สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๖

ธิษะณา ชุณหะวัณ หารือเรื่องการละเมิดสิทธิของผู้ลี้ภัย โดยเรียกร้องให้รัฐเคารพหลักการไม่ส่งกลับ และสนับสนุนสิทธิมนุษยชน รวมถึงลงสัตยาบันอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับสถานะผู้ลี้ภัย

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ดิฉันธิษะณา ชุณหะวัณ สส. แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานครเขต ๒ หรือปทุมทวัน สาทร และราชเทวี พรรคก้าวไกลค่ะทุกท่าน วันนี้ดิฉันมาพูดเรื่องการละเมิดสิทธิ ของผู้ลี้ภัยและหลักการไม่ส่งกลับ โดยอ้างอิงถึงรายงานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของ กสม. ขอ Slide ด้วยค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ประเทศไทยมีผู้ลี้ภัย ทั้งหมด ๙๘,๐๐๐ คน ซึ่งประกอบด้วยลี้ภัยชาวเมียนมา ประมาณ ๙๔,๐๐๐ คน คนที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงทั้ง ๙ ศูนย์ บริเวณชายแดนไทยและเมียนมา และผู้ลี้ภัยในเมือง ประมาณ ๔,๐๐๐ คน จาก ๔๐ สัญชาติที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครและเขตเมืองโดยรอบ อันนี้เป็นข้อมูลที่อ้างอิงจาก UNHCR นะคะ ตั้งแต่รัฐประหารปี ๒๕๕๗ คนไทยอย่างน้อย ๑๐๐ คนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ ในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมามีนักเคลื่อนไหวอย่างน้อย ๖ คน หายตัวไปอย่างลึกลับ ในกลุ่มประเทศอาเซียนและมีผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ที่ลี้ภัยเข้ามา ในประเทศเรา ๕๘ คน ถูกควบคุมตัวโดยไม่มีกำหนดเวลาค่ะท่านประธาน โดยที่ ๒ คน เสียชีวิตไปแล้วในที่กักขังใน ตม. ค่ะ การเคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานไม่สามารถที่จะรอ ได้อีกต่อไป ในวันนี้ดิฉันจึงอยากขออภิปรายกรณีผู้ลี้ภัยในประเทศเรา จากรายงานของ กสม. ได้มีรายงานว่าเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐพบกับผู้ลี้ภัยคือ ๑. การพิสูจน์ความกลัวที่มีมูลความจริง หรือที่เรียกว่า Well-founded fear ผู้อ้างสิทธิผู้ลี้ภัยต้องพิสูจน์ว่าพวกเขาทั้งสอง มีความหวาดกลัวต่อการถูกประหัตประหารหรือ Persecution หากพวกเขาเดินทางกลับไป ยังประเทศบ้านเกิดค่ะ ความกลัวของพวกเขานั้นมีพื้นฐานมาจากความรู้สึกที่เป็นกลาง และข้อเท็จจริง ๒. ต้องเคารพในหลักการไม่ส่งกลับหรือ Non-refoulement อย่างไรก็ดี ในอนุสัญญาผู้ลี้ภัย ค.ศ. ๑๙๕๑ นั้น ไม่มีช่องทางร้องเรียนแม้แต่ประเทศที่ให้สัตยาบัน แล้วค่ะ ๓. มีการเคารพเจ้าหน้าที่ชายแดนเกี่ยวกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ หรือ Geneva Conventions ซึ่งเป็นกฎหมายจารีตประเพณีที่เป็น General Principle แล้วก็ Opinion Juris นะคะ

-๓๐/๑ หลักการการไม่ส่งกลับจึงเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ แต่ในส่วนนี้ ก็ยังพบปัญหาอยู่เมื่อมองในสถานการณ์ผู้ลี้ภัยที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนะคะ โดยจะขอเน้นไปที่ข้อ ๒ คือเรื่องการเคารพหลักการ Non-refoulement หรือการไม่ผลักดัน ผู้ลี้ภัยกลับประเทศหรือส่งกลับไปตายนั่นเองค่ะ ขอ Slide ถัดไปค่ะ

ปัญหาการพิจารณาหลักการ Non-refoulement แยกออกเป็น ๓ ข้อ ดังต่อไปนี้

๑. โครงสร้างทางกฎหมายระบบกฎหมายของไทยไม่ยอมรับให้สามารถนำ กฎหมายระหว่างประเทศมาปรับใช้ได้โดยตรง เนื่องจากประเทศไทยเป็นระบบที่เรียกว่า Duelist หมายความว่าอนุสัญญาทุกอย่างที่เราให้สัตยาบันต้องมีการ Corporate หรือ Incorporate Formulate เข้าไปหรือบัญญัติเข้าไปในกฎหมาย หรือ พ.ร.บ. ของไทยค่ะ การนำกฎหมายระหว่างประเทศมาใช้โดยหลักแล้วต้องผ่านการอนุวัติ Implementation ทางนิติบัญญัติเสียก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายค่ะ

๒. หลักการ Non-refoulement เป็นหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ที่มีลักษณะเป็นหลักการอย่างกว้าง ถ้าไม่มีการบัญญัติกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร ในระบบกฎหมายของไทยเพื่อความมั่นคงแน่นอนและนิติฐานะ และเพื่อให้สามารถยึดหลัก ปฏิบัติที่ชัดเจนอาจก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้ทั้งสำนักงาน ตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องค่ะ กรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดสำหรับข้อนี้คือกรณีส่งผู้ร้ายข้ามแดนนายฮาคีม อัล อาไรบี บุคคลที่ได้สถานะผู้ลี้ภัยจากรัฐบาลออสเตรเลีย แต่เป็นที่ต้องการตัวจากทางการบาห์เรน ให้ไทยส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่บาห์เรนจำเป็นที่จะต้องพิจารณาหลักการ Non-refoulement ประกอบกับการพิจารณาส่งตัวบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน อย่างไรก็ดีในขณะนั้นในปี ๒๕๖๑-๒๕๖๒ ยังไม่มีกฎหมายไทยที่ระบุปรับใช้หลักการนี้ แต่อย่างใดค่ะ จึงไม่ได้มีการหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาประกอบการพิจารณาไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายตุลาการ และเนื่องด้วยประเทศไทยไม่ได้อยู่ในภาคีหรืออนุสัญญาว่าด้วย สถานะผู้ลี้ภัยใด ๆ อันมีผลให้ต้องอนุวัติโดยการต้องตรากฎหมายในประเทศหรือปรับแก้ กฎหมายในประเทศเสียก่อนเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยประเทศไทยจึงจะมีความพยายามผลักดัน กฎหมายในระดับรองคือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีทำมาเพื่อจัดการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัย แทนกฎหมายระดับรองนั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วระเบียบสำนักนายกก็มีปัญหาในหลายประการ ในเรื่องของการไม่มีส่วนร่วมของภาคประชาชนแต่อย่างใด ไม่ผ่านรัฐสภาด้วยนะคะ และการที่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกได้โดยอาศัยอำนาจของฝ่ายบริหารแต่อย่างเดียว

ปัญหาการพิจารณาหลักการ Non-refoulement ข้อ ๓ การละเลยการปฏิบัติ หน้าที่การไม่มีกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนอาจนำไปสู่การไม่ปฏิบัติตาม หลักการ Non-refoulement โดยไม่มีบทลงโทษใด ๆ กับเจ้าหน้าที่ที่ฝ่าฝืนหลักการดังกล่าว อันก่อให้เกิดการละเมิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศหลายกรณี เช่น การส่งชาวอุยกูร์ จำนวนมากกลับประเทศที่จะต้องกลับไป Face กับการประหัตประหาร หรือการขังลืม ใน ตม. จนเสียชีวิตถึง ๒ รายมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ซึ่งทั้งหมดดิฉันก็เคยได้มายื่นหนังสือ กับ กมธ. ต่างประเทศแล้วกับ ๑๑ องค์กรที่เป็นองค์กร NGO ที่ทำเรื่องผู้ลี้ภัย นี่ขัดต่อกติกา ระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ. ๑๙๘๖ หรือ ICCPR ซึ่งเป็น สนธิสัญญาที่ไทยเข้าร่วมภาคีมีผลบังคับใช้มาเกือบ ๓๐ ปีแล้ว ขอ Slide ถัดไปค่ะ ทางออก ของปัญหานะคะ

