เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ตั้งข้อสังเกตถึงความล้มเหลวในการปราบปรามยาเสพติดที่ไม่เพียงไม่ลดลงแต่กลับขยายตัวตั้งแต่ปี 2551 โดยชี้ว่าผู้ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชายขอบที่มีรายได้น้อย การศึกษาต่ำ และถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม ขณะที่กระบวนการปราบปรามกลับกลายเป็นเครื่องมือแสวงประโยชน์ ขาดความโปร่งใส และถูกใช้ในทางที่ผิดเพื่อข่มขู่หรือดำเนินคดีกับผู้เห็นต่าง รวมถึงมีปัญหาการซื้อขายคดีและเจ้าหน้าที่รัฐพัวพันในเครือข่ายยาเสพติด จึงเรียกร้องให้มีการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมและตรวจสอบความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง.
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ขอ Slide ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ก่อนอื่นผมอยากจะเรียน ท่านประธานไปยังผู้รายงานว่าในการพูดของผมอาจจะมีบางส่วนที่เป็นการวิพากษ์ ผมไม่ได้มี เจตนาที่จะกล่าวหานะครับ ผมเพียงแต่ว่าพูดอย่างตรงไปตรงมาเพื่อที่จะให้ทุกส่วนได้ข้อมูล ในการไปแก้ไขปัญหา ต้องยอมรับว่าปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่กัดกร่อนความสงบเรียบร้อย ของสังคมเรา แต่อย่างไรก็แล้วแต่ในทางกลับกันเราก็กลับเจอสถานการณ์ที่ทำให้ชวนสงสัย ว่าการปราบยาเสพติดนี่ยิ่งปราบยิ่งเพิ่มขึ้น แล้วกลไกรัฐที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาในทางตรงกันข้าม มันเป็นการพยายามเลี่ยงปัญหา แล้วก็ใช้สถานการณ์การระบาดของปัญหายาเสพติด แสวงหาผลประโยชน์อย่างชอบด้วยกฎหมาย ถึงที่สุดแล้วกลุ่มคนที่ตกเป็นเหยื่อ กลุ่มคน ได้รับผลกระทบก็คือคนชายขอบ โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์อย่างคนของผมเป็นกลุ่มคนที่ได้รับ ผลกระทบมากที่สุดนะครับ
เรื่องสถิติคดียาเสพติด ที่ทางเพื่อนสมาชิกหลายคนได้พูดถึงไปแล้ว แล้วก็ อยู่ในรายงานชิ้นนี้อยู่แล้ว สิ่งที่ผมอยากจะให้ดูก็คือว่าสถิติปัญหาคดียาเสพติด นับตั้งแต่ ปี ๒๕๕๑ เป็นต้นมาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งแท่งก็คือสถิติผู้ต้องขังในคดี สีน้ำเงินก็คือคดียาเสพติด เฉลี่ยแล้วร้อยละ ๗๒ ของผู้ต้องขังทั้งประเทศคือคดียาเสพติด แล้วจำนวนคดีที่มากมาย เหล่านี้ สถิติคดีเหล่านี้มันสะท้อนอะไรบ้าง ผมอยากจะโฟกัสไปที่เรื่องปัญหายาเสพติด ถึงที่สุดแล้วมันสามารถสร้างประโยชน์อย่างถูกต้องตามกฎหมายให้แก่หน่วยงานรัฐทุกระดับ หน่วยงานรัฐทุกระดับที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้รับผลประโยชน์ทั้งหมดจากการปราบปราม ยาเสพติด ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็คือคนชายขอบ ผลประโยชน์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย อาจจะออกมาในรูปของโครงการ การรณรงค์ การปราบปรามอะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับ การปราบปรามยาเสพติด แล้วก็ไม่มีการตรวจสอบด้วยว่าโครงการเหล่านั้นได้มีการทำจริง ขนาดไหน ประสบผลสำเร็จขนาดไหน แม้กระทั่งศาลยุติธรรมเองก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือ ในการแสวงหาผลประโยชน์อย่างถูกต้องตามกฎหมายเหล่านี้
