ชัยวุฒิ แจง พ.ร.ก.ปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ หวังคุ้มครองประชาชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๓ สิงหาคม ๒๕๖๖

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ชี้แจงความจำเป็นในการประกาศใช้พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาการฉ้อโกงออนไลน์ที่ก่อความเสียหายรุนแรงต่อเศรษฐกิจและประชาชน โดยเสนอให้กำหนดบทบาทชัดเจนของธนาคาร ผู้ให้บริการเครือข่าย และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการเปิดเผยข้อมูล ระงับธุรกรรม และสอบสวนอย่างรวดเร็ว รวมถึงมาตรการควบคุมบัญชีม้า ซิมม้า และการโฆษณาสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย พร้อมเน้นความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ในการคุ้มครองทรัพย์สินประชาชนผ่านกลไกการตรวจสอบและระงับบัญชีต้องสงสัยแบบทันที โดยเรียกร้องให้สภาพิจารณาและเห็นชอบอย่างเร่งด่วนเพื่อให้มาตรการมีผลบังคับใช้ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพและท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขอกราบเรียนว่าเมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๖๖ คณะรัฐมนตรีได้มี ความเห็นชอบในหลักการร่างพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๖๖ ซึ่งต่อมานายกรัฐมนตรีได้นำกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๖ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๖ เป็นต้นไป ท่านประธานที่เคารพครับ โดยที่บทบัญญัติมาตรา ๑๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้ กำหนดสำหรับการตราพระราชกำหนดทั่วไปว่ามาตรา ๑๗๒ ในกรณีเพื่อประโยชน์ ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคง ในทางเศรษฐกิจของประเทศหรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์จะทรง ตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติได้ การตราพระราชกำหนด ตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็น เร่งด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ และในการประชุมรัฐสภาคราวต่อไปให้คณะรัฐมนตรีเสนอ พระราชกำหนดนั้นต่อสภาเพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า เพื่อพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติ พระราชกำหนดนั้นโดยเร็ว คือในโอกาสนี้ทางรัฐบาลจึงขอกราบเรียนต่อสภาผู้แทนราษฎร ถึงเหตุผลและความจำเป็นตลอดจนสาระสำคัญของพระราชกำหนดมาตรการป้องกัน และปราบปรามทางเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๖๖ ซึ่งผมเองในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมก็เป็นผู้รักษาการตามพระราชกำหนดนี้และมีส่วนในการยกร่าง แล้วก็นำเสนอที่ประชุม ครม. เหตุผลและความจำเป็นก็อย่างที่เราทราบนะครับ ในปัจจุบัน มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสื่อสารในการทำธุรกรรมทางการเงินกันอย่างแพร่หลาย ถามว่าปัจจุบันก็มีประชาชนจำนวนมากถูกหลอกลวง หรือถูกฉ้อโกง ถูกอาชญากรรมต่าง ๆ ในหลายรูปแบบผ่านมาทางเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้มีความเสียหายต่อทรัพย์สิน ของพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจ ของประเทศ ทำให้มีความจำเป็นที่เราต้องมีการออกมาตรการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยีดังกล่าว เหตุที่ต้องตราเป็นพระราชกำหนดก็เรียนว่า คือผมมีการศึกษาเรื่องนี้อยู่เป็นเวลาพอสมควร ถ้าเราจะแก้เป็นกฎหมาย แก้เป็น พ.ร.บ. มันจะต้องแก้กฎหมายหลายฉบับ ถ้าเรื่องการเงินก็คือธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย กฎหมายที่เกี่ยวกับสถาบันการเงิน การสื่อสารก็ต้องไปแก้กฎหมายที่เกี่ยวกับ กสทช. รวมถึง ต้องไปแก้กฎหมายเกี่ยวกับการฟอกเงินอีก ปปง. นี่หลัก ๆ ๓ ฉบับแล้วนะครับ ซึ่งแต่ละฉบับ ก็มีการพยายามศึกษาและยกร่าง แต่กระบวนการก็ล่าช้ามากเพราะมีความไม่ลงตัว ในการพิจารณากฎหมาย จนล่าสุดผมเพิ่งทราบว่ากฎหมาย ปปง. ที่จะมีการแก้ไข เพิ่งพิจารณาเสร็จยังไม่ได้เข้า ครม. เลย อาจจะต้องเป็นรัฐบาลถัดไปต้องพิจารณาว่าจะแก้ กฎหมาย ปปง. หรือไม่ ซึ่งก็เป็นการปรับกฎหมายให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป แต่เนื่องจากว่ามันมีความเสียหายรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แล้วกระทบต่อความเชื่อมั่น ของพี่น้องประชาชนในการทำธุรกรรมทาง Online ต่าง ๆ จึงมีความจำเป็นต้องออกเป็น พ.ร.ก. หรือพระราชกำหนดฉบับนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าหลายคนถ้าจะศึกษากฎหมายฉบับนี้ จะเข้าใจว่าประเด็นหลัก ๆ ที่เราทำเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ได้มี ประเด็นในเรื่องของการเมืองหรือการที่จะไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชนใด ๆ เป็นเรื่องของการมุ่งที่จะขจัดวงจรการหลอกลวงประชาชน Online ซึ่งหัวใจหลักก็คือ บัญชีการเงินหรือที่เราเรียกภาษาชาวบ้านว่าบัญชีม้า กับ ๒. คือการใช้ช่องทางสื่อสารที่ไม่ชอบผิดกฎหมาย โดยใช้ SIM มือถือ SIM ปลอม หรือ SIM ม้า ใช้บัญชี Internet ปลอม ใช้ Account ปลอมต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนร้ายใช้ใน การหลอกลวงประชาชนนะครับ เพราะฉะนั้นขอสรุปสาระสำคัญของพระราชกำหนด มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๖๖ ดังนี้นะครับ หลัก ๆ คือ

