จิราพร สินธุไพร สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่เสนอให้ตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติอย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อขัดแย้งและป้องกันการล้มเหลวจากคำถามที่อาจขัดกับนโยบายรัฐบาลหรือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จิราพร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอขอบคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสดิฉันได้ร่วมอภิปรายญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาเห็นชอบและแจ้งให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติ เพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งดิฉันต้องเรียนว่า ในหลักการใหญ่ดิฉันเห็นด้วยที่จะให้มีการทำประชามติ และเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะให้มี การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ให้เป็นประชาธิปไตย อย่างไรก็ดีดิฉันมีข้อสังเกต ต่อการเสนอญัตติด่วนฉบับนี้ ซึ่งมีการกำหนดคำถามว่าท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าประเทศไทย ควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับแทนที่รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๖๐ ฉบับปัจจุบัน โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ซึ่งคำว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ มีข้อสังเกตว่าอาจจะขัดกับคำแถลงนโยบาย ของรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๖ ซึ่งมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งในหน้า ๖ มีรายละเอียดของนโยบายเร่งด่วนสุดท้ายระบุว่า การแก้ปัญหาความเห็นต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เพื่อให้คนไทยได้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยยึดรูปแบบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่แก้ไขในหมวด พระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ในหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเราไปดู ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ได้มีคำวินิจฉัยแบ่งเป็น ๒ ระดับ ๓ ลักษณะ โดยในระดับที่ ๑ สำคัญมาก กำหนดให้การแก้ไขเป็นไปได้ยากมาก อาทิ มาตรา ๒๕๕ ซึ่งบัญญัติว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวางหลักไว้ว่าห้ามมิให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญตรงส่วนนี้โดยเด็ดขาด ดังนั้นจึงอาจถือว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ช่วยตอกย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยกเว้นหมวด ๑ และหมวด ๒ จะเป็นการลดแรงเสียดทาน ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปลอดภัยที่สุด และเอื้อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้มากยิ่งขึ้น ท่านประธานที่เคารพคะ การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเว้นหมวด ๑ และหมวด ๒ ก็ไม่ได้ทำให้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญไร้ความหมายแต่อย่างใด เพราะถ้าเราสามารถผลักดันให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้เมื่อไร สสร. ที่จะเป็นตัวแทนเข้าไปแก้รัฐธรรมนูญสามารถเข้าไป แก้ไขหมวดที่เหลือได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นกลไกที่ถูกฝังไว้ ในรัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจ หรือรักษาอำนาจของคนที่เชื่อมโยงกับระบอบเดิม ไม่ว่า จะเป็นอำนาจของวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ที่มาขององค์กรอิสระต่าง ๆ ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี สสร. ก็สามารถเข้าไปพิจารณาแก้ไขได้ นอกจากนี้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ยังทำให้เกิดประเด็นที่ต้องถกกันต่อว่าสรุปแล้วการจัดทำประชามติต้องทำ กี่ครั้งกันแน่ จะเป็น ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครั้ง ซึ่งในส่วนนี้เราต้องการความรอบคอบและรัดกุม เพราะ ๑. การทำประชามติแต่ละครั้งต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐ ล้านบาท ๒. การทำประชามติครั้งนี้ไม่ได้ง่ายเหมือนสมัยที่เราจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพราะการทำ ประชามติรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ระบุว่าต้องทำแบบ Double Majority คือเสียงข้างมาก ๒ ระดับ ระดับที่ ๑ ประชาชนที่มาใช้สิทธิเลือกตั้งต้องเกินครึ่งของผู้มาใช้สิทธิ ซึ่งแม้ว่า ที่ผ่านมาสถิติการใช้สิทธิทำประชามติในปี ๒๕๕๐ มีคนออกมาทำประชามติประมาณ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ การทำประชามติปี ๒๕๖๐ คนออกมาประมาณ ๕๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็เกิน ครึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ และในระดับที่ ๒ ก็คือการทำประชามติต้องได้เสียงข้างมากของผู้มา ใช้สิทธิ แต่ว่าบรรยากาศของการแก้ไขธรรมนูญในปีนี้กับเมื่อหลายปีก่อนมันไม่เหมือนกัน ดังนั้นการกำหนดคำถาม การดำเนินการจะส่งผลอย่างยิ่งต่อผลลัพธ์การทำประชามติ ในครั้งนี้ ซึ่งเราต้องดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์ที่การทำ ประชามติไม่ผ่าน ท่านประธานที่เคารพคะ ด้วยเหตุผลรายละเอียดที่กล่าวมา จะเห็นว่า การออกแบบการทำประชามติมีความละเอียดอ่อนทั้งในแง่ของงบประมาณ และต้องคำนึง อย่างรอบด้านว่าการทำประชามติจะผ่านต้องทำอย่างไร คำถามต้องถามแบบไหน และต้อง ทำกี่ครั้ง เพื่อให้มีความรอบคอบ และให้การแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ที่ถูกขนานนามว่า เป็นเหมือนค่ายกลแก้ไขได้ยากมาก ให้เราสามารถทะลวงค่ายกลนี้แล้วก็แก้ไขได้สำเร็จ ท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างกันมากมายหลายประเด็น ดิฉันจึงสนับสนุนแนวคิดของรัฐบาล ที่ให้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขปัญหา ความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งเรา อาจจะต้องเสียเวลาเพิ่มอีกเพียงเล็กน้อยเพื่อศึกษาให้รอบคอบ เพื่อให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญให้สำเร็จเป็นจริงตามที่ได้สัญญาไว้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งจากการแถลง ของคณะกรรมการชุดนี้ ได้มีการประชุมนัดแรกไปแล้วเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๖ และมี การตั้งคณะอนุกรรมการ ๒ คณะ คือ คณะที่ ๑ คณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางการทำ ประชามติให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และกำหนดว่าต้องทำประชามติ ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครั้งกันแน่ ชุดที่ ๒ เป็นคณะอนุกรรมการรับฟังความเห็นจากกลุ่มอาชีพ ต่าง ๆ เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะที่เรากำลังถกญัตติประชามติอยู่ในวันนี้ คณะอนุกรรมการทั้ง ๒ คณะ กำลังมีการประชุมนัดแรก โดยคณะกรรมการวางเป้าหมายใหญ่ ที่จะได้ข้อสรุปทั้งหมดภายในสิ้นเดือนธันวาคม ปี ๒๕๖๖ ก็คืออีกไม่กี่วัน กี่เดือนนี้ค่ะ แล้วก็ จะมีการทำประชามติในช่วงไตรมาสแรกของปี ๒๕๖๗ นั่นหมายความว่าเหลือเวลาไม่กี่เดือน ประเทศไทยจะเริ่มเข้าสู่ Mode การรณรงค์ทำประชามติทั้งประเทศ สุดท้ายนี้ ตั้งแต่มี การอภิปรายมา ดิฉันยังไม่เห็นว่ามีสมาชิกท่านไหนลุกขึ้นอภิปรายว่าไม่เห็นด้วยกับการทำ ประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ และถ้าถามว่าถ้ามีพรรคการเมืองไหนที่อยากแก้ไข รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มากที่สุด ดิฉันมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคอันดับต้น ๆ ที่อยาก แก้ไขร่างประมวลฉบับนี้อย่างแน่นอน แต่เมื่อดิฉันได้พิจารณาคำถามประชามติที่กำหนด ในญัตตินี้ ทำให้เห็นว่ายังมีรายละเอียดที่ทำให้เกิดข้อคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่มาก ซึ่งหาก วันนี้จะมีมติออกมาว่าดิฉันไม่เห็นด้วยกับญัตติด่วนฉบับนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าดิฉัน ไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติ หรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ดิฉันไม่เห็นด้วย เพราะว่ามีข้อกังขาต่อคำถามการทำประชามติที่ระบุไว้ ดังรายละเอียดที่ดิฉันได้อภิปรายไป เมื่อสักครู่นี้ค่ะ อย่างไรก็ดีดิฉันคิดว่าวันนี้เป็นนิมิตหมายอันดีที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีการถกกันถึงญัตติ การออกเสียงประชามติเพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งตรงตามนโยบาย ของรัฐบาลที่นำโดยท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ดิฉันเห็นว่าความเห็นของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลที่ได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางในวันนี้ ควรจะ ถูกรวบรวมส่งไปยังรัฐบาลเพื่อส่งต่อไปยังคณะกรรมการประชามติ ซึ่งขณะนี้มีการเปิดรับฟัง ความเห็นจากทุกภาคส่วนอยู่แล้ว ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทำให้เสียง ของทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบการทำประชามติ นำไปสู่เป้าหมายใหญ่ คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ขอบคุณค่ะ