ปัญหายาเสพติดเชื่อมโยงกับความเหลื่อมล้ำอย่างมีนัยสำคัญ จากจำนวน ผู้ต้องหาในคดียาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นการทำผิดจริง เป็นเหยื่อ เป็นแพะก็แล้วแต่ ส่วนใหญ่ เป็นผู้ชายอายุต่ำกว่า ๓๐ ปี จากการวิจัยนะครับ ซึ่งก็สอดคล้องกับรายงานฉบับนี้ ในหน้า ๓๕ แล้วก็ร้อยละ ๓๑ เป็นกลุ่มคนที่มีระดับการศึกษาต่ำ มีอาชีพรับจ้างทั่วไป แล้วก็ รายได้ต่ำกว่า ๑๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้นะครับ ต่อไปก็คือว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดียาเสพติด ส่วนใหญ่เป็นคนที่อยู่ในชนบท เกินกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์เป็นคนที่อยู่ในชนบท ตรงนี้บ่งบอก ว่ากลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากปัญหายาเสพติดคือคนชนบท ซึ่งไม่ใช่ถิ่นที่อยู่ของชนชั้นกลาง ในเมื่อชนชั้นกลางเดือดร้อนจากเรื่องนี้น้อยกว่า ความใส่ใจที่จะแก้ไขปัญหาก็มีน้อยกว่า
ด้านกลับของปัญหายาเสพติด ผมอยากจะชี้ตรงนี้ว่าเมื่อทุกคนรู้ว่ายาเสพติด เป็นสิ่งที่เลวร้าย รัฐพยายามที่จะประกอบสร้างแบบเหมารวมว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทุกคนเป็นคนเลวร้าย สิ่งที่เป็นปัญหาตามมาก็คือว่ามีกฎหมายสร้างสภาวะยกเว้นสิทธิ ที่สำคัญบางประการของประชาชนไป ตามกฎหมายเลยก็คือให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจควบคุมตัวได้ ไม่เกิน ๓ วัน ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาทั่วไปมีอำนาจควบคุมได้ ไม่เกิน ๑๒ ชั่วโมงหรือ ๒๔ ชั่วโมง แล้วที่สำคัญก็คือว่าอำนาจในการค้นและยึดทรัพย์สิน เจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ยาเสพติดมีอำนาจที่จะค้นสถานที่ ค้นตัว ค้นรถได้โดยไม่ต้องมีหมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหา ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาการใช้อำนาจค้นโดยไม่มีหมายจากศาลนำไปสู่การใช้เป็น เครื่องมือในการข่มขู่ ปราบปรามประชาชน ผู้นำชุมชน คนที่เห็นต่างทางการเมืองด้วย จากสถิติการใช้อำนาจค้นนะครับ การใช้อำนาจค้น ๑๗,๐๐๐ กว่าครั้ง ที่น่าสังเกตก็คือว่า กองทัพบกได้ใช้อำนาจในการค้น ๑,๐๐๐ กว่าครั้ง แล้วก็กรมการปกครอง ๓,๐๐๐ กว่าครั้ง ตั้งแต่หลังปี ๒๕๕๗ เป็นต้นมาสิ่งที่เป็นปัญหาก็คือว่าเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนได้พยายามที่จะไป ข่มขู่ แล้วก็ปราบปรามผู้นำชุมชนที่เห็นต่างทางการเมือง โดยใช้ช่องทางนี้ในการไปค้นบ้าน ของผู้นำ ของแกนนำที่เห็นต่างทางการเมือง สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้คน ด้านมืดของ กระบวนการยุติธรรมในคดียาเสพติดมีหลายด้าน ผมอยากจะโฟกัสไปที่เรื่องของสิ่งที่เป็น สาระสำคัญ สิ่งที่เป็นสาระสำคัญก็คือว่าเรื่องของการสอบสวน แล้วก็การสั่งฟ้อง ที่ผ่านมา มีปัญหาเรื่องของการซื้อขายคดี ที่เข้าใจกันในเรื่องของมาตรา ๑๐๒ หรือที่เป็นประมวล กฎหมายยาเสพติดใหม่คือมาตรา ๑๕๓ เรื่องนี้ทำให้คนที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดในฝ่าย ของเจ้าหน้าที่ก็คือเป็นขุมทรัพย์ ในฝ่ายของผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาจำเลยก็ตกเป็นเหยื่อนะครับ คำถามที่โต ๆ ก็คือว่าทาง ป.ป.ส. ทางเจ้าหน้าที่รัฐจะมีมาตรการในการแก้ไขปัญหาด้านมืด ของการดำเนินคดียาเสพติดได้อย่างไร โดยเฉพาะในคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการกระทำความผิด ขอบคุณมากเลยครับ