ชลธิชา แจ้งเร็ว หารือกรณีการเสียชีวิตของเยาวชนและผู้สูงอายุจากการสลายการชุมนุมในปี 2564 เรียกร้องความยุติธรรมและการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง พร้อมท้วงติงการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ที่ขัดหลักสากล โดยเฉพาะการใช้กระสุนยางยิงศีรษะผู้ชุมนุมที่ก่อให้เกิดบาดเจ็บสาหัสและสูญเสียดวงตา พร้อมตั้งข้อกังวลต่อความไม่โปร่งใส การดำเนินคดีที่ไม่เสมอภาค และวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่ ภายใต้การใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ขยายเกินวัตถุประสงค์ จึงเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูล รายงานผล และจัดตั้งกลไกตรวจสอบอย่างอิสระเพื่อสร้างความรับผิดชอบและความเชื่อมั่นระหว่างรัฐกับประชาชน
เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคก้าวไกล ขอ Slide ด้วยนะคะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ครอบครัวเราขาดรอยยิ้มไปรอยหนึ่ง ดวงใจแม่ขาด ดวงใจแทบสลายแล้ว คดีนี้ควรที่จะกระจ่าง มันไม่ควรที่จะเงียบ ข้อความ ดังกล่าวนี้คือคำพูดของคุณแม่ต่อหน้าศพของน้องวาฤทธิ์ สมน้อย เยาวชนวัย ๑๕ ปีที่ถูกยิง ด้วยกระสุนจริงโดยบุคคลที่สาม ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ คฝ. เข้าทำการควบคุม สถานการณ์และเข้าทำการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมาค่ะ และในขณะเดียวกัน ๑ วันก่อนหน้านั้น คุณมานะ หงษ์ทอง ชายวัย ๖๔ ปี ขณะเดินทาง กลับบ้าน เขาได้ถูกลูกหลงจากกระสุนยางจากเจ้าหน้าที่ คฝ. ยิงเข้าที่ศีรษะจนเป็น ผู้ทุพพลภาพกว่าครึ่งปี ก่อนที่จะเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ปี ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา โดยญาติ ได้เข้าไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สน. ดินแดง แต่อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มี การแจ้งกลับมาว่าได้งดการสอบสวนเพราะไม่ทราบตัวผู้กระทำความผิด นี่เป็นเพียงแค่ ๒ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ๒ ชีวิตที่สิ้นลมจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมในช่วงปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา การรอคอยความยุติธรรมให้กับคนรักที่สิ้นลมไปพร้อมกับความเคลือบแคลง ความสงสัย เป็นความทุกข์ทรมานที่เกินกว่าพวกเราในที่นี้จะเข้าใจความสูญเสียของญาติ ผู้เสียชีวิต โดยในวันนี้ดิฉันจะขอพูดถึง ๒ ประเด็น ที่จะเป็นหมุดหมายสำคัญของการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญในครั้งนี้
ประเด็นแรก ก็คือเรื่องของความรับผิด ความโปร่งใส แล้วก็การตรวจสอบได้ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สิ่งหนึ่งเลยที่ดิฉันมองว่าเป็นปัญหาอย่างมาก ๆ ก็คือประเด็นเรื่องของ การขาดการแจ้งแนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ชัดเจน โดยที่ผ่านมาอย่างที่ เราทราบกันดีว่าในช่วงที่มีการชุมนุมตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ เป็นต้นมา เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้มีการแจ้งแผนการดูแลการชุมนุมล่วงหน้าว่าจะใช้อาวุธอะไรบ้าง กับผู้ชุมนุม หรือว่ามีแนวทางในการรับมือการชุมนุมอย่างไรบ้าง ไม่ได้มีการเปิดเผยว่าจะใช้ กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในการควบคุมพื้นที่การชุมนุมอย่างไร แล้วในขณะเดียวกันหลายครั้ง เราไม่สามารถที่จะระบุตัวตนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ใช้กำลังในการสลายการชุมนุมได้ ซึ่งการไม่เปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ยิ่งสร้างความไม่ไว้วางใจต่อกันระหว่างผู้ชุมนุม กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ คฝ. ว่าท้ายที่สุดแล้วการควบคุมการชุมนุมดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อที่จะมา รักษาความปลอดภัย หรือมาอำนวยความสะดวก หรือจะมาขัดขวาง หรือทำร้ายผู้ชุมนุม และเมื่อสิ้นสุดการชุมนุมแล้วเราก็พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้มีการรายงานผลการปฏิบัติงาน ให้สาธารณะทราบ โดยเฉพาะในประเทศไทยเองที่ไม่ได้มีกลไกในการให้ตั้งคณะกรรมการ ในการตรวจสอบ หรือการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ คฝ. จะต้องมารายงานผลการดำเนินงาน ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสลายการชุมนุมต่อคณะกรรมการอิสระต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการอิสระในส่วนของฝ่ายรัฐบาลเอง ฝ่ายรัฐสภาเอง หรือแม้กระทั่งองค์กรอิสระ อย่าง กสม. เราพบว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีการชี้แจงหรือการตรวจสอบ ซึ่งดิฉันเองคาดหวัง เป็นอย่างมากว่าการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในครั้งนี้จะเป็นหมุดหมายสำคัญครั้งหนึ่ง ที่เราจะช่วยกันเซตมาตรฐานในการตรวจสอบ แล้วก็สร้างความโปร่งใสในการใช้ความรุนแรง ของเจ้าหน้าที่รัฐต่อผู้ชุมนุมด้วยกันค่ะ
อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญมาก ๆ ก็คือประเด็นเรื่องความรับผิดของ เจ้าหน้าที่ตำรวจ จาก Slide ด้านบนเราจะพบว่าทาง iLaw ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคม ได้มีการรวบรวมสถิติ ข้อมูลคดีการชุมนุมที่เกิดขึ้น เราพบว่าในคดีความหลาย ๆ คดี เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการควบคุมตัวผู้ชุมนุมที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมได้อย่างรวดเร็ว ในหลายครั้งเร็วสุดเท่าที่ดิฉันทราบมาก็คือ ๒ วัน สามารถจับกุมผู้ชุมนุมได้แล้ว แต่ว่า ส่วนกรณีของคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกฟ้องร้อง ถูกดำเนินคดีว่าสลายการชุมนุมโดยมิชอบเอง หรือว่าใช้กำลัง ใช้ความรุนแรงโดยมิชอบในการสลายการชุมนุม อย่างเช่น กรณีที่ตำรวจ ขับรถชนผู้ชุมนุมที่แยกดินแดง หรือว่ากรณีที่ตำรวจใช้ปืนลูกซองยิงประชาชนในระยะ ประชิดเอง คดีความต่าง ๆ เหล่านี้กลับไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด แต่เมื่อเทียบกับกรณีที่ ประชาชนถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจากตำรวจ คดีความกลับรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันยิ่ง ทำให้พวกเราแล้วก็รวมถึงภาคประชาชนหลาย ๆ คนกังวลเป็นอย่างมากถึงความรับผิด ของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี ๒๕๖๓ เป็นต้นมา ได้มีการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินร้ายแรง หรือ พ.ร.ก. ฉุกเฉินขึ้นมาเพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด แต่ในขณะเดียวกันรัฐเองก็ใช้เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการควบคุมการชุมนุมด้วย ซึ่งอันนี้ ก็สร้างความกังวลถึงเรื่องของความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งจะไปส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรม ลอยนวลพ้นผิด
ประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันอยากพูดถึงก็คือเรื่องของการสลายการชุมนุมที่ขัดต่อ หลักการสากล ประเด็นแรกคือเรื่องของการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเวลาสลายการชุมนุม ขาดการพิจารณาถึงหลักการหรือแกนหลักในการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุม ซึ่งในวันนี้ ดิฉันขอยกตัวอย่างหลักการ Three-prong Test ซึ่งในวารสารของอาจารย์พัชร์ นิยมศิลป ในวารสารของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการพูดถึงหลักการนี้ ซึ่งเป็นหลักการที่คำนึง ถึงว่าทุกครั้งที่รัฐจะจำกัดเสรีภาพในการชุมนุม รัฐจะต้องอธิบายว่าการจำกัดเสรีภาพ ในครั้งนั้นได้มีการทดสอบตามหลักการ Three-prong Test หรือไม่ ประเด็นแรกของ การตรวจสอบในขั้นแรกก็คือเรื่องของมีการใช้กฎหมาย หรือว่ามีกฎหมายรับรอง มี พ.ร.บ. รับรองที่จะให้อำนาจในการจำกัดเสรีภาพนั้น ๆ หรือไม่ อันนี้เป็นขั้นแรกที่จะต้องตรวจสอบ ขั้นที่ ๒ ก็คือเรื่องของการจำกัดเสรีภาพนั้น มีวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และขั้นที่ ๓ คือการจำกัดเสรีภาพนั้น ๆ มีความจำเป็น มีความเหมาะสมในสังคมประชาธิปไตย หรือไม่ หรือว่ามีมาตรการอื่นอย่างไรที่จะสามารถทดแทนได้
อีกประเด็นหนึ่ง ดิฉันอยากจะพูดถึงก็คือเรื่องของการที่เจ้าหน้าที่ คฝ. ใช้อาวุธผิดหลักการสากลในการทำร้ายผู้ชุมนุม ซึ่งในการนี้ดิฉันขอพูดแบบเร็ว ๆ นะคะ ขออนุญาตพูดถึง Slide ถัดไปเลย จากข้อมูลของภาคประชาสังคม ได้มีการทำข้อมูลสถิติ ออกมาว่าในกรณีที่ คฝ. ใช้กระสุนยางยิงผู้ชุมนุมที่ไม่ได้ใช้ความรุนแรง หลายครั้งเวลาเรา พูดถึงการใช้กระสุนยาง โดยปกติแล้วตามหลักการสากลกระสุนยางเขาให้ยิงที่ส่วนล่าง ของร่างกาย แต่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในช่วงการชุมนุมปี ๒๕๖๓ เป็นต้นมา เราพบว่า คฝ. ใช้กระสุนยางยิงส่วนบนของร่างกายของผู้ชุมนุม แล้วน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคน เกิดพิการ หรือว่าหลายคนสูญเสียดวงตา อย่างน้อย ๓ คนที่สูญเสียดวงตาไปแล้ว
อีกส่วนหนึ่ง คือการใช้กระบองของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งปกติแล้วการใช้ กระบองของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีเกณฑ์ในการใช้ คือใช้กับผู้ที่ใช้ความรุนแรงเท่านั้น หรือว่า ตีที่แขนหรือขา แต่ไม่ให้ตีที่ศีรษะหรือคอ แต่จากภาพที่เห็นหลายครั้งมากที่ คฝ. รุมผู้ที่ชุมนุม ถึงแม้ว่าเขาเองจะไม่ได้มีการพกพาอาวุธ หรือว่าไม่ได้มีพฤติกรรมของการใช้ความรุนแรง แต่อย่างใด สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นแล้วก็สะท้อนให้เห็นถึงการที่ คฝ. เองได้ใช้ กลไก ใช้มาตรการในการควบคุมฝูงชนที่ขัดกับหลักมาตรฐานสากล ดิฉันจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ณ วันนี้เราควรที่จะต้องมีการสร้างมาตรฐานร่วมกันในการใช้เสรีภาพในการชุมนุม โดยสงบของประชาชนให้มีความปลอดภัยเช่นเดียวกัน และในขณะเดียวกันคือเว้นวัฒนธรรม ลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ขอบคุณค่ะ