นภินทร แจงมาตรการดูแลราคาพืชไร่ หนุนกักตุนแทนจำนำ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๖

นภินทร ศรีสรรพางค์ ชี้แจงมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ในการดูแลราคาพืชไร่ไม่ให้ตกต่ำ โดยเน้นการส่งเสริมการกักตุนสินค้าส่วนเกินแทนการจำนำหรือประกันราคา เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดและคุ้มครองเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสนอให้รัฐสนับสนุนเงินทุนและอัตราดอกเบี้ยแก่สถาบันเกษตรและผู้รวบรวม เพื่อเก็บสต๊อกสินค้าในช่วงผลผลิตล้นตลาด โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีปัญหาราคาผันผวน ทั้งนี้เพื่อรักษาระดับราคาให้เหมาะสมทั้งแก่เกษตรกรผู้ปลูกและผู้เลี้ยงสัตว์

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

เรียนท่านประธานสภา ตลอดจนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ ท่านภูมิธรรม เวชยชัย ให้มาตอบกระทู้ถามในวันนี้ ต้องขอขอบคุณครับท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ได้ตั้งกระทู้ถามถึงราคาข้าวโพดตกต่ำ ด้วยความห่วงใยต่อพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผมกราบเรียนอย่างนี้ว่าหน้าที่ ของกระทรวงพาณิชย์นั้นภาระหนึ่งก็คือทำอย่างไรให้สินค้าเกษตรนั้นมีราคาสูงขึ้น ให้พี่น้อง เกษตรกรนั้นสามารถอยู่ได้ในราคาที่เหมาะสม และในขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ ก็ต้องดูว่าสินค้าเกษตรอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นปศุสัตว์ซึ่งต้องใช้อาหารสัตว์เป็นต้นทุนการผลิตถึง ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ มีราคาไม่สูงจนเกินไปที่ทำให้ต้นทุนของการเพาะเลี้ยงสัตว์นั้นสูงขึ้น ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดภาวะของการขาดทุน และทำให้พี่น้องประชาชนนั้นอาจจะต้องบริโภค เนื้อสัตว์ที่มีราคาสูงกระทบต่อค่าครองชีพ และมีผลกระทบต่อการแข่งขันในภาคการส่งออก ของเนื้อสัตว์ ผมเรียนอย่างนี้ว่าในภาพรวมนั้นในการดูแลสินค้าเกษตรในส่วนของพืชไร่ไม่ให้ตกต่ำ กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการในการดูแลก็คือ ในช่วงที่ผลผลิตพืชไร่ออกสู่ท้องตลาด เราจะมี มาตรการส่งเสริมในการเก็บ Stock ของสินค้าส่วนเกินเพื่อไม่ให้ระบายลงสู่ตลาด และทำให้ มีปัญหาสินค้าพืชไร่นั้นราคาตกต่ำ ซึ่งปฏิบัติเช่นนี้มาโดยตลอด โดยพยายามที่จะหลีกเลี่ยง การใช้มาตรการจำนำ และหลีกเลี่ยงในการประกันราคา เพราะเชื่อว่าการแทรกแซงลงไป ส่งเสริมในการเก็บ Stock สินค้าพืชไร่นั้นเป็นมาตรการที่ใช้เงินน้อยและทำให้กลไกตลาดนั้น เดินไปได้อย่างปกติ ในอดีตที่ผ่านมานั้นเราใช้มาตรการส่งเสริมให้เกษตรกรเก็บ Stock พืชไร่ ไม่ว่าจะเป็นข้าว