ขัตต weakened ห่วงข้อมูลภาษีข้ามชาติ ชี้คำว่า "หรือ" เสี่ยงประสิทธิภาพ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๓ สิงหาคม ๒๕๖๖

ขัตติยา สวัสดิผล อภิปรายเกี่ยวกับพระราชกำหนดการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีอากรเพื่อปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยแสดงความกังวลต่อการใช้คำว่า "หรือ" แทน "และ" ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการแจ้งเตือน รวมถึงตั้งข้อสังเกตถึงความพร้อมของข้อมูลไทยในการประเมินการแลกเปลี่ยนข้อมูลระดับสากล และตั้งคำถามเกี่ยวกับเกณฑ์การปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรา ๑๐ โดยเฉพาะในประเด็นศีลธรรมอันดีของประชาชนและความลับของคู่สัญญา เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนอย่างเหมาะสม

นางสาวขัตติยา สวัสดิผล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขออภิปรายพระราชกำหนดการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อปฏิบัติตามความตกลงระหว่าง ประเทศเกี่ยวกับภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๖๖ เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศนะคะ เรื่องความร่วมมือทางภาษีอากรที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิก Global Forum ซึ่งประเทศไทย มีกรอบเวลาว่าจะต้องออกกฎหมายนี้ให้ทันภายในเดือนกันยายน ๒๕๖๖ ท่านประธานคะ ในภาพทัศน์เศรษฐกิจยุคใหม่ ห่วงโซ่เศรษฐกิจมีความเชื่อมโยงต่อกันอย่างใกล้ชิด ประเทศไทย เราอยู่ในจุดเชื่อมต่อทางด้านการผลิตและการลงทุน ดังนั้นความโปร่งใสในการที่จะ แลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นสำหรับ การลงทุนในประเทศได้ แต่ขณะเดียวกันเราก็จำเป็นที่จะต้องดูแลผลประโยชน์ของ คนในประเทศด้วยเช่นกันค่ะ ดิฉันจึงมีข้อสังเกตและข้อกังวลในเนื้อหาของพระราชกำหนด ฉบับนี้ที่จะต้องบังคับใช้ต่อไปในประเด็นต่อไปนี้ค่ะ ขอ Slide ค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

