วีรนันท์ ฮวดศรี อภิปรายสนับสนุนการตั้งกรรมาธิการวิสามัญสอบสวนการสลายการชุมนุมระหว่างปี 2563 ถึง 2565 โดยตั้งข้อสังเกตถึงความรุนแรงเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบมาตรฐานการฝึกอบรม จิตใจ อุปกรณ์ และคุณภาพของสารเคมี แก๊สน้ำตา และกระสุนยาง เพื่อป้องกันอันตรายต่อผู้ชุมนุม รวมทั้งเรียกร้องให้สอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลาง ยุติการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมอย่างหนักหน่วง และยอมรับผลการตรวจสอบเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม วีรนันท์ ฮวดศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๑ พรรคก้าวไกล ตัวแทนพี่น้องชาวตำบลในเมือง ตำบลเมืองเก่า ตำบลพระลับ วันนี้ขอร่วม อภิปรายสนับสนุนญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา มาตรการควบคุมฝูงชนและแสวงหาข้อเท็จจริงการสลายการชุมนุม อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ การชุมนุมของเยาวชน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๖๓ ถึง พ.ศ. ๒๕๖๕ ดังต่อไปนี้ ท่านประธานครับ ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ที่มีการออกมาชุมนุมเรียกร้อง ทางการเมืองของพี่น้องประชาชนหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา นิสิต เยาวชน รวมถึง พี่น้องประชาชน ซึ่งออกมาชุมนุมเรียกร้องตามสิทธิและเสรีภาพที่ได้รับการรับรองตามธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง แต่ปรากฏว่าในการชุมนุม มีการสลายการชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุม มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นได้รับบาดเจ็บจากการถูกกระบองของ คฝ. ฟาด หรือผลกระทบต่อระบบ ทางเดินหายใจหรือผิวหนังจากการที่มีส่วนผสมของสารเคมีในรถฉีดน้ำแรงดันสูง หรือจาก แก๊สน้ำตา รวมถึงการถูกทำร้ายร่างกายจากการสลายการชุมนุม ท่านประธานครับ ผมเห็นหลายเหตุการณ์ต่อหน้าต่อตา ซึ่งจากเหตุการณ์ที่ผมประสบด้วยตัวเองนั้นทำให้รู้สึกว่า การกระทำดังกล่าวของตำรวจควบคุมฝูงชนหรือที่เราเรียกว่า คฝ. นั้นเกินกว่าเหตุ ใช้ความรุนแรงที่เกินกว่าเหตุและไม่เป็นไปตามหลักสากล และขัดกับหลักการตามสิทธิมนุษยชน ที่ให้การรับรองไว้ ทำราวกับว่าผู้ชุมนุมหรือผู้ออกมาใช้สิทธิในการชุมนุมเรียกร้องต่าง ๆ นั้นไม่ใช่เพื่อนมนุษย์ ซึ่งผมมีข้อสังเกตต่อหลายเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของ คฝ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้ครับ
ประการแรก หลักสูตรการฝึกอบรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อการฝึกอบรมของชุด คฝ. นั้น หลักสูตรมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด และหลักสูตร ดังกล่าวนั้นได้รับการรับรองจากสากลหรือไม่ อย่างไร
ประการที่ ๒ มีการตรวจสอบและประเมินผลของเจ้าหน้าที่ คฝ. ที่ผ่าน การฝึกอบรมหรือไม่ว่ามีสภาพจิตใจพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมฝูงชนหรือไม่ อย่างไร และมีการ Check คฝ. เพราะว่าในการปฏิบัติหน้าที่จริงนั้น คฝ. มาจากทั่วประเทศ เป็นการสนธิกำลัง ไม่ว่าจากนครบาล จากตำรวจภูธรจังหวัด จากตำรวจภูธรภาค ว่ามีมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ในการควบคุมฝูงชน