มาตรา ๔ กรณีที่มีเหตุอันควรสงสัย ให้ธนาคารและผู้ให้บริการเครือข่าย โทรศัพท์มีหน้าที่เปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลและส่งให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องนำไปใช้ ประโยชน์เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

มาตรา ๕ ให้อำนาจหน้าที่ตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักงาน ปปง. สั่งให้ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เปิดเผยข้อมูลการลงทะเบียน หรือข้อมูลจราจรทาง คอมพิวเตอร์ และมีหน้าที่ส่งให้ผู้สั่งภายในเวลาที่กำหนด

มาตรา ๖ กรณีที่ธนาคารพบเหตุอันควรสงสัย ให้มีหน้าที่ระงับการทำ ธุรกรรมนั้นและแจ้งธนาคารที่รับโอนต่อเป็นทอด ๆ ทุกทอดให้ระงับการทำธุรกรรม ที่รับโอนไว้ทันทีเป็นการชั่วคราวไม่เกิน ๗ วันเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง และแจ้งให้ เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหรือเลขาธิการ ปปง. ดำเนินการตรวจสอบ

มาตรา ๗ ในกรณีที่ธนาคารได้รับแจ้งจากผู้เสียหายโดยตรง ให้ธนาคาร ระงับการทำธุรกรรมนั้นไว้ทันที และแจ้งให้ธนาคารที่รับโอนต่อทุกทอดระงับการทำ ธุรกรรมที่รับโอนไว้ด้วย พร้อมทั้งแจ้งผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนภายใน เวลา ๗๒ ชั่วโมง เมื่อพนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์แล้วให้พิจารณามีคำสั่งไปยัง ธนาคารภายใน ๗ วันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องทุกข์ หากไม่มีคำสั่งภายในกำหนด ให้ธนาคารยกเลิกการระงับการทำธุรกรรม

มาตรา ๘ วรรคแรก การแจ้งข้อมูลหรือหลักฐานต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าว สามารถกระทำทางโทรศัพท์หรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้

มาตรา ๘ วรรคสอง การร้องทุกข์ในความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรม ทางเทคโนโลยีจะกระทำต่อพนักงานสอบสวน ณ สถานีตำรวจแห่งใดในราชอาณาจักร และจะร้องทุกข์ทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ โดยให้ถือว่าเป็นการร้องทุกข์โดยชอบตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การสอบสวนหรือดำเนินการเกี่ยวกับความผิดดังกล่าว ให้พนักงานสอบสวนที่รับคำร้องทุกข์ไม่ว่าจะประจำอยู่ที่สังกัดใด หรือพนักงานสอบสวน ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนดให้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีอำนาจสอบสวน หรือดำเนินการเกี่ยวกับความผิดดังกล่าวได้ ไม่ว่าความผิดนั้นเกิดขึ้น ณ ที่ใดในราชอาณาจักร

มาตรา ๙ ผู้ใดเปิดบัญชีม้า นี่ภาษาพูด เปิดบัญชีม้าคือใช้ชื่อตัวเองไปเปิด ให้คนอื่นไปใช้ในการโอนเงินนะครับ เปิดบัญชีม้าหรือ SIM ม้า ก็คือเปิดเบอร์มือถือในชื่อ ตัวเองแล้วไปให้คนอื่นใช้ มีโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อันนี้เป็นมาตรการใหม่ทางกฎหมาย เพราะเดิมในอดีตไม่มีความผิดโดยตรง

มาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ ผู้ใดโฆษณาเกี่ยวกับบัญชีม้า SIM ม้ามีโทษจำคุก ตั้งแต่ ๒-๕ ปี หรือปรับตั้งแต่ ๒๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คือถ้าทำธุรกิจ เกี่ยวกับบัญชีม้า SIM ม้าไปขาย ไปโฆษณา ไปหาลูกค้า พูดง่าย ๆ ไปอยู่ในขบวนการ อาชญากรรม นี่มีความผิดโทษหนักขึ้นนะครับ

มาตรา ๑๒ การเปิดเผยแลกเปลี่ยนเข้าถึง จัดเก็บ รวบรวม การใช้ข้อมูล บุคคลตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ภายใต้การบังคับของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล ก็เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีหรือทำงานได้สะดวกขึ้นและปลอดภัยขึ้น

มาตรา ๑๔ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับก็คือ คาดว่าเราจะสามารถแก้ปัญหาการถูก หลอกลวงให้โอนเงินไปให้คนร้ายหรือเป็นอาชญากรรมในรูปแบบต่าง ๆ ได้รวดเร็วขึ้น และจะลดภาระ และอำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชนในการร้องทุกข์หรือการดำเนินคดี ต่าง ๆ อย่างที่ผมได้กล่าวคือสามารถร้องทุกข์หรือแจ้งความได้กับทุกสถานีตำรวจหรือจะ Online ก็ได้นะครับ ความรวดเร็วที่เกิดขึ้นก็คือวันนี้ผู้เสียหายสามารถไปแจ้งธนาคารที่ท่านโอนเงินไปให้อาชญากร พอรู้ตัวว่าเราโดนหลอกแล้ว เราโอนเงินไปแล้ว ท่านสามารถไปแจ้งร้องทุกข์ที่ธนาคารนั้น ได้เลย และธนาคารก็ไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี ธนาคารมีหน้าที่ระงับบัญชีที่ต้องสงสัยว่าเป็นบัญชีของคนร้ายไว้ก่อน เพื่ออะไรครับ เพื่อรักษาเงินของพี่น้องประชาชนไว้ไม่ให้ถูกโอนต่อเป็นทอด ๆ เมื่อมีการดำเนินคดี จะได้เอาเงินคืนได้ ฉะนั้นความรวดเร็วในการระงับบัญชีนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญที่เราต้องมีการ ออก พ.ร.ก. ฉบับนี้เพื่อให้อำนาจธนาคาร สถาบันการเงินสามารถระงับบัญชีได้ และมีการ แชร์ข้อมูลกันด้วยว่าบัญชีชื่อคนนี้ บัญชีโอนต่อ ๆ ไปนี้ถือว่าเป็นบัญชีต้องสงสัยของคนร้าย ก็ต้องระงับบัญชีทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำให้สามารถรักษาทรัพย์สินเงินทอง ของพี่น้องประชาชนไว้ได้ให้มากที่สุด เรื่องที่สำคัญที่ผมได้กล่าวอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของ บัญชีม้าและ SIM ม้า ซึ่งตอนนี้ผิดกฎหมายแล้วนะครับ มีการดำเนินคดีไปหลายร้อยคดีแล้ว ซึ่งเมื่อก่อนนี้จะมีความผิดต่อเมื่อมีการดำเนินคดีกับขบวนการต่าง ๆ และมีการสืบเส้นทาง การเงินว่าใช้บัญชีชื่อใดบ้างในการโอนเงิน แต่วันนี้ท่านรับจ้างเปิดบัญชีม้า ประชาชนที่ไป เป็นเหยื่อ หรืออาจจะไม่ใช่เหยื่อก็ได้นะครับ คือรู้อยู่แล้วว่าไปขายบัญชีเพื่อไปทำสิ่งที่ ไม่ถูกต้อง วันนี้มีความผิดโทษจำคุก ๓ ปี ซึ่งวันนี้ก็ทำให้บัญชีม้าลดลง หรือแทบจะไม่มีแล้ว และวันนี้อยู่ที่กระบวนการต่อไปซึ่งธนาคาร สถาบันการเงินกำลังพยายามทำระบบร่วมกันอยู่ พัฒนาอยู่ก็เป็น Phase 1 ไปแล้ว คือการเชื่อมโยงข้อมูลแล้วก็ระงับบัญชี Phase 2 ก็คือ จะต้องมีการตรวจสอบพฤติกรรมการโอนเงิน หรือรูปแบบการโอนเงินที่เป็นลักษณะต้อง สงสัยว่าเป็นของคนร้ายนะครับ คือโอนเข้า โอนออกบ่อย ๆ โอนไปต่างประเทศบ่อย ๆ อะไร อย่างนี้นะครับ ที่เรารู้สึกว่าพฤติกรรมแบบนี้เป็นบัญชีต้องสงสัยซึ่งต่อไปถ้าระบบนี้สมบูรณ์ ธนาคารจะสามารถระงับบัญชีของคนร้ายได้ทันทีโดยไม่ต้องมีผู้มาร้องทุกข์ครับ ซึ่งอันนี้เป็น มาตรการเชิงรุกซึ่งจะทำให้ธุรกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย อาจจะไม่ใช่เฉพาะหลอกลวง ประชาชนแล้วต่อไป ที่ผิดกฎหมายจะถูกระงับยับยั้งไว้ก่อนที่จะไปสร้างความเสียหายกับพี่ น้องประชาชน ผมจึงกราบเรียนว่าพระราชกำหนดนี้ได้มีผลบังคับใช้ไปแล้วนะครับ ผมก็ได้ ติดตามนะครับว่าคดีอาชญากรรมต่าง ๆ ลดลงหรือไม่ ในช่วงต้นปีตั้งแต่ ๑ มกราคม ถึง ๑๖ มีนาคม มีการเกิดคดีที่มีการร้องทุกข์เข้ามาเฉลี่ย ๗๙๐ คดีต่อวัน หลังจากมีพระราชกำหนด บังคับใช้คือตั้งแต่วันที่ ๑๗ มีนาคม ถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม เฉลี่ยเหลือ ๖๐๓ คดีต่อวัน ก็คือ ลดลงจาก ๗๙๐ คดี เหลือ ๖๐๓ คดีต่อวันส่วนการอายัดบัญชีก็ทำได้ดีขึ้นนะครับ จากเดิม มีความเสียหาย ๑,๓๐๐ กว่าล้านบาท อายัดบัญชีได้ ๘๗ ล้านบาท หรือเพียง ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ ภายหลังมีพระราชกำหนดบังคับใช้ก็อายัดบัญชีได้จาก ๒,๔๐๐ ล้านบาท อายัดได้ทันที ๒๕๖ ล้านบาท หรือคิดเป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คืออายัดบัญชีได้ดีขึ้นแต่ก็ยังไม่ดี เท่าที่ควรนะครับ ผมคิดว่ามันควรจะดีกว่านี้ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องของระบบ เรื่องของมาตรการ ต่าง ๆ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้มาทำงานร่วมกันแล้วก็ผลักดันให้เกิดผลสำเร็จเป็น รูปธรรมต่อไปนะครับ