Slide แรกนะคะ มาตรา ๔ วรรคหนึ่ง เป็นการพูดถึงการส่งคำสั่งหรือหนังสือต่าง ๆ ที่อธิบดีจะต้องส่ง ให้กับบุคคลใดก็ตาม ในพระราชกำหนดนี้ซึ่งกำหนดไว้ว่าจะต้องส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือให้นำไปส่ง ที่สำนักงานหรือตามภูมิลำเนาของบุคคลนั้น อันนี้เป็นเรื่องปกติค่ะ ไปที่วรรคสอง แต่หากไม่สามารถส่งตามวรรคหนึ่งได้ หรือบุคคลนั้นออกไปนอกราชอาณาจักร ให้ใช้วิธี ปิดคำสั่งหรือหนังสือนั้น ณ ที่อยู่หรือสำนักงานแล้วแต่กรณี หรือให้โฆษณาข้อความย่อ ในหนังสือพิมพ์ หรือให้โฆษณาทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์สาธารณะตามที่กำหนด เมื่อได้ส่ง ตามวิธีในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองแล้วให้ถือว่าบุคคลนั้นได้รับคำสั่งหรือหนังสือต่าง ๆ นั้นแล้ว ท่านประธานคะ ข้อกังวลของดิฉันคือการส่งคำสั่งตามวรรคสองค่ะ เพราะในพระราชกำหนด ใช้คำว่า หรือ ในการเลือกส่งคำสั่ง คือจะเลือกเอาวิธีปิดคำสั่ง ณ ที่อยู่ หรือจะใช้วิธีโฆษณา ในหนังสือพิมพ์ หรือจะใช้วิธีโฆษณาทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ ถ้าใช้วิธีใดวิธีหนึ่งก็เท่ากับว่า ผู้รับนั้นได้รับคำสั่งนั้นแล้ว คราวนี้จะเป็นไปได้หรือไม่ถ้าเราใช้คำว่า และ แทนคำว่า หรือ คำ ๒ คำนี้มีความหมายแตกต่างกันมากนะคะ เพราะในปัจจุบันมันยังมีคนอ่านหนังสือพิมพ์ กันอยู่กี่คน มันตกยุคไปหรือเปล่า ถ้าเราใช้คำว่า และ นั่นหมายความว่าผู้ส่งจะต้องใช้วิธี ในการส่งทั้ง ๓ แบบ คือปิดคำสั่ง โฆษณาในหนังสือพิมพ์ และโฆษณาทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้มั่นใจว่าบุคคลนั้นจะได้รับคำสั่งหรือหนังสือจริง ๆ Slide ถัดไปค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันขอไปต่อในหมวด ๑ ซึ่งพูดถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบร้องขอ ประเทศไทยเรา เข้าเป็นสมาชิก Global Forum ซึ่งเรามีพันธะที่จะต้องประเมินถึงประสิทธิภาพ ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลว่าเป็นไปตามมาตรฐานหรือว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามสากลหรือไม่ ซึ่งการประเมินจะถูกดำเนินการโดย Peer Review Group หรือ PRG ซึ่งจะตรวจสอบ มาตรฐาน ๓ อย่างด้วยกันค่ะ อย่างแรกคือความพร้อมของข้อมูล อย่างที่ ๒ คือการเข้าถึง ข้อมูล และอย่างที่ ๓ ก็คือการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อกังวลของดิฉันในการประเมิน ประสิทธิภาพคือความพร้อมของข้อมูลของประเทศเราค่ะ ว่าเรามีความพร้อมหรือไม่ อย่างไร และมากแค่ไหน เช่น ในกรณีของข้อมูลขององค์กรธุรกิจ ข้อมูลทางบัญชี หรือข้อมูล ทางธนาคาร เนื่องจากประเทศไทยเรายังไม่มีกฎหมายจัดตั้งกอง Trust ขึ้น แล้วเราก็ยังไม่มี ข้อมูลบางประเทศ เช่นการเข้าถึงข้อมูลหุ้นชนิดผู้ถือนะคะ จึงอาจจะยังไม่มีความพร้อม ของข้อมูลได้ Slide ถัดไปค่ะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ค่ะอาจทำให้คะแนนประเมินประสิทธิภาพ ด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลของเรา ของประเทศไทยเราออกมาไม่ดีจะส่งผลเสียต่อประเทศ ในอนาคตหรือไม่ถ้าดูใน Slide ก็คือจะเห็นว่าของช่องประเทศไทยยังว่างอยู่ยังไม่มีคะแนน ออกมาค่ะ ขอ Slide ถัดไปค่ะ ดิฉันขอพูดถึงมาตรา ๑๐ ซึ่งเป็นการให้อำนาจของเจ้าหน้าที่ไทย ในการที่จะปฏิเสธการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบร้องขอหากปรากฏเหตุใดเหตุหนึ่งที่กำหนดไว้ ในมาตรา ๑๐ ค่ะ ดิฉันขอดูที่มาตรา ๑๐ (๓) การแลกเปลี่ยนข้อมูลเจ้าหน้าที่ไทยสามารถ ที่จะปฏิเสธได้หากการแลกเปลี่ยนข้อมูลจะเป็นการเปิดเผยความลับทางการค้า ธุรกิจอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือความลับทางวิชาชีพ หรือกรรมวิธีทางการค้า หรือข้อมูลที่เปิดเผยจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตรงส่วนตอนท้ายที่ว่าศีลธรรมอันดีของประชาชนนี่ละค่ะที่ดิฉันมีปัญหา คำถามคือศีลธรรม อันดีของเรามันไปยึดโยงกับศีลธรรมอันดีของประเทศผู้ร้องขอหรือไม่ ศีลธรรมอันดีเขา มีมาตรฐานเช่นเดียวกับศีลธรรมของเราหรือไม่ ถ้าเราปฏิเสธและไม่เข้าหลักเกณฑ์ ของประเทศคู่สัญญามันอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของเราในอนาคตได้ (๔) เจ้าหน้าที่ มีสิทธิที่จะปฏิเสธได้หากมีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าคู่สัญญาผู้ร้องขอจะไม่สามารถรักษา ข้อมูลที่ได้รับไว้เป็นความลับ ตรงคำว่า พฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่า ถือว่าเป็นการให้ ดุลยพินิจแก่เจ้าหน้าที่เราอย่างกว้างมาก ต่อด้วย (๗) คู่สัญญาผู้ร้องขอมิได้ดำเนินมาตรการ ทั้งหมดเท่าที่จำเป็นเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล หรือการดำเนินมาตรการดังกล่าวจะทำให้เกิด ความยากลำบากเกินสมควร มาท่อนแรกก็เป็นการเปิดกว้างให้หน่วยงานที่รับคำร้อง ไม่เปิดเผยข้อมูลแล้ว โดยอ้างว่าประเทศผู้ร้องขอไม่ทำตามมาตรการ ส่วนคำว่าเกินสมควร ในส่วนท้ายก็เป็นการเปิดกว้างในการตีความของเจ้าหน้าที่เช่นกัน ดิฉันยังไม่เห็นรายละเอียด เกี่ยวกับกำหนดระยะเวลาในการส่งข้อมูลว่ามีการบังคับกันอย่างไร ควรจะส่งภายในกี่วัน ไม่แน่ใจว่าในกฎหมายลูกจะมีรายละเอียดในส่วนนี้อยู่หรือเปล่า ขอ Slide ถัดไปค่ะ ดิฉันขอไปหมวด ๒ ของพระราชกำหนดฉบับนี้ที่เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลอัตโนมัติ ที่แต่ละประเทศจะต้องลงนามเพื่อเป็นคู่สัญญาของกันและกัน ข้อมูล Update ล่าสุด ของ OECD ปี ๒๐๒๒ มีประเทศที่ลงนามกับประเทศไทยอยู่เพียง ๕๑ ประเทศ คำถามคือ จำนวน ๕๑ ประเทศนี้เพียงพอแล้วหรือไม่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน เช่น มาเลเซียได้ลงนามกับประเทศอื่น ๆ ไปแล้ว ๖๕ ประเทศ แล้วก็อินโดนีเซียก็ลงนาม กับประเทศอื่นไปแล้ว ๖๘ ประเทศ ประเด็นเหล่านี้ก็คือสิ่งที่ดิฉันอยากฝากไว้เพื่อให้เรา สามารถดำเนินการในการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ความเชื่อมั่นในการลงทุนต่อไปค่ะ ขอบพระคุณค่ะ