สุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน ชี้แจงความคืบหน้าการแก้ปัญหาข้อมูลการส่งผ่านในมาตรา 4 และมาตรา 5 รวมถึงการใช้ซิมการ์ดผิดวัตถุประสงค์ โดยเน้นย้ำความร่วมมือของคณะทำงานที่มีรัฐมนตรีเป็นประธาน ในการหารือระบบส่งข้อมูลและจัดเก็บอย่างเป็นระบบ พร้อมผลักดันมาตรการตรวจสอบตัวตนและการควบคุมซิมอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการโอนเงินออกนอกราชอาณาจักรและปราบปรามมิจฉาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ
เรียนท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ ผม สุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการโทรคมนาคม ต่อข้อกรณีที่ท่านกังวลในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข้อมูลที่จะใช้ในการส่งผ่านในมาตรา ๔ มาตรา ๕ อย่างไร ในเรื่องของ SIM ที่กำลังคิดว่าจะมีมากน้อยเพียงใดเป็น SIM ม้าหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เราได้มีคณะทำงานร่วมกันกับทางท่านอนุ ท่านรัฐมนตรีเป็นประธานอนุก็มีการดำเนินการ ในหลาย ๆ เรื่องด้วยกัน เรื่องหนึ่งที่เราคุยกันก็มีเรื่องการส่งข้อมูลและระบบการจัดเก็บ สิ่งที่ผมจะพูดในวันนี้ พูดตอนนี้มันก็เป็นการที่เราคุยกันในคณะทำงานในคณะย่อย ที่เคยรายงานต่ออนุ ผมอยากแยกเป็น ๒ เรื่อง
เรื่องแรก ก็คือเรื่องของข้อมูลที่เราจะต้องส่งมอบกันตามมาตรา ๔ มาตรา ๕ บ้างนะครับ อย่างที่ทางผู้แทน สตช. ได้กล่าวไว้แล้วก็คือว่า เรามีเหตุอันควรสงสัยอยู่ ประมาณ ๑๐ ประเด็นที่เราคุยกันตกผลึกว่าจะต้องมีเรื่องอะไรบ้างในการส่งนะครับ ข้อมูลที่เป็นทางการจริง ๆ ๑๓ Item ที่เราต้องส่งเราจะส่งกันอย่างไรในแต่ละรายการ ที่เกิดขึ้น ข้อกังวลถ้าไม่มีกฎหมายนี้หรือ พ.ร.ก. นี้ถามว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ไหม อย่างที่ผู้แทนของแบงก์ชาติบอกแล้วคงทำไม่ได้ถ้าไม่มี พ.ร.ก. นี้นะครับ ทุกคนก็จะกลัวหมด เรื่องกฎหมาย เรื่องโน้นเรื่องนี้ต้องมี Consent ไหม ต้องทำโน่นทำนี่มันก็ไม่เกิดประโยชน์ ที่เกิดขึ้นตามมานะครับ สิ่งที่เรากังวลมันจะได้คลายลงไปในการที่เราจะทำเพื่อประชาชน ของเรา เพื่อปกป้องประชาชนพี่น้องของเราในการไม่เป็นเหยื่อของมิจฉาชีพทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทีนี้สิ่งที่ผมอยากจะบอกในเรื่องแรก ในประเด็นแรกก็คือข้อมูลที่เรามีอยู่ เราได้มีการคุย กสทช. เองเป็นหน่วยงานอย่างที่ผมบอก เรามีตั้งแต่งวดแรกก็คือเรามีการป้องปราม ที่จะทำอย่างไร เป็นหน่วยงานสนับสนุนอย่างไรให้กับคณะทำงานชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็น DSI ปปง. ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือทางหน่วยงานที่ร้องขอข้อมูลตาม พ.ร.ก. ตัวนี้ เรามีการคุยกับผู้ประกอบการในการส่งข้อมูลนะครับ เรามีการแบ่งแยกออกมาว่าข้อมูล ประเภทอะไรบ้างที่จะส่งได้ภายใน ๗๒ ชั่วโมง ข้อมูลอะไรที่ต้องส่งภายใน ๑ วัน หรือ ๓ วันที่เกิดขึ้นแล้วมีการ Conservation เป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดนี้ เราก็อยู่ภายใต้ พ.ร.