ประการที่ ๓ อุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมฝูงชน ไม่ว่าจะเป็นสารเคมีที่ผสม ในน้ำที่ใช้ฉีดหรือว่าใช้สลายผู้ชุมนุม รวมถึงแก๊สน้ำตา หรือแม้กระทั่งกระสุนยาง ได้มี การตรวจสอบคุณภาพหรือไม่ อย่างไร ว่าสิ่งของเหล่านี้นั้นหมดอายุแล้วหรือยัง มีคุณภาพ หรือไม่ เพราะมีผลกระทบโดยตรงต่อร่างกายของผู้ที่เข้าร่วมชุมนุม
ประการต่อมา ในทางปฏิบัติการสลายการชุมนุมในหลายครั้งต่อผู้ร่วมชุมนุมนั้น ไม่ได้เป็นไปตามหลักสากล มีการสลายการชุมนุมที่ใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ เช่น ใช้กระสุนยางยิงผู้ชุมนุมในระยะกระชั้นชิดหรือยิงใส่ตัวโดยตรง ดังที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ไปแล้ว เท่าที่ผมมีข้อมูล มีผู้สูญเสียดวงตาไม่น้อยกว่า ๓ คน จากการสลายการชุมนุม และมี ผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก หากท่านใดที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเหล่านี้ได้ทาง ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เป็นที่น่าสังเกตว่าตลอดการชุมนุมเรียกร้องของผู้ที่ ออกมาใช้สิทธิชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ จนถึงปี ๒๕๖๕ นั้น มีการดำเนินคดีกับ ผู้ร่วมชุมนุม แกนนำ นิสิต นักศึกษา เยาวชน และประชาชนเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ หลายคนต้องมีภาระทางคดีจนถึงทุกวันนี้ หลายคนหมดเนื้อหมดตัวกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ในระหว่างการต่อสู้คดี เพื่อที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองว่าตัวเองนั้นใช้สิทธิ และเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง ซึ่งผู้ร่วมชุมนุมมีเพียงแค่การแสดงออกและความคิด ที่เห็นต่างจากฝ่ายรัฐบาลในขณะนั้น แต่รัฐบาลกลับทำกับผู้ร่วมชุมนุมราวกับว่าพวกเขา เหล่านั้นเป็นอาชญากรร้ายแรง ทั้งที่จริงแล้วพี่น้องประชาชนที่ออกมาร่วมชุมนุม ทุกภาคส่วนนั้นมีความปรารถนาดีต่อประเทศ อยากให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย แต่ในทาง ตรงกันข้ามเรายังไม่มีมาตรการใด ๆ เลยที่จะดำเนินคดีหรือควบคุมการใช้อำนาจ หรือให้ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมฝูงชนที่ดำเนินการนอกเหนือกฎหมาย หรือไม่ปฏิบัติตาม ขั้นตอนหลักสากลในการสลายการชุมนุม หรือใช้ความรุนแรงที่เกินกว่าเหตุกับผู้ร่วมชุมนุม นอกจากนี้เรายังไม่เห็นท่าทีจากทางรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะแสวงหาข้อเท็จจริง ในการสลายการชุมนุมที่เกิดขึ้นระหว่างปี ๒๕๖๓ ถึงปี ๒๕๖๕ เลย นอกจากการดำเนินคดี แบบเดินหน้า ดำเนินคดีเอาเป็นเอาตายกับผู้ร่วมชุมนุมทางการเมืองครับ
สุดท้ายนี้ผมขอสนับสนุนญัตตินี้เพื่อทำให้ความจริงปรากฏ สรุปบทเรียน เพื่อทำความเข้าใจ รวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านและเพียงพอที่จะชี้ได้ว่าใครถูก ใครผิด และเป็นข้อมูลที่ทุกฝ่ายยอมรับ เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีที่พึ่งและไว้วางใจ ในการแสวงหาข้อเท็จจริงได้ ผมจึงสนับสนุนในการดำเนินการตั้งคณะกรรมาธิการคณะนี้ ขอบคุณครับ