สาเหะมูหามัด วิจารณ์แก้ปัญหายาเสพติดชายแดนใต้ ชี้ขาดบูรณาการ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๙ สิงหาคม ๒๕๖๖

สาเหะมูหามัด อัลอิดรุส หารือปัญหายาเสพติดใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง แม้มีมาตรการหลายด้าน พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากข้อมูลการจับกุมที่เพิ่มขึ้นและจำนวนผู้เสพที่สูงถึงหลักหมื่น ชี้การแก้ปัญหายังขาดการบูรณาการอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการไม่มีตัวแทนติดตามเส้นทางลักลอบลำเลียงในมาเลเซีย และการเน้นตัดอุปทานโดยไม่จัดการอุปสงค์ ทำให้ไม่สามารถตัดวงจรการค้ายาเสพติดได้ จึงเรียกร้องให้มีการพัฒนาระบบบำบัดรักษา จัดทำยุทธศาสตร์ชัดเจน และตรวจสอบบทบาทของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างโปร่งใส

นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส ปัตตานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสาเหะมูหามัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๕ ปัตตานี อำเภอยะหริ่ง และอำเภอมายอ หากพูดถึงปัญหายาเสพติดแล้วปัญหาสำคัญของประเทศไทยอันดับ ต้น ๆ เลยทีเดียว รัฐบาลเกือบทุกยุคทุกสมัยพยายามแก้ไขปัญหายาเสพติดหลากหลายวิธี โดยเฉพาะวิธีการดำเนินการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวข้องยาเสพติด ซึ่งถือว่า เป็นมาตรการสำคัญในการแก้ไขปัญหา โดยภายใต้บัญญัติแห่งกฎหมายได้กำหนดให้มี การแต่งตั้งเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่จะทำให้ปัญหายาเสพติดลดลง และหมดสิ้นจากประเทศไป จากการที่กระผมได้ติดตามสถานการณ์ รัฐบาลพยายามแก้ไข ปัญหายาเสพติดพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแผนยุทธศาสตร์ การป้องกัน แก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี ๒๕๖๐-๒๕๖๔ และกรอบงบประมาณถึง ๑,๙๐๐ กว่าล้านบาท ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยมี แม่ทัพภาคที่ ๔ เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมายาเสพติดไม่มีแนวโน้มดีขึ้นเลย การค้าและแพร่ระบาดของยาเสพติดใน ๓ จังหวัดภาคใต้ จากการรายงานสถานการณ์ ยาเสพติดในพื้นที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค ๙ พบว่าในช่วงปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๔ มีการลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ ได้แก่ กัญชา ยาบ้า ไอซ์ เฮโรอีน พืชกระท่อม นอกจากนั้นยังรวมถึงประเภทต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในทางที่ผิด เช่นยาแก้ไอ และส่วนผสมต่าง ๆ โดยนำเป็นส่วนผสมหลัก ๔ คูณ ๑๐๐ เป็นยาเสพติดชนิด ๑ ที่ส่วนผสมของน้ำต้มจากใบกระท่อม ยาแก้ไอ และตัวยาอื่น ๆ มีฤทธิ์ต่อประสาท ทั้งนี้ยาหลักที่การค้าและแพร่ระบาดมากที่สุด ได้แก่ พืชกระท่อม ยาบ้า และยาแก้ไอ ปัญหาการค้าและการแพร่ระบาดยาเสพติดยังมีอย่างต่อเนื่อง เพิ่มขึ้นอย่างปฏิเสธ ไม่ได้เลย หากดูข้อมูลจากสถิติการจับกุมยาเสพติดในปี ๒๕๖๐ และปี ๒๕๖๔ มีการจับกุม ประมาณ ๑๕,๐๐๐ คดี ผู้ต้องหาจำนวน ๑๗,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลา เมื่อ ๓ ปีที่ผ่านอย่างหดหู่ นอกจากนี้ผมขอการสำรวจของศูนย์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด กองอำนวยการรักษา ความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า พบว่า ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้มีปัญหายาเสพติด ๘๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ คน จากประชากรแค่ประมาณ ๒ ล้านคน หรือประมาณร้อยละ ๕ ของประชากร ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว กระผมจึงขอตั้งคำถามผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงาน ที่รับผิดชอบ ๒ ประเด็น

๑. การปราบปรามสกัดยาเสพติดในชายแดนประเทศมาเลเซีย การแก้ไข ปัญหายาเสพติดตามแผนงานด้านปราบปรามยาเสพติดในด้านสกัดยาเสพติดจากภายนอก ประเทศ สำนักงาน ป.ป.ส. แต่งตั้งเอกอัครราชทูตที่ปรึกษาด้านแก้ไขปัญหายาเสพติด ในประเทศจีน ลาว กัมพูชา แต่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศมาเลเซียกลับไม่มี เอกอัครราชทูตที่ปรึกษาด้านแก้ปัญหายาเสพติด สะท้อนมุมมองของรัฐในการแก้ไขปัญหา ยาเสพติด ท่านประสงค์แก้ปัญหาต้นเหตุจากประเทศนำเข้ายาเสพติด แต่ปลายทาง ยาเสพติดมุ่งหน้าลงพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อขายเอากำไรจำนวนมาก โดยการส่งออกไปยังประเทศที่ ๒ ประเทศที่ ๓ ไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งการแก้ไขปัญหา ในลักษณะนี้ย่อมไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะมันไม่สามารถตัดวงจรค้ายาเสพติดทั้งหมดได้ ท่านตัดอุปทานจากระบบ แต่ไม่ได้ตัดอุปสงค์ออกจากการแก้ปัญหายาเสพติด สถานการณ์ การค้ายาเสพติดจึงไม่ได้ลดลงตามที่ประชาชนต้องการ สิ่งเหล่านี้สะท้อนการแก้ไขปัญหา ยาเสพติดในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ภาครัฐไม่ได้ให้ความสำคัญในการจัดการ แก้ไขปัญหาที่เป็นระบบ

๒. การใช้อำนาจของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ในการดำเนินการผู้เสพและผู้ติด ยาเสพติดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๖๒ ประกอบมาตรา ๑๖๕ โดยสรุป กฎหมายในหมวดดังกล่าวให้โอกาสผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติดให้โอกาสได้รับปรับปรุงนิสัย รวมทั้งให้การเข้าบำบัดรักษาอย่างเท่าเทียมกัน โดยหวังให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. นำผู้เสพ ผู้ติดเข้าสู่ระบบการดำเนินคดีตามกฎหมายด้วยในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ผู้เสพคือผู้ป่วย ตามเจตนารมณ์ประมวลกฎหมายยาเสพติดต้องนำผู้เสพ ผู้ติดเข้ารับการบำบัดรักษา ปรับปรุงนิสัยการสามารถใช้ชีวิตในสังคมอย่างปกติโดยไม่ต้องพึ่งยาเสพติด คำถามคือ บำบัดรักษาที่ไหน พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องยอมรับว่าปัญหายาเสพติดส่งผลกระทบ ต่อประชาชนอย่างมาก คือผู้เสพระดับกลุ่มที่ติดรุนแรงและมีอาการทางจิตอยู่ด้วย แต่ปัญหา การนำตัวไปเข้ารับการบำบัดรักษาแน่นอนในทฤษฎีมี คือมีศูนย์บำบัดยาเสพติดตั้งอยู่ที่ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี แต่ผมทราบว่าจริง ๆ แล้วมีอาการทางจิตที่รุนแรง และอาการทางจิตร่วมด้วย ต้องรักษาอาการจิตเวชที่สงขลาหรือถอนพิษที่ธัญญารักษ์ ปัตตานีก่อน เรื่องนี้สะท้อนว่าภาครัฐทราบปัญหาและกำลังมีแนวทางแก้ไขปัญหา ๑ ๒ ๓ และ ๔ แต่ประชาชนในพื้นที่เขาจะรอไม่ได้ เขาทราบเพียงว่านาย ก นาย ข คนนี้กำลัง มีอาการทางจิตจากการใช้ยาเสพติดออกจากพื้นที่เมื่อใด เขาจะได้ไม่เดือดร้อน นอกจากนี้ พบว่ากลุ่มผู้ติดยาเสพติดและผู้ค้าอาจจะมีเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ในการแก้ไข ปัญหายาเสพติดจะเป็นพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือทางประเทศรัฐบาลจำเป็น ต้องมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน มีกลไกในการเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ให้ไปสู่ การปฏิบัติ เหตุผลเป็นรูปธรรม จริงจัง และมีความต่อเนื่อง และมีการตรวจสอบงบประมาณ และปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด้วยความโปร่งใส เป็นต้น ขอขอบคุณครับ