มันสำปะหลัง หรือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตลอดจนให้สถาบันการเกษตรนั้น ช่วยเก็บ Stock โดยรัฐนั้นก็จะช่วยในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย หรือช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ในการเก็บ เช่น ถ้าเป็นข้าวก็ค่าฝากเก็บยุ้งฉาง ตันหนึ่งประมาณ ๑,๕๐๐ บาท แล้วก็ช่วย เรื่องของเมื่อรัฐไปตรวจในการเก็บ ก็เอาหลักฐานในการเก็บนั้นมากู้เงินกับ ธ.ก.ส. ได้ราคา ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของราคา ณ ขณะนั้น นี่คือมาตรการข้อที่ ๑

มาตรการข้อที่ ๒ ก็คือทำอย่างไรให้ผู้รวบรวม ถ้าเป็นข้าวอาจจะเป็นโรงสี หรือผู้ส่งออก ถ้าเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ก็คงจะเป็นผู้รวบรวม ถ้าเป็นมันสำปะหลังก็คือลานมัน ให้เก็บ Stock ในช่วงฤดูที่สินค้านั้นออกมาโดยรัฐช่วยเสริมเรื่องแหล่งเงินทุน โดยให้ สถาบันการเงินนั้นปล่อยเงินกู้ และรัฐช่วยเรื่องอัตราดอกเบี้ย ในอดีตนั้นช่วยอยู่ประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ ในช่วงที่สินค้านั้นผลผลิตนั้นออกสู่ท้องตลาด มันสำปะหลังก็ให้เวลา ในการเก็บ Stock ๒-๖ เดือน ส่วนข้าวโพดนั้นให้เวลา ๒-๔ เดือน ในการเก็บ Stock แล้วก็ช่วยเรื่องอัตราดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าในส่วนของข้าวโพด เลี้ยงสัตว์นั้นปีหนึ่งเราใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่ประมาณ ๘ ล้านตัน ในขณะที่ในประเทศนั้น เราผลิตได้อยู่ประมาณ ๔.๘-๕ ล้านตัน ต้องนำเข้าจากต่างประเทศอยู่ประมาณ ๓ ล้านตัน นี่คือข้อมูลซึ่งตรงกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ต้นทุนการผลิตของข้าวโพดนั้นอยู่กิโลกรัมละ ๗.๕๘ บาท นี่คือต้นทุนของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งต่อไร่นั้นจะมีผลผลิตออกมาเฉลี่ยอยู่ประมาณ ๗๐๐-๗๕๐ กิโลกรัมต่อไร่ และในอดีตเราเคยใช้วิธีการประกันราคาอยู่ตรง ๘.๕๐ บาท ซึ่งถือได้ว่าเกษตรกรนั้นพอจะอยู่ได้ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้สอบถามว่าราคาข้าวโพด ที่เพิ่มขึ้นมาถึง ๑๓ บาท แล้วก็ลดลงมาเหลือเพียง ๑๐ บาท ในช่วง ๒ เดือนที่ผ่านมานั้น กระทรวงพาณิชย์ทราบหรือไม่ และมีมาตรการอย่างไร ผมเรียนอย่างนี้ว่ากระทรวงพาณิชย์ ติดตาม Monitor อยู่ตลอดเวลา สาเหตุที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้นขึ้นมาถึง ๑๓ บาทในช่วง เดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคมนั้นมาจาก ๒ สาเหตุใหญ่ด้วยกัน สาเหตุแรกก็มาจาก ช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคมนั้นเป็นช่วงที่ไม่มีผลผลิตออกสู่ท้องตลาดทำให้ราคา ของข้าวโพดนั้นขึ้น