะวันนี้กำไรประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์สำหรับคนกู้ คนยากไร้ คนไม่มีเงิน แต่ปรากฏว่าตั้งแต่เดือนมีนาคมมาถึงปัจจุบัน ซึ่งบังคับ กยศ. ต้องไปใช้เกณฑ์นี้ วันนี้ยังไม่แก้ปัญหาให้กับลูกหนี้ จะรอรัฐบาลใหม่หรืออย่างไร ทั้ง ๆ ที่ท่านละเว้นมาตลอด เพราะกฎหมายบอกว่าให้ยกเลิกมาตรา ๔๔ เดิม แล้วให้มาใช้ใหม่ ท่านก็ไปใช้กฎเกณฑ์เดิม ลักษณะเช่นนี้ ท่านเขียนเรื่องการศึกษาว่าจะเป็นหน้าที่ท่านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติต้องไปดู คน ๖ ล้านกว่าคน คนที่ถูกได้รับผลกระทบมากมาย นี่คือตัวอย่างนะครับ หลาย ๆ อย่างไม่ได้พูดถึงครับ ผมอยากให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นที่พึ่ง และเป็นที่หวังของประชาชน หลาย ๆ เรื่องท่านก็พยายามจะทำถึงแม้ว่าการให้งบประมาณ ท่านน้อยนิด ดังนั้นจึงขอให้กำลังใจนะครับ แต่ขอเอาเรื่องนี้ไปช่วยติดตามให้หน่อยครับ ขอบพระคุณมากครับ