๑. การออกกฎหมายที่ไม่เลือกปฏิบัติ พรรคก้าวไกลกำลังผลักดัน พ.ร.บ. ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลรัฐต้องยึดมั่นปฏิบัติอย่างเท่าเทียมต่อหน้ากฎหมาย

๒. การเก็บส่วยจากแรงงานข้ามชาติเพื่อผ่าน Agent เพื่อให้ได้บัตรชมพู ต้องกำจัดส่วยแรงงานข้ามชาติค่ะ

๓. ให้สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานแก่ผู้ลี้ภัย เช่น สิทธิในการศึกษา สิทธิในการทำงาน เสรีภาพในการเคลื่อนย้าย เสรีภาพในการไม่ถูกกักขัง ที่ผ่านมารัฐให้การสนับสนุนน้อยมาก มีแต่มูลนิธิที่ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นกลุ่มเปราะบาง การใช้ทัศนคติทางความมั่นคงในการจัดการกับผู้ลี้ภัยรัฐควรสนับสนุนและใช้ทัศนคติ สิทธิมนุษยชน

๔. ลงสัตยาบันอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับสถานะผู้ลี้ภัย พ.ศ. ๒๔๙๔ และพิธีสาร ที่เกี่ยวข้องกับสถานะผู้ลี้ภัย พ.ศ. ๒๕๑๐ ณ วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๓ มีภาคีทั้งหมดแล้ว ๑๔๖ ภาคี และภาคีในอนุสัญญามี ๑๔๗ ที่สนับสนุนให้ประเทศไทยลงสัตยาบันกับอนุสัญญา ทั้ง ๒ ฉบับ ที่มีผลผูกพัน

และช่องทางที่ ๕ สำคัญมาก ประเทศเราต้องสร้างช่องทางการร้องเรียน สำหรับผู้ลี้ภัย หรือที่เรียกว่า Individual Complain Panel เพื่อพัฒนาช่องทางการร้องเรียน ให้เข้าถึงง่ายต่อผู้ลี้ภัย เพราะเป็นกลุ่มเปราะบางที่ถูกละเมิดสิทธิ และอาจถูกผลักดัน ให้เข้าไปอยู่ในกระบวนการค้ามนุษย์ได้อย่างง่ายดาย เช่น ช่องทางการร้องเรียนที่มีภาษา ของผู้ลี้ภัย เช่น ภาษาพม่า หรือเจ้าหน้าที่ กสม. ที่มีล่ามแปลภาษาทำงานเชิงรุกในค่าย ของผู้ลี้ภัยค่ะ และสร้างหน่วยงานรัฐอย่างเป็นกิจจะลักษณะที่มีอำนาจและหน้าที่ในการดูแล เรื่องสิทธิเสรีภาพของผู้ลี้ภัย การละเมิดสิทธิของผู้ลี้ภัยที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด หลักการ ไม่ส่งกลับสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการเรียนและประกอบอาชีพค่ะ

สุดท้ายนี้ดิฉันขอเรียนด้วยความห่วงใยผ่านท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้โปรดมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาสิทธิประชาชน ในประเทศไทยตามหลักการ และกติกาสากลด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อให้คนทุกคนไม่ว่าจะวัยใด เพศสภาพ หรือเพศวิถีใด นับถือศาสนาใด หรือมีสถานะทางเศรษฐกิจอย่างไร มีความเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมาย หรือ Everyone is equal before the law กราบขอบพระคุณค่ะ