สุดท้ายนี้ก็ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ เป็นกฎหมายสำคัญนะครับ ที่มุ่งที่จะแก้ปัญหาเรื่องอาชญากรรม Online ซึ่งเป็นปัญหาของ พี่น้องประชาชน แล้วก็ได้มีการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ตามกฎหมายฉบับนี้ไปเป็นระยะเวลา หลายเดือนแล้วนะครับ แต่ก็อาจจะยังไม่ถูกใจ อาจจะไม่ได้ผล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่า ยังมีมาตรการอีกหลายอย่างที่ต้องขับเคลื่อนต่อไปนะครับ แต่อย่างไรก็ดีผมว่าอันนี้เป็น ก้าวแรกและก้าวสำคัญที่เราจะเข้าไปแก้ปัญหาอาชญากรรม Online โดยเจ้าหน้าที่ทุกส่วน ที่เกี่ยวข้องทั้งตำรวจ ปปง. DSI ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และ กสทช. ซึ่งเข้ามาช่วยกันดูเรื่องนี้อย่างเต็มที่นะครับ ก็ถือว่าเป็นกฎหมายสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาให้ พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง และจริง ๆ ก็เป็นกฎหมายที่ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ละครับ ที่มาชี้แจงท่านเป็นผู้ที่ช่วยกันยกร่าง ช่วยกันเสนอขึ้นมาจนรัฐบาลผลักดัน นำเป็น พ.ร.ก. ฉบับนี้เข้ามาสู่สภา ผมจึงขอ ความเห็นชอบจากพวกเราทุกคนด้วยให้การสนับสนุน เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ ได้ดำเนินการ ต่อไป เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้ประสบความสำเร็จให้ได้ ขอบคุณมากครับ