อีกประการหนึ่งก็คือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์นั้นเพิ่มมากขึ้น ปรากฏว่า ในปี ๒๕๖๕ นั้นผู้เลี้ยงสุกรเจอปัญหาโรค ASF ปริมาณสุกรนั้นลดลงประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ในอดีตที่มีถึง ๑ ล้านตัว ลดลงมาเหลือเพียง ๕๐๐,๐๐๐ ตัว แต่ในปี ๒๕๖๖ นั้น พ่อพันธุ์แม่พันธุ์นั้นเพิ่มขึ้นมา ณ ปัจจุบันนี้อยู่ประมาณ ๙๔๐,๐๐๐ ตัว สามารถผลิตหมูขุน สุกรขุน สู่ท้องตลาดได้ประมาณ ๑๘-๑๙ ล้านตัวต่อปี นี่คือการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ทำให้ราคา ข้าวโพดในต้นปีจนถึงเดือนกรกฎาคมนั้นพุ่งขึ้นมาถึง ๑๓ บาท และอีกสาเหตุหนึ่งครับ ธัญพืช ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาลี ไม่ว่าจะเป็นข้าวบาร์เลย์ ซึ่งใช้ทดแทนข้าวโพดได้บางส่วน ไม่สามารถนำเข้าได้ เนื่องจากประเทศยูเครนนั้นเกิดสงครามไม่สามารถส่งออกธัญพืชได้ และใน ๒ เดือนที่ผ่านมาเราก็ Monitor ตลอด จะราคาข้าวโพดใน ๒ เดือนลดลงมาจาก ๑๓ บาท เหลือ ๑๐ บาท ก็ด้วยสาเหตุที่เกี่ยวพันกันครับ ประการแรก ก็คือสินค้าเกษตรของประเทศไทยอยู่ช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวมีผลผลิตออกมา มากขึ้น และในขณะเดียวกันธัญพืชที่ใช้ทดแทนข้าวโพดได้บางส่วนนั้นประเทศยูเครน สามารถเริ่มส่งออกได้ ทำให้ราคาข้าวโพดนั้นลดลงมาเหลืออยู่ประมาณ ๑๐ บาท ซึ่งสิ่งเหล่านี้ กระทรวงพาณิชย์ติดตามมาโดยตลอด ท่านถามว่ากระทรวงพาณิชย์มีมาตรการอย่างไร และมีความพร้อมอย่างไร ผมเรียนอย่างนี้ว่ากระทรวงพาณิชย์นั้นมีมาตรการในการที่จะเก็บ Stock ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ส่วนเกินเราพร้อม แต่ความพร้อมนั้นต้องดูสถานการณ์ช่วงจังหวะ โอกาสที่เหมาะสม เราทำได้ครับถ้าเราส่งเสริมมาตรการเก็บ Stock เร็ว แต่ก็จะทำให้ราคา ข้าวโพดนั้นอาจขยับและตรึงราคาสูงขึ้นอยู่ประมาณ ๑๑-๑๒ บาท แต่เราต้องมีมุมมอง อีกมุมมองหนึ่งว่า ในมิติอีกมิติหนึ่งคือการเลี้ยงสัตว์ ต้นทุนอาหารสัตว์ที่มันสูงเกินไปทำให้ ผู้เลี้ยงสุกรก็ดี ผู้เลี้ยงไก่ก็ดีอยู่ในภาวะของการขาดทุน และอาจจะทำให้พี่น้องประชาชน ต้องบริโภคอาหารโปรตีนนี้แพง และลดการแข่งขันในตลาดโลกเพราะต้นทุนของเหล่านั้น แพงขึ้น เพราะฉะนั้นมาตรการต่าง ๆ ถามว่าเราพร้อมไหม พร้อมแล้วแต่จะใช้เมื่อไร กระทรวงพาณิชย์มองครับว่าราคาข้าวโพดที่เหมาะสมนั้นในอดีตประกันอยู่ ๘.๕๐ บาท กระทรวงพาณิชย์มองว่าราคาที่เหมาะสมของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น มันควรจะอยู่ตรง ๘.๕๐-๙ บาทเศษ ๆ เป็นราคาที่เหมาะสม เป็นราคาที่สมดุลระหว่าง เกษตรกรกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ซึ่งในขณะนี้เรียนว่ากระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมมาตรการไว้ ดังนี้ว่า ในประการแรกเราให้สถาบันการเกษตรที่เก็บ Stock ข้าวโพดนั้นสามารถเก็บ ข้าวโพดได้โดยรัฐนั้นช่วยเรื่องของเงินทุน สถาบันการเกษตรนั้นต้องเสียดอกเบี้ยอยู่ ๔.๘๕ บาท ในการเก็บ Stock ข้าวโพดในช่วงที่สินค้าออกมา Over Supply หรือล้นตลาด โดยรัฐนั้นช่วยดอกเบี้ย ๓.๘๕ บาท สถาบันเกษตรกรรับผิดชอบเพียง ๑ บาทเท่านั้น และมีเวลาเก็บเกี่ยว ๒-๔ เดือน ขณะเดียวกันก็ช่วยในการเป็นผู้รวบรวมโดยให้เงินทุน ให้สถาบันการเงินปล่อยเงินทุนให้กับผู้รวบรวม โดยช่วยดอกเบี้ยร้อยละ ๔ จากอดีตเคยช่วย ๓ บาท เพิ่มเป็น ๔ บาท ซึ่งให้เวลาในการเก็บ Stock ๒-๔ เดือน ซึ่งเรื่องนี้เรียนว่าได้เสนอต่อ คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และประชุมเป็นที่ยุติแล้วในวันนี้ เห็นชอบเสร็จเมื่อตอนบ่ายโมงนี้เอง แล้วจะนำเข้าสู่คณะรัฐมนตรีคาดว่าคงจะเป็นสัปดาห์หน้า และสามารถนำมาตรการอย่างที่ผมกล่าวมา ๒ มาตรการที่พูดเมื่อสักครู่นี้ใช้ในเดือนพฤศจิกายน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป เพื่อรับซับข้าวโพดส่วนเกินไม่ให้ออกมาในท้องตลาด และทำให้ราคาข้าวโพดนั้นตกต่ำ นอกจากนี้มาตรการทางกฎหมายอีกมาตรการหนึ่งก็คือ ผลผลิตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้นออกมาพร้อมกันไม่ว่าประเทศไทยหรือประเทศเพื่อนบ้าน เราก็มีมาตรการทางกฎหมายว่าในช่วงที่ผลผลิตของประเทศไทยออกในช่วงเดือนกันยายน ถึงมกราคมเราไม่ให้มีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศให้เพียง อคส. คือองค์การ คลังสินค้านั้นสามารถนำเข้าได้เพียงบริษัทเดียวในช่วง ๖ เดือนนี้ โดยมีโควตาอยู่ประมาณสัก ๕๗,๐๐๐ ตันโดยประมาณ แล้วมาเก็บใน Stock ไม่ไหลออกไปสู่ท้องตลาด ในขณะเดียวกัน ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนสิงหาคม ภาคเอกชนสามารถนำเข้าได้แต่ก็มีระบบภาษี ต้องเสียภาษีถึง ๗๓ เปอร์เซ็นต์ และจะต้องเสียค่าธรรมเนียม ๑,๘๐๐ บาทต่อตัน เพื่อดึงราคา สินค้าเกษตรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของต่างประเทศ ซึ่งมีราคาถูกกว่าของประเทศไทยนั้นให้สูงขึ้น และไม่ทำให้กลไกของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศนั้นต่ำลง นี่คือมาตรการของกระทรวง พาณิชย์ ซึ่งผ่านคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในวันนี้แล้วจะเสนอต่อ ครม. ต่อไป และเชื่อว่ามาตรการนี้จะช่วยพยุงราคาของข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ให้อยู่ในราคาประมาณ ๘.๕๐-๙.๕๐ บาท เป็นราคาที่เหมาะสม และเกษตรกร เชื่อว่าเป็นราคาที่พึงพอใจ และในขณะเดียวกันเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ก็เป็นราคาที่เขาพอใจ เป็นจุดสมดุลที่เหมาะสม ก็ขอกราบเรียนตอบข้อซักถามในเบื้องต้นไว้เพียงเท่านี้ก่อนครับ ขอบคุณครับ