วรวิทย์ บารู หารือปัญหาการดูแลผู้ลี้ภัยที่ถูกกักขังในสถานที่จำกัด โดยเฉพาะกรณีผู้ลี้ภัยอุยกูร์ที่เสียชีวิตจำนวน 13 คน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามพันธกรณีสิทธิมนุษยชนสากลและปรับปรุงการดูแลสุขภาพ รวมถึงพิจารณาการส่งต่อไปยังประเทศที่สามตามความประสงค์ของผู้ลี้ภัย
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม อาจารย์วรวิทย์ บารู จากเขต ๑ ปัตตานี พรรคประชาชาติ ต้องขอขอบคุณ ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินะครับที่ได้มาให้ความรู้ ให้รายละเอียดต่าง ๆ อย่างไรก็ตามเนื่องจากว่าสิทธิมนุษยชนมันเป็นสากล มันเป็นเรื่องของทุกคน ประกอบกับ ประเทศไทยโดยอัตลักษณ์ โดยนิสัยของคนไทยมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อทุกคนที่หนีร้อน มาพึ่งเย็น แต่ในบางกรณีของผู้ลี้ภัยนี่นะครับมันเป็นเรื่องซึ่งน่าเศร้า ตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงเดือนกรกฎาคมได้รับรายงาน อันนี้ผมคิดว่านักสิทธิมนุษยชนก็คงทราบดีมีผู้เสียชีวิต แล้วนะครับซึ่งเป็นผู้ลี้ภัยจำนวน ๑๓ คน ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก และคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ ก็จะเป็นคนซึ่งอายุยังไม่มากยังไม่ถึง ๕๐ ปี เพราะฉะนั้นคำถามที่ตามมาก็คือว่าการปฏิบัติ ต่อคนเหล่านี้ในเรื่องของการดูแลสุขภาพ การดูแลทางการแพทย์ของเขาเหล่านี้อย่างที่ผม บอกว่าสิทธิมนุษยชนเป็นสากล แล้วก็โดยลักษณะของคนไทยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จิตใจ ที่งดงามไม่น่าที่จะเป็นลักษณะอย่างนี้ สูงครับ ๑๓ คน แล้วคำถามเหล่านี้มันจะต้องถูก ตั้งขึ้นมาว่าจากสถานที่อันคับแคบ ผมยกตัวอย่างเช่นว่าผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ที่ถูกจับทางใต้และถูกส่งมา ส่วนหนึ่งก็ถูกส่งกลับไปยัง ประเทศจีน โดยเฉพาะผู้ลี้ภัยแต่ผู้ชาย ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าอนาคตของเขาจะเป็นอย่างไร และอีกส่วนหนึ่งที่เป็นเด็กและผู้หญิงจะถูกส่งไปที่ตุรกี ทำไมต้องเป็นประเทศตุรกี เพราะ ความสัมพันธ์ของคนเหล่านี้กับเชื้อชาติ เชื้อสายเขาที่อุยกูร์ เพราะว่าเขาค่อนข้างที่จะใกล้ชิด ในการพิสูจน์อัตลักษณ์ก็น่าที่อยู่ใกล้ชิดกับทางตุรกีมาก ผมพูดตรงนี้ ๑๓ คนที่เสียชีวิตไป ๓ คนเป็นอุยกูร์ นอกนั้นก็ไม่ได้เป็นอุยกูร์ ตรงนี้ถ้าหากว่าสิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิที่เป็นสากล แล้วก็ควรที่จะดูแลคนเหล่านี้ไม่ใช่กักขังไว้ที่ ตม. ที่สวนพลู ในสถานที่แคบ ๆ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งถ้าหากว่าคนเหล่านี้ผมอาจจะเน้นตรงที่ทางออกของหลายผู้ลี้ภัย เช่น อุยกูร์ เขาไม่ต้องการที่อยู่ในประเทศไทย เขาต้องการที่จะไปยังประเทศมาเลเซีย แล้วก็ไปเลือก ประเทศที่สามต่อไป แต่เนื่องจากว่าการเข้ามาของคนเหล่านี้มาในปี ๒๕๕๗ ปีที่ปฏิวัติพอดี แล้วก็เกิดการปฏิบัติต่าง ๆ นานา เพราะฉะนั้นในช่วงเหล่านั้นขณะนี้ ๑๐ ปีแล้วนะครับ ปี ๒๕๕๗ เกือบจะ ๑๐ ปีแล้วคนเหล่านี้ก็อยู่เหมือนเดิม ได้รับการปฏิบัติเหมือนเดิม ทั้ง ๆ ที่ ทางออกมีมากมาย ผมเข้าใจว่าทาง ตม. เองก็คงกระอักกระอ่วน แล้วคนเหล่านี้ไม่ใช่เป็น ผู้ผิด เป็นฆาตกร เป็นผู้ลี้ภัยมาแล้วก็ถูกรับรองโดยกฎหมายสากล ข้อพันธกรณีอะไรต่าง ๆ โดย UN เพราะฉะนั้นผมว่าในสิ่งเหล่านี้ถ้าหากว่ารัฐบาลไทยทำไม่ได้จะส่งไปยังประเทศ ที่เขาต้องการจะไปไม่ได้ก็ควรที่จะปฏิบัติต่อเขาให้ดี หรือถ้าหากความประสงค์ของเขา อย่างเช่นว่า ทางประเทศตุรกีต้องการให้เขาไปอยู่ที่โน่น แล้วคนเหล่านี้ถ้าหากส่งเขาไปเขาก็ จะได้เจอครอบครัวเขาที่โน่น ดูเหมือนว่ามันมีอะไรอยู่ในลักษณะที่ปฏิบัติตรงนี้สำหรับ ประเทศไทย อย่าลืมว่า OAIC ก็ดูในเรื่องเหล่านี้ด้วย กสม. เราก็ต้องระมัดระวัง ในเรื่องเหล่านี้ด้วยนะครับ ผมเข้าใจว่าองค์กรอิสระควรที่จะได้ดำเนินการในลักษณะที่เป็น อิสระ ไม่ใช่ภายใต้ของใครคนใดคนหนึ่งหรือว่ารัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง หากไม่สามารถที่จะ ดำเนินการตามที่เขาต้องการได้ก็ควรที่จะให้หน่วยงาน ยกตัวอย่างเช่นว่า OAIC นั้น เลือกประเทศที่เขาต้องการจะไปให้เขาเลือกประเทศ ให้ผลักตรงนี้ แทนที่จะเป็นประเทศไทย ผลักเขาออกไป เราคุมขังเขา เขาเป็นมนุษย์ ทีนี้เราให้เขาอยู่ในลักษณะที่ไม่มีสุขภาพ อยู่ในอันตราย สภาพที่คับแคบ ท่านสามารถที่ไปดูได้ที่สวนพลู ห้องขังปกติธรรมดานี่ละครับ ทีนี้คนเหล่านี้บางทีสุขภาพอนามัยให้เขาได้ออกกำลังกายให้เขาได้ขยับขยาย ได้ขยับตัวอะไร ต่าง ๆ เหล่านี้ หรือไม่ถ้าหากว่าตั้ง Camp ตั้งอะไรขึ้นมา เขาสามารถที่จะอยู่ในลักษณะ ของชุมชน สุขภาพอนามัยของคนเหล่านี้ก็จะดีขึ้นก็จะได้รับการดูแล ที่สำคัญที่เสียชีวิตไปทั้ง ๑๓ คนปรากฏว่าไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควรในเรื่องลักษณะของทางการแพทย์ เพราะฉะนั้น ผมถือว่าอันนี้มันโหดร้ายจนเกินไปกับลักษณะนิสัยของคนไทยที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อันนี้ ต้องดูเป็นภาพลักษณ์ของประเทศไทยทั้งหมด ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่ของรัฐบาลใด รัฐบาลหนึ่ง แต่ว่าเหล่านี้เป็นภาพลักษณ์ เป็นอัตลักษณ์ของคนไทยที่ถูกยอมรับไปทั่วโลก ไฉนเลยเรามาเจอกรณีเช่นนี้เราละเลย เป็น ๑๐ ปีแล้วได้รับการละเลย ทั้ง ๆ ที่เรามี ในลักษณะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและมีพันธกรณีเหล่านี้กับนานาชาติ อันเป็นสากล อย่างไรก็ตามต้องขอขอบคุณที่ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มี การพูดคุย ผมทราบว่ามีการตั้งคณะอนุกรรมการต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อที่จะคลี่คลายปัญหาเหล่านี้ได้ ผมยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าถ้าหากว่าเราจัดการไม่ได้ทางออกมันมีอีกเยอะแยะในการที่จะให้ คนเหล่านี้ เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้เป็นฆาตกร เขาหนีร้อนมาพึ่งเย็น ขอบคุณท่านประธานครับ