วิโรจน์ ลักขณาอดิศร หารือความจำเป็นเร่งด่วนในการตราพระราชกำหนดป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมทั้งวิพากษ์รัฐบาลที่เพิกเฉยต่อปัญหาการหลอกลวงออนไลน์และการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ล่าช้าและข้อกล่าวหาการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนสีเทา
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ท่านประธานครับ มีไม่กี่ครั้งครับที่ผมจะเห็นด้วยกับการตราพระราชกำหนดของรัฐบาล ที่ผ่านมาที่รักษาการอยู่ในขณะนี้ ก็ต้องยอมรับครับว่าผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการตรา พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๖๖ ฉบับนี้ จริง ๆ ผมอยากจะนำเรียนผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาล แล้วก็ทางท่านรัฐมนตรี ด้วยว่า จริง ๆ รัฐบาลควรจะเร่งดำเนินการให้เร็วกว่านี้ด้วยซ้ำ เพราะว่าปัญหาการโกงเงิน ทาง Internet นี่นะครับ มันไม่ใช่แค่เพิ่งเกิดขึ้น แก๊ง Call Center ไม่ใช่ว่าเริ่มมีนะครับ มีมาตั้งนานแล้วครับ การหลอกลวงแบบนี้เริ่มระบาดในประเทศไทยตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ครับ โดยแรกเริ่มนี่นะครับ จะเป็นการหลอกให้ประชาชนไปโอนเงินที่ตู้เอทีเอ็ม แล้วก็ระบาดมาจากไต้หวัน แล้วก็ รูปแบบของการหลอกลวงประชาชนก็พัฒนาการมาเรื่อยครับ พัฒนาการล้ำหน้ารัฐบาลด้วยซ้ำ ผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารทาง Social media ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการส่ง SMS e-Mail Facebook อะไรต่อมิอะไรสารพัด ที่มาระบาดหนักครับ ท่านประธานครับ ก็มาระบาดเอา ช่วงหลัง ๆ หลังจากที่มี Prompt pay ในปี ๒๕๕๙ แล้วก็ Application เป๋าตังในปี ๒๕๖๑ ที่ประชาชนเข้าถึงการทำธุรกรรมทางการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างแพร่หลาย ซึ่งผมยืนยัน ว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ปัญหานั้นเกิดจากการที่รัฐบาลไม่ได้ตระหนักเลยว่าโจร Cyber เหล่านี้มันจะใช้ ช่องทางเหล่านี้นี่ละในการเข้ามาหลอกลวงประชาชน ผีซ้ำด้ามพลอยครับ เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๖๒ หลังจากที่รัฐบาลกัมพูชามีนโยบายในการปราบปรามกาสิโน Online จากความ ร่วมมือของรัฐบาลจีน เหตุผลก็เพราะว่าอุตสาหกรรมกาสิโน Online แบบนี้เป็นการรวบรวม กลุ่มอาชญากรจีนสีเทาเอาไว้หลอกลวงผู้คนเป็นวงเงินมหาศาลอันเป็นเหตุให้ สีหนุวิลล์ ที่ประเทศกัมพูชาซบเซาลงอยู่ถึงขณะนี้ แทนที่รัฐบาลไทยใน ณ ขณะนั้นจะเตรียม มาตรการในการป้องกันป้องกันและปราบปราม แก๊ง Call Center จีนสีเทาที่กำลังจะ ระเห็จหนีจากกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทย เปล่าเลยครับ กลับปล่อยปละละเลยให้ แก๊ง Call Center จีนสีเทาเหล่านี้เข้ามาเหยียบจมูกถึงถิ่นตั้งฐานปฏิบัติการหลอกลวง คนไทยถึงในประเทศ ที่ซ้ำร้ายที่สุดครับ แก๊งโจรจีน แก๊ง Call Center สีเทาเหล่านี้ มันมีเงินมหาศาล แล้วมันรู้ว่าระบบราชการไทยภายใต้รัฐบาลนี้มันซื้อได้ มันติดสินบนได้ ข่าวร้ายที่สุดก็คือว่ามีข่าวว่าตำรวจ ทหาร DSI จำนวนไม่น้อยถึงกับยอมไปเป็นลูกสมุน กินสินบนรับใช้โจรจีนสีเทาเหล่านี้ รัฐบาลนี้ก็มี พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วม ในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. ๒๕๕๖ อยู่แล้ว แต่ก็ไม่เคยบังคับใช้อย่างจริงจัง ที่ผ่านมาผมเข้าใจว่าสถานทูตจีนก็พยายามประสานงานกับทางการไทยเพื่อจัดการ กับอาชญากรเหล่านี้ แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมืออย่างที่ควรจะเป็นแถมไปให้สัญชาติมันเสียอีก จนกระทั่งถูกแฉเรื่องส่วยจีน เรื่องจีนสีเทากำลังจะยึดประเทศนี่ ที่มีการพัวพันกับ นักการเมืองฟากฝ่ายรัฐบาลอยู่หลายคน และนักการเมืองพวกนั้นกำลังจะร่วมรัฐบาลใหม่ ด้วย เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๖๕ เพิ่งผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ ก็ไม่ได้จับอะไรได้ เลย จับได้แต่ปลาซิวปลาสร้อย กว่าจะจับกุมตัวใหญ่ได้ระดับสั่งการได้ต้องรอจนถึงกระทั่ง ๑ มิถุนายน ๒๕๖๖ เกิดอะไรขึ้นครับ รักมันมากหรือครับ โจรจีนสีเทา Call Center ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนรัฐบาลก็ไม่เคยมีมาตรการดูแลอย่างรัดกุม ๖ กันยายน ๒๕๖๔ ถ้าจำกันได้ประวัติคนไข้ ๑๖ ล้านคนก็ถูก Hack ผ่านมาอีกไม่กี่วัน ๒๒ กันยายน ๒๕๖๔ ข้อมูลนักท่องเที่ยว ๑๐๖ ล้านคนก็รั่วไหล ที่เจ็บใจที่สุดและบาดใจประชาชนที่สุด คืออะไรรู้ไหมครับ ไม่ได้ Hack ครับ แต่เป็นเพราะตำรวจยศพันตำรวจโทและข้าราชการ กระทรวงพาณิชย์ขายข้อมูลทะเบียนราษฎร์และทะเบียนการค้าให้กับแก๊ง Call Center มาหลอกคนไทยด้วยกัน แลกกับรายได้ผลประโยชน์เดือนละ ๖๐๐,๐๐๐ บาท ช้ำไหมครับ ท่านประธาน แย่ไหมครับท่านประธาน พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ หรือกฎหมาย PDPA ที่เราเรียกกัน ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒ แต่กว่าจะบังคับใช้จริงครับท่านประธาน ต้องรอจนถึงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๕ เหตุผลที่เขาร่ำลือกันไม่ใช่เพราะอะไรครับท่านประธาน เขาบอกว่า เพียงเพราะว่าบางหน่วยงานที่มีพฤติกรรมคุกคามข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนควรจะถูก กฎหมายฉบับนี้ลงโทษก็เลยเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ กว่าจะบังคับใช้กัน ที่ผ่านมาตามที่ ท่านรัฐมนตรีได้อภิปรายในสภาทุกคนก็ทราบ ท่านรัฐมนตรีก็ทราบว่าบัญชีม้าหรือบัญชี ที่เจ้าของตัวจริงเปิดเอาไว้ เอาไปให้คนร้ายที่เจ้าของเปิดไปให้คนร้ายเอาไว้หลอก ให้คนมาโอนเงิน ที่เขาเรียกบัญชีม้านี่นะครับ เป็นอาวุธสำคัญของโจร Cyber เหล่านี้ แต่กว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้จะบังคับใช้เพื่อจัดการกับบัญชีม้าต้องรอจนถึงวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๖ ล่าช้ามาก ๆ สร้างความเสียหายให้กับประชาชนไปเท่าไรแล้วครับ ที่ผมต้องเศร้ามาก ๆ และเศร้าแทนประชาชนก็คือเหยื่อของแก๊ง Call Center เหล่านี้คือผู้สูงอายุ แล้วเขาจะ หลอกผู้สูงอายุตอนวันทำงานเวลาประมาณนี้ละครับ ที่ลูกหลานไปทำงานแล้วเขาหาคนมา ปรึกษาไม่ได้ แล้วเงินที่พวกมันหลอกเอาไปก็เป็นเงินที่ผู้สูงอายุทำงานสุจริตเก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต หวังที่จะใช้ยามบั้นปลาย ไม่ต้องการเป็นภาระของลูกหลาน ปี ๒๕๖๓ คนไทยถูก แก๊ง Call Center หลอกเงินไปที่ ๗๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๔ ขยับมาเป็น ๑,๖๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๕ กระฉูดไปที่ ๓๒,๐๐๐ ล้านบาท มีการแจ้งความผ่านระบบ Online ถึง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคดี ผมยืนยันว่าผมไม่ได้มีปัญหากับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ แต่ผมตั้งคำถามแค่นี้ว่า ในมาตรา ๔ มาตรา ๖ หรือมาตรา ๖ วรรคสาม ก็ดี ก็ระบุไว้อย่างนี้ครับ ในมาตรา ๖ วรรคสาม สำคัญตรงนี้ เมื่อเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจดำเนินคดีอาญาหากปรากฏพยานหลักฐาน อันควรเชื่อได้ว่าบัญชีเงินฝากหรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์นั้นถูกใช้ในการกระทำความผิด ให้ดำเนินการตามกฎหมายภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่รับแจ้งการระงับการทำธุรกรรม เนื้อหาดีครับท่านประธาน แต่ต้องตั้งคำถามกับรัฐบาลว่ารัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณ และโครงสร้างพื้นฐานให้กับตำรวจตามสถานีตำรวจต่าง ๆ อย่างเพียงพอแล้วหรือยัง ผมไม่ได้ห่วงธนาคารเลย ผมห่วงตำรวจท้องที่ แจ้งความ Online แจ้งความได้อยู่แล้ว แต่ท่านรัฐมนตรีคงทราบอยู่แล้วว่าประชาชนส่วนใหญ่ไปแจ้งความที่โรงพัก ที่ผ่านมาตำรวจ ไม่ได้มีเครื่องมือ ไม่ได้มีงบประมาณสนับสนุนเลยก็แค่รับลงประจำวัน ประชาชนก็มีแต่ สิ้นหวัง สรุปครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการตราพระราชกำหนดนี้และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พระราชกำหนดนี้จะไม่ได้เป็นเพียงแค่กระดาษ แต่หวังว่ามันจะมีการสนับสนุนงบประมาณ และโครงสร้างพื้นฐานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างจริงจังเพื่อบังคับใช้ เพื่อปกปักษ์รักษา คุ้มครอง ดูแลประชาชนจากแก๊ง Call Center โจรจีนสีเทาเหล่านี้ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน