สหัสวัต ชูจำเป็นต้องแสวงหาความจริง แก้ปัญหาวนลูปความขัดแย้ง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๖

สหัสวัต คุ้มคง กล่าวถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นซ้ำในประเทศไทย พร้อมเสนอให้มีการแสวงหาความจริงและกระบวนการรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม โดยยกตัวอย่างจากประเทศอื่นที่ผ่านวิกฤติความรุนแรงและสามารถปรองดองได้สำเร็จ เพื่อผลักดันให้เกิดความยุติธรรมและการเยียวยาในสังคมไทย

นายสหัสวัต คุ้มคง ชลบุรี

เรียนท่านประธานสภาครับ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคก้าวไกล ผมอยากจะเริ่มด้วยคำง่าย ๆ ความจริง ทำไมเราต้องแสวงหาความจริง หลายท่านอาจจะบอกว่าตอนนี้เราผ่าน การเลือกตั้งมาแล้ว เรากำลังจะทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้า เราจะก้าวข้ามความขัดแย้ง เราจะปรองดองสมานฉันท์ จะเอาเรื่องเก่ามาพูดทำไม ผมเรียนอย่างนี้ครับ เคยสงสัยกัน ไหมครับ ทั้งที่เราก็ผ่านความขัดแย้งมาแล้วหลายครั้ง มีฆ่ากันตายกลางเมืองมาแล้วหลายหน ทำไมประเทศเรายังวน Loop ความขัดแย้ง รัฐประหาร ฆ่ากันกลางเมืองอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีคณะปรองดองมาแล้วกี่คณะ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ว่าปรองดองมาแล้วกี่ฉบับ ทำไม ยังแก้ปัญหาไม่ได้ สำหรับผมนะครับ เพราะเราไม่เคยมีการแสวงหาความจริง แล้วไม่มี การสร้างกระบวนการรับผิดชอบกันอย่างเป็นรูปธรรม ประเทศไทยของเราผ่านความรุนแรง มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ตั้งแต่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ พฤษภาทมิฬ เหตุการณ์ล้อมปราบฆ่าประชาชนในปี ๒๕๕๓ จนกระทั่งมาถึงเหตุการณ์ปราบปราม เด็กและเยาวชนด้วยความรุนแรงในปี ๒๕๖๓ ถึงปี ๒๕๖๕ เหตุการณ์เหล่านี้มีจุดร่วม หลาย ๆ อย่าง มีผู้เสียหายจำนวนมาก มีคนเจ็บ มีคนตาย มีคนสูญหาย แต่สิ่งหนึ่งที่กลับไม่ค่อยมีใครพูดถึง คือเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นและจบไปโดยที่ไม่เคยมีผู้มีอำนาจคนใดรับผิดชอบเลย ทุกเหตุการณ์ที่ผมกล่าวมาแทบจะไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่มี เจ้าหน้าที่รัฐคนใดต้องติดคุก คนติดคุกเป็นใครบ้างครับ เป็นประชาชนที่เขาออกไปเรียกร้อง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในปี ๒๕๕๓ ผมก็ไปร่วมชุมนุมกับคุณแม่ในการชุมนุมของคนเสื้อแดง เหตุการณ์นั้นก็มีคนสูญเสียมากมาย หลังจากเหตุการณ์นั้นพี่น้อง คนรู้จักผมหลายคน ก็ถูกจับบ้าง ลี้ภัยบ้าง ตอนนั้นในใจผมคิดว่าเรื่องแบบนี้มันคงจะยังไม่จบหรอก และอาจจะ วนกลับมาอีก น่าเศร้าครับ ปรากฏว่าผมคิดถูก เพราะหลังจากการรัฐประหารปี ๒๕๕๗ จนถึงปี ๒๕๖๕ จนถึงปัจจุบัน ก็ยังมีเพื่อนพี่น้องของผมจำนวนมากที่ต้องติดคุก ต้องลี้ภัย หลายท่านในสภาแห่งนี้รวมถึงคณะรัฐมนตรีที่เป็นผู้อาวุโส ก็เคยผ่านเหตุการณ์เหล่านี้มา บ่อยกว่าผมเสียอีก อาจจะเป็นภาพที่ท่านเห็นจนชินตา จนท่านสิ้นหวังหมดหวังไปแล้ว อันนี้ ผมก็ไม่ทราบได้ครับ แต่ผมยังไม่อยากให้ท่านหมดหวัง แล้วเราจะเอาความหวังเหล่านี้ กลับมาได้อย่างไร ก็กลับมาได้โดยการที่ต้องเริ่มต้นจากการค้นหาความจริงนี่ละครับ เราอาจจะคิดว่าประเทศไทยไม่เหมือนที่อื่นในโลก ปัญหานี้มันเฉพาะเจาะจง ที่อื่นไม่เป็น แบบเรา ไม่ใช่ครับ หลาย ๆ ประเทศทั่วโลกเจอปัญหาแบบนี้ เคยอยู่ในวงจรอุบาทว์ รัฐประหารฆ่ากันตายกลางเมือง แต่ปัจจุบันหลาย ๆ ประเทศก็ก้าวข้ามความขัดแย้งได้ เพราะอะไรครับ ผมจะไปดูกรณีศึกษาของต่างประเทศนะครับ ประเทศรวันดาครับ รวันดา เป็นประเทศที่มีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นตั้งแต่เมษายนถึงกรกฎาคมในปี ๑๙๙๔ เป็นสงครามความขัดแย้งระหว่าง ๒ ชนเผ่า มีคนตาย ประเมินว่าอาจจะถึง ๘๐๐,๐๐๐ คน หลังเหตุการณ์ผ่านไปหลายปีมีกระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้น ในปี ๒๐๐๑ รัฐบาลก็ผ่าน กฎหมายที่เรียกว่า Gacaca Courts หรือศาลกาชาชา โดยศาลกาชาชาทำหน้าที่แสวงหา ความจริงในระดับชุมชน ในระดับหมู่บ้าน เพื่อให้ผู้ก่อเหตุและเหยื่อได้พูดคุยกัน ทำความเข้าใจกัน มีกระบวนการรับผิดชอบ ขอโทษขอโพย มีบทลงโทษต่าง ๆ มีการถูก ยอมรับ มีการถูกประณาม และรัฐบาลกลางเองก็ให้ความสำคัญ มีการสร้างอนุสรณ์สถาน มีการประกาศให้วันครบรอบเหตุการณ์เป็นวันหยุดประจำปี และประธานาธิบดีก็ไปร่วมทุกปี หรือเอามาใกล้บ้านเราหน่อยอย่างเกาหลีใต้ ในเหตุการณ์ ๑๘ พฤษภาคม ปี ๑๙๘๐ หรือที่เรารู้จักกันในนามเหตุการณ์ประท้วงที่กวางจู เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการประท้วง ของประชาชน แรงงาน นิสิต นักศึกษาที่ ออกมาประท้วงอดีตประธานาธิบดีเผด็จการ ช็อน ดู-ฮวัน เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการสังหารประชาชน โดยกองทัพที่สังหารบุคคล ไปประมาณ ๑๖๕ คน และผู้เสียหายอีกกว่าร้อยคน เวลาผ่านไป ๑๕ ปี รัฐบาลเกาหลีใต้ เริ่มมีการจับกุมและนำผู้ก่อการรัฐประหาร และนายพลต่าง ๆ มาดำเนินคดี ในปี ๒๐๒๐ มีการตั้ง Truth Commission หรือคณะกรรมการค้นหาความจริงขึ้น และเริ่ม สืบสวนคดีสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องเพื่อแสวงหาความจริงและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ มีการสร้างอนุสรณ์สถานให้วันดังกล่าวเป็นวันหยุดแห่งชาติที่ประธานาธิบดีจะต้องมา ร่วมงาน และอีกหลาย ๆ ประเทศ กลับมาที่บ้านเรา มีกี่เหตุการณ์แล้วครับ มีเหตุการณ์ไหน เป็นวันหยุดบ้าง มีเหตุการณ์ไหนบ้างที่ผู้นำประเทศจะต้องออกมาแสดงความเสียใจ สร้างความทรงจำต่อไปบ้างไหมครับ เราพูดถึงนิรโทษกรรมกันบ่อยมาก นิรโทษกรรม ได้อย่างไรถ้าเราไม่ค้นหาความจริง เพราะถ้าเราไม่ทราบความจริงจะไม่มีวันเลยที่เราจะรู้ว่า บุคคลเหล่านี้ทำผิดจริงหรือไม่ ถ้าหากไม่ได้ทำผิดเราจะนิรโทษกรรมเขาได้อย่างไร กระบวนการรับผิดนี่สำคัญมากนะครับ อาจจะสำคัญกว่ากระบวนการรับโทษด้วยซ้ำ เพราะการรับผิดเป็นการแสดงความกล้าหาญและรับผิดชอบว่าตนได้กระทำผิดไป มีโอกาส ขอโทษคนอื่นอย่างจริงใจ อย่างสำนึกผิด ไม่ใช่รับโทษไปโดยที่ไม่ได้สำนึกผิด สิ่งที่ผมเสียดายมาก คือหนังสือที่อยู่ในมือผมเล่มนี้ หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่าความจริงเพื่อความยุติธรรม หนังสือเล่มนี้ เป็นอนุสรณ์ของความพยายามในการค้นหาความจริงในเหตุการณ์ปี ๒๕๕๓ ที่จัดทำโดย กลุ่มประชาชนและนักวิชาการ มีรายละเอียดเยอะแยะมากมายว่าใครถูกยิงที่ไหน อย่างไร เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง ภาคประชาชนพยายามมาก ๆ แต่น่าเสียดาย ท้ายสุดหนังสือ เล่มนี้ไม่ได้รับความสนใจจากผู้มีอำนาจเลย ถ้าหากเราสามารถตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ มาศึกษาเรื่องการสลายการชุมนุมได้ ผมก็หวังว่าข้อเท็จจริงจะปรากฏ มีการเยียวยาเหยื่อ มีการปฏิรูปองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีการนิรโทษกรรม และท้ายที่สุดมีการสร้าง กระบวนการที่ทำให้สังคมยอมรับ สรุปครับ เราได้อะไรจากกรณีศึกษาในต่างประเทศบ้าง เราได้รู้แล้วว่าประเทศประเทศหนึ่งจะเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ที่ตั้งมั่นได้นั้น จะต้องมีประวัติศาสตร์บาดแผล จะต้องเห็นข้อผิดพลาดในอดีตแล้วต้องจดจำมัน ผมย้ำว่า การเดินไปข้างหน้าต้องเดินทางผ่านความเจ็บปวด ไม่ใช่การลืม เพราะการลืมมันจะทำให้เรา ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า การลืมมันจะทำให้แต่ละเหตุการณ์มีคำพูดเช่น Unfortunately some people died ออกมา ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่ Some people แต่เป็นคนไทยที่มีชื่อ มีพ่อแม่ มีครอบครัว มีคนที่รักเขา รอเขากลับบ้าน แล้วมันไม่ใช่ซ้ำ Some people แต่มันเป็น Many people died again again and again เราตายกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยที่เราไม่รู้ว่า ใครเป็นคนสั่งฆ่า ใครเป็นคนสั่งยิง เรารู้จักคนตายเหล่านี้ในฐานะวีรชน แต่วีรชนเหล่านี้ จะตายฟรีถ้าประชาธิปไตยของประเทศนี้ไม่ได้ถูกพัฒนาอย่างที่เขาตั้งใจ ผมไม่อยากให้ เหตุการณ์การสูญเสียเยาวชนอย่าง วาฤทธิ์ สมน้อย ที่ถูกยิงเสียชีวิตหน้าบริเวณ สน. ดินแดง เป็นสิ่งที่จะเลือนหายไปกับสายลมอีกเหมือนกับหลาย ๆ คนในอดีต แล้วผมไม่อยากให้เกิด การรัฐประหารซ้ำ ๆ แล้วก็มีการมาพูดว่าถึงตายก็พูดไม่ได้ในสภาแห่งนี้อีกแล้ว การค้นหา ความจริงจะต้องเริ่มขึ้นได้แล้ว และความจริงจะต้องถูกพูดได้ในสภาแห่งนี้ แล้วขออนุญาต เอ่ยนามท่านจำลอง ที่ท่านอภิปรายว่ารุนแรง ไม่รุนแรง เราเถียงกันไม่จบหรอกครับถ้าไม่มี การหาความจริง ซึ่งจะเริ่มได้จากการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ละครับ ขอบคุณครับ