ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สนับสนุนหลักการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านประชามติ แต่คัดค้านการเสนอญัตติดังกล่าวเนื่องจากมีข้อกังวลต่อรูปแบบและวิธีการดำเนินการ โดยเฉพาะการรวมการแก้ไขหมวด 1 และ 2 ที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง พร้อมเสนอให้มีกระบวนการที่เปิดกว้าง มีคณะกรรมการพิจารณาจากทุกภาคส่วน เพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนและสร้างความร่วมมือในการจัดทำรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพคะ การฟังคำอภิปรายของเพื่อนสมาชิก ผู้เสนอญัตติดิฉันเห็นด้วย และพรรคเพื่อไทยก็เห็นด้วยอย่างยิ่งในหลักการและเป้าหมาย ที่เพื่อนสมาชิกผู้เสนอญัตติกล่าวมา เพราะพรรคเพื่อไทยได้ประกาศต่อพี่น้องประชาชน ทั่วประเทศในช่วงของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งว่าเราจะมีการจัดทำประชามติเพื่อทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยรัฐบาลก็ได้บรรจุไว้ในประเด็นซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วน ที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา การจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่จึงถือเป็นฉันทามติร่วมของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้นในหลักการ และเป้าหมายที่ว่าจะต้องให้มีการจัดทำประชามติและมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ดิฉันและเพื่อนสมาชิกพรรคเพื่อไทยรวมถึงเพื่อนสมาชิกท่านอื่น ๆ ในสภาแห่งนี้ย่อมเห็นด้วย อย่างเต็มที่และไม่มีข้อโต้แย้งใด ถึงแม้ว่าดิฉันจะเห็นด้วยและสนับสนุนในหลักการ และเป้าหมายที่เพื่อนสมาชิกผู้เสนอได้เสนอญัตตินี้ขึ้นมา แต่ดิฉันก็ไม่สามารถจะเห็นชอบ กับญัตตินี้ได้ เพราะว่ามีรายละเอียดและวิธีการของเพื่อนสมาชิกผู้เสนอญัตติด้วยเหตุผล ๒ ประการดังนี้
ประการแรก ความละเอียดอ่อนในการจัดทำคำถามประชามติ รัฐบาล รับรู้ว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้เป็นเรื่องยุ่งและยากมากกว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญ ในหลายครั้งที่ผ่านมา เพราะการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้อยู่ภายใต้กรอบคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญที่นำมาสู่ข้อถกเถียงในทางกฎหมายต่อมาว่าเราจะต้องทำประชามติ กี่รอบกันแน่ ดังนั้นการตั้งคำถามในการจัดทำประชามติจึงเป็นเรื่องที่เราต้องพิจารณา อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน พอดิฉันกลับมาพิจารณาคำถามประชามติที่ผู้เสนอญัตติ เสนอมานั้น คือท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าประเทศไทยควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งฉบับแทนที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ ฉบับปัจจุบัน โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เมื่อพิจารณาคำถามประชามติของผู้เสนอ ดิฉันตั้งข้อสังเกตไว้ ๒ ประเด็น ดังนี้ ๑. การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และข้อสังเกตข้อ ๒ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน โดยดิฉันขออนุญาต ขยายความข้อสังเกตทั้ง ๒ ประเด็นดังต่อไปนี้
ข้อสังเกตประเด็นแรก การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ คำว่า ทั้งฉบับ นั้นอาจนำไปสู่ข้อกังวลของหลายภาคส่วนในสังคมที่ตั้งคำถามว่าทั้งฉบับนั้นย่อมหมายถึง การรวมกันแก้ไขหมวด ๑ หมวด ๒ ด้วยหรือไม่ คำถามประชามติที่ผู้เสนอญัตติเสนอมานั้น กลับไปตอกย้ำคำว่าทั้งฉบับ ซึ่งอาจเป็นการรื้อฟื้นข้อกังวลให้กลับมาปะทุขึ้นจนกลายเป็น ความขัดแย้งครั้งใหม่ค่ะ เพราะเรารู้กันอยู่แล้วภายใต้สังคมที่มีความหลากหลายทางความคิด ละเอียดอ่อนทางอุดมการณ์และความรู้สึก ประกอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญจะต้องอาศัย การยินยอมและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ดังนั้นพรรคเพื่อไทยจึงเสนอแนวทางว่า เราน่าจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยไม่แก้ไขหมวด ๑ หมวด ๒ เพื่อปลดล็อกข้อกังวล ของทุกฝ่าย โดยหวังว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะได้รับการยอมรับมากขึ้น