ก. นี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้ใช้ข้อมูลหรือหน่วยงานที่ได้ เอาไปใช้ข้อมูลเหล่านี้สามารถที่จะดำเนินคดี ดำเนินการจับกุม ดำเนินการป้องปราม ดำเนินการปกป้องประชาชนที่ก่อนจะมีเงินออกไปที่ต่างประเทศได้ นี่คือสิ่งที่เราคุยกันตั้งแต่ ตอนต้นนะครับ ถามกลับมาที่ว่าแล้วระบบที่เราในการจัดส่งเราจะทำอย่างไร เราก็มีการคุย ตั้งแต่ตอนที่ว่าเราสามารถที่จะมีระบบเป็น Online ได้อย่างที่หลาย ๆ ท่านกังวล มันควร จะต้อง Real Time ที่เกิดขึ้น ในช่วงแรกเราอาจจะมีการส่งที่เป็นแบบ File ทางด้าน คอมพิวเตอร์ก่อนนะครับ เป็น e-Mail ก่อนนะครับ แล้วเรามีการพูดกันว่าจะมีการพัฒนา ในเรื่องของระบบที่มีการส่งหรือแชร์ข้อมูลที่เราคุยกันว่าจะมีการแชร์ข้อมูลในการที่ทำ Transaction ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างแบงก์กับทาง Telco ที่เกิดขึ้นในการที่จะป้องปรามไม่ให้มี การโอนต่อเนื่องออกไปยังต่างประเทศได้ อันนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่สำนักงาน กสทช. เข้าไปมี ส่วนร่วมที่ดำเนินการมานะครับ กลับมาเรื่อง SIM เราก็มีความกังวลว่าที่ผ่านมาเรายอมรับ นะครับว่ามันมีการที่ใช้การลงทะเบียนด้วยวิธีเก่า ๆ ไปค่อนข้างมากตั้งแต่อดีตมาแล้ว แต่ปัจจุบันเรามีมาตรการที่เราออกมานะครับ ตั้งแต่ว่ามีมากกว่า ๕ SIM ท่านต้องไป ลงทะเบียนที่ Shop เท่านั้นเพื่อแสดงตัวตนที่ชัดเจนของท่านนะครับ แล้วมาตรการเข้ม ขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งเรากำลังจะออกก็คือว่าเราจะให้มา Regist ไว้ทั้งหมด ถ้าคนที่ถือครอง SIM มากกว่า ๑๐๐ SIM หรือ ๕ SIM ขึ้นไปในระยะเวลาที่แตกต่างกันนะครับ อันนี้คือ เราจะให้มา Regist ใหม่ทั้งหมดเพื่อแสดงตัวตนว่า ท่านมีความประสงค์จะใช้ SIM นั้นอยู่ เพื่ออะไร เพื่อแยกคนกับ SIM ออกมาให้เห็นชัดนะครับ แล้วฝ่ายความมั่นคงก็จะได้ Monitor ได้ถูกต้องว่าคนที่มีความประสงค์จะใช้ SIM เหล่านี้ที่เป็นมากกว่า ๑๐๐ SIM หรือมากกว่า ๕ SIM ขึ้นไปมีจุดประสงค์อะไรบ้างที่เกิดขึ้น อันนี้เราก็จะพยายามที่จะทำเป็น มาตรการที่เราร่วมกันนะครับ นอกจากนั้นเองทางสำนักงานก็มีการคุยกับทางแบงก์ชาติ สมาคมธนาคารไทยนะครับ ท่านจะเห็นว่าปัจจุบันในการผูกกับ PromptPay เราเริ่ม มีการแสดงตัวตนที่มากขึ้น มีการทำ Biometrics มากขึ้นที่ว่าต้องแสดงตัวตน ถ้าหากท่าน เปลี่ยนเครื่อง เปลี่ยนเบอร์จะหลุดทันที ท่านต้องไปแสดงตัวตนใหม่ อันนี้ก็จะเป็นมาตรการ ที่เราคุยกันมาเพื่อยกระดับในการที่จะทำงานร่วมกับทางแบงก์ชาติที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเราทำภายใต้ภารกิจเดิมที่มีอยู่ แล้วก็ต่อเนื่องกับ พ.ร.ก. ที่กำลังมีอยู่ ซึ่งมันจะมีความคาบเกี่ยวกัน ถ้าไม่มีอย่างที่ผู้แทนแบงก์ชาติบอก ถ้าไม่มีจะเกิดอะไรขึ้น ผมอยากให้ห่วงอย่างนี้มากกว่าว่า ถ้าไม่มีจะเกิดอะไรมากขึ้นมากกว่า สิ่งเหล่านี้เราอยากให้ เห็นว่าเราควรจะต้องทำงานร่วมกันที่จะไปเพื่อปกป้องประชาชนให้มีความปลอดภัย ในเรื่องมิจฉาชีพในสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อันนี้เราก็น้อมรับในสิ่งที่ท่านเสนอแนะมา เราก็คิดว่า เดี๋ยวเราจะเอามาคุยกับทางคณะทำงานและในประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ข้อกังวลของท่าน เราคิดว่าน่าจะไปปรับปรุงได้ในการทำงานหรือใน Process ที่ติดตามต่อไปเราก็ยินดี ที่จะรับไปทำนะครับ ขอบคุณครับ