ข้อสังเกตประเด็นที่ ๒ สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ของประชาชน แน่นอนว่ารัฐบาลและพรรคเพื่อไทยเห็นด้วยอย่างยิ่งในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นี้ต้องมาจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่การระบุว่าต้องมาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนถือเป็นการตีกรอบที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จนเกินเหตุค่ะ เพราะว่าจริงอยู่มีเพื่อนสมาชิกหลายคนเห็นด้วยว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องมาจากการเลือกตั้ง เพราะเรายังถกเถียงและยังตกผลึกกันไม่ชัดเจน สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องมาจากการเลือกตั้งในสัดส่วนเท่าใด ฝ่ายเสนอก็บอกว่า ควรจะมาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีหลายฝ่ายที่เสนอว่าควรจะมาจาก การเลือกตั้ง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ มาจากนักวิชาการ นักกฎหมาย นักรัฐศาสตร์ หรือผู้เชี่ยวชาญ อีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จะเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมกว่าไหม เรายังคุยกันไม่ครบถ้วนและยังไม่มี ความชัดเจน ยังมีข้อถกเถียงกันในรายละเอียดอย่างกว้างขวาง อีกทั้งระบุว่ามาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนก็เป็นสิ่งที่ตีกรอบอีกเช่นกัน เพราะหลายฝ่ายก็เสนอว่า ควรจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนทั้งหมด แต่ก็มีบางฝ่ายเสนอว่าเราจะเป็น การเลือกตั้งโดยอ้อมเหมือนสภาร่างรัฐธรรมนูญสมัยปี ๒๕๔๐ ได้หรือไม่ ซึ่งรายละเอียด เหล่านี้ต้องมีการตกผลึกให้ชัดเจน แต่สิ่งที่ญัตตินี้เสนอยังไม่ได้เกิดจากการตกผลึกค่ะ ดังนั้นดิฉันคิดว่าการจัดทำคำถามประชามตินั้นละเอียดอ่อน ต้องมีความรอบคอบและรับฟัง จากทุกภาคส่วน รัฐบาลตระหนักดีแล้วรู้ว่าทุกฝ่ายล้วนมีข้อกังวลเป็นของตนเอง นี่จึงเป็น เหตุผลว่าทำไมรัฐบาลจะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการจัดทำ ประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ขึ้น ในวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๖๖ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นประธาน โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าว ออกแบบมาเพื่อเปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งตัวแทนจากการเคลื่อนไหว ภาคประชาชน นิสิต นักศึกษา นักวิชาการ และนักกฎหมาย ตัวแทนจากข้าราชการ ตัวแทน จากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลมีกระบวนการที่ชัดเจนอยู่แล้ว รอบคอบ และเปิดกว้างอย่างเต็มที่ในการพิจารณาคำถามประชามติ และดิฉันคิดว่าไม่มี ความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องเสนอญัตติคำถามประชามติขึ้นมาเองโดยเอกเทศ ไม่มีการเปิด รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และไม่มีการพูดคุยเพื่อตกผลึกของคำถามที่ชัดเจน ซึ่งดิฉัน มองว่าจะเป็นการสร้างความซ้ำซ้อนในกระบวนการจัดทำคำถามประชามติ และทำให้ ประชาชนสับสนในกระบวนการจัดทำคำถามประชามติ อีกทั้งรัฐบาลก็มีคณะกรรมการ พิจารณาเรื่องนี้อยู่แล้วซึ่งเป็นกลไกที่เปิดเผยและเปิดกว้าง และเปิดรับฟังทุกความคิดเห็น มีกรอบระยะเวลาในการทำงานที่ชัดเจน ซึ่งจะจัดให้มีการทำประชามติภายในไตรมาสแรก ของปี ๒๕๖๗ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสนอญัตตินี้อย่างที่ทำอยู่ค่ะ
สรุปง่าย ๆ จากความกังวลทั้ง ๒ ประการที่ดิฉันไม่อาจสนับสนุนญัตตินี้ ท่านประธานที่เคารพคะ จากข้อกังวลทั้ง ๒ ประการที่ดิฉันได้กล่าวไปแล้วนั้นทำให้ดิฉัน ไม่อาจสนับสนุนญัตตินี้ได้ แต่จงอย่าเข้าใจผิดว่าดิฉันไม่สนับสนุนการทำประชามติ และคิดว่า ดิฉันไม่สนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่าเข้าใจผิดว่าดิฉันไม่สนับสนุนการให้มี สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ในทางกลับกันดิฉันอยากให้เพื่อนสมาชิก พรรคเพื่อไทยเห็นด้วยในหลักการและเป้าหมาย แต่รูปแบบและวิธีการในการนำเสนอญัตติ ครั้งนี้ต่างหากขณะที่มีปัญหาค่ะ ถ้าเราอยากให้รัฐธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญที่แท้จริงควรรับฟัง ความคิดเห็นของทุกฝ่าย และเปิดกว้างผ่านช่องทางที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน