ศิริกัญญา ตันสกุล สนับสนุนการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาความเหมาะสมของโครงการ Landbridge และคลองไทย โดยเสนอให้พิจารณาเพียงหนึ่งโครงการเพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อน และตั้งข้อสังเกตถึงความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์จากผลการศึกษาที่ขัดแย้งกัน โดยเฉพาะการคาดการณ์ที่อิงจากอัตราเติบโตของท่าเรือต่างประเทศซึ่งอาจไม่สะท้อนความเป็นจริง จึงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบสมมุติฐานและข้อมูลอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจดำเนินโครงการ PPP มูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน
เรียนท่านประธานที่เคารพ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอสนับสนุน การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาในเรื่องของ Landbridge นะคะ ก็เป็นโอกาสที่ดี ที่สภาแห่งนี้จะเปลี่ยนบรรยากาศบ้างจากที่มีการศึกษาเรื่องของคลองไทยมาโดยตลอด ไม่ว่าจะในวุฒิสภา หรือว่าเป็นสภาผู้แทนราษฎรนะคะ แต่ว่าวันนี้เราเปลี่ยนมาศึกษาเรื่อง Landbridge นะคะ ซึ่งเวลาที่เราจะศึกษาเรื่องนี้เราก็ควรที่จะเลือกแล้วว่าเราจะเลือกทำ คลองไทย หรือว่าจะเลือกทำ Landbridge อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ ซ้ำซ้อนกันเองนะคะท่านประธาน แต่อย่างไรก็ตามดิฉันก็ต้องขอยืนยันว่าคณะกรรมาธิการ วิสามัญของเราไม่จำเป็นที่จะต้องศึกษาเองใหม่ตั้งแต่ต้น เพราะว่าโครงการนี้มีผลการศึกษา มาหลายครั้งหลายคราว ตั้งแต่ที่ได้มีมติ ครม. ไปเมื่อปี ๒๕๖๑ นะคะ และในขณะเดียวกัน ก็ได้มีการจัดทำรายงานขึ้นมา อันเนื่องมาจากการที่ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญ การขุดคลองไทยของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ นี่ละค่ะ ที่ได้ให้สภาพัฒน์ศึกษา ความเป็นไปได้ในการขุดคลองไทย และหนึ่งในทางเลือกของโครงการก็คือ Landbridge นี่เองนะคะ จึงมาเป็นงานศึกษาฉบับนี้ค่ะ ขอ Slide ด้วยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
รายงานศึกษาฉบับนี้ชื่อว่า โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ของประเทศไทย หน่วยงานที่รับงบก็คือสภาพัฒน์ได้ว่าจ้างทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาเรื่องนี้ มีมูลค่า ๑๒ ล้านบาท ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๔ ก่อนที่จะไป ถึงรายละเอียดนะคะ ต่อมาถึงแม้ว่ารายงานฉบับนี้จะทำเสร็จสิ้นประมาณเดือนเมษายน ๒๕๖๕ รับเงินจบโครงการไปเรียบร้อยแล้ว ในปีงบประมาณ ๒๕๖๖ เราก็มีการจัดจ้าง การทำรายงานอีก ๑ ฉบับขึ้นมา นั่นก็คือรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่ง และจราจร ขอเรียกสั้น ๆ ว่า สนข. ที่เป็นโครงการศึกษาความเหมาะสม ออกแบบเบื้องต้น ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และวิเคราะห์รูปแบบ Model การพัฒนาการลงทุน ของโครงการ เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้คราวนี้ Double งบเป็น ๒๕.๘ ล้านบาท โดยใช้งบปี ๒๕๖๖ แล้วก็หน่วยรับงบคือ สนข. ทีนี้เรามาดูรายละเอียดกันค่ะ รายละเอียด ที่น่าสนใจในเชิงเศรษฐศาสตร์สำหรับเวลาที่เราจะพิจารณาโครงการใดโครงการหนึ่งว่าคุ้มค่า หรือไม่ เราจะมีการประเมินผลทางเศรษฐศาสตร์และวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ ขอ Slide ถัดไปค่ะ
รายงานฉบับแรกที่สภาพัฒน์เป็นผู้จัดทำแล้วก็ว่าจ้างจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย มีการศึกษาว่าโครงการ Landbridge นั้นไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ แล้วก็ไม่เหมาะที่จะลงทุน ยังไม่ต้องพูดถึง ถ้าท่านดูใน Slide ทางเลือกที่ ๓ ที่ใช้ชื่อว่า Artificial Waterway นั่นคือคลองไทย ยิ่งไม่คุ้มไปกันใหญ่เลยค่ะท่านประธาน หน้าต่อไปค่ะ
ในผลการศึกษาของเล่มล่าสุด ถึงแม้ว่าจะยังเป็นเพียงแค่รายงาน ความก้าวหน้า ฉบับที่ ๒ ยังไม่ใช่ฉบับสุดท้าย ก็มีการศึกษาในเรื่องของความคุ้มค่า ทางเศรษฐศาสตร์ไว้แล้ว โดย สนข. บอกว่าคุ้มมาก เพราะว่าอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ หรือว่า Economic Internal Rate of Return อยู่ที่ ๑๖.๑๘ เปอร์เซ็นต์ หรือว่าถึงแม้ จะเป็นการลงทุนของภาคเอกชน หรือว่าเวลาที่เราดูก็ดูผลตอบแทนทางการเงินก็พบว่าสูงถึง ๖.๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีระยะเวลาคืนทุน ๔๐-๔๙ ปี แต่ยังไม่หมดค่ะท่านประธาน มติ ครม. ในวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา มีการนำเรื่องของ Landbridge เข้าไปขอความเห็นชอบ จากคณะรัฐมนตรี
ปรากฏว่าในรายงานที่ปรากฏอยู่ในมติ ครม. บอกว่าโครงการ Landbridge คุ้มสุด ๆ อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจนั้นสูงกว่าที่อยู่ในรายงานอยู่ที่ ๑๗.๔๓ เปอร์เซ็นต์ ระยะเวลาคืนทุนอยู่เพียงแค่ ๒๔ ปีเท่านั้นเอง จึงเป็นที่มาค่ะท่านประธาน ในเมื่อหลาย ๆ ครั้ง เราเห็นรายงานที่ทางเราใช้งบประมาณแผ่นดินในการศึกษาความเป็นไปได้ แล้วก็มีผลขัดแย้งกัน เราจึงจำเป็นอย่างยิ่งในฐานะของสภาผู้แทนราษฎรที่จำเป็นที่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญขึ้นมาศึกษาลงรายละเอียดในเรื่องของสมมุติฐานต่าง ๆ ที่เขาใช้ในการวิจัย เพราะว่า อย่างไรก็ตามรายงานเหล่านี้ก็มาจากภาษีของประชาชน และจะเป็นประโยชน์มาก ๆ ถ้าคณะกรรมาธิการวิสามัญสามารถที่จะลงรายละเอียดในเรื่องของสมมุติฐานต่าง ๆ
ดิฉันได้มาวิเคราะห์ในเบื้องต้นแล้วว่าผลที่เกิดขึ้นว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมโครงการวิจัยหนึ่งบอกว่าคุ้ม แต่ว่าอีกรายงานการศึกษาความเป็นไปได้หนึ่งบอกว่าไม่คุ้ม สมมุติฐานตัวที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดผลที่แตกต่างกันก็คือการคาดการณ์ความต้องการของ การขนถ่ายสินค้านั่นเอง เจ้าหนึ่งโดยเฉพาะรายงานของ สนข. ก็มีการประมาณการไว้ ค่อนข้างสูง จริง ๆ แล้วในมติ ครม. ที่รายงานผลว่าคุ้มสุด ๆ นั้น เป็นการแสดงผล ของการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในรูปแบบที่เรียกได้ว่าเป็น High Side แล้วก็ ประเมินว่าความต้องการจะสูงขึ้นมาก ๆ โดยใช้อัตราการเติบโตอ้างอิงมาจากท่าเรือ Tanjung Pelepas ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งในระยะเริ่มต้นเติบโตสูงมากเฉลี่ยแล้ว ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ต่อปี ก็เลยทำให้เราได้ผลการศึกษาความคุ้มค่าที่คุ้มแบบสุด ๆ ไปเลย ในขณะที่ผลการศึกษาที่ไม่คุ้ม ก็อาจจะมองในแง่ร้ายมากกว่าในเรื่องของการที่จะมีเรือที่จะ เปลี่ยนทางเรือมาผ่าน Landbridge แทนที่จะไปผ่านทางช่องแคบมะละกา เพราะว่าอาจจะ ไม่คุ้มค่าในเรื่องของระยะเวลาแล้วก็ค่าใช้จ่ายที่ต้องเพิ่มขึ้นจากการขนถ่ายที่ซ้ำซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจจะไม่ได้ประเมินถึงว่าทางท่าเรือทางช่องแคบมะละกาทั้งสิงคโปร์ แล้วก็ Tanjung Pelepas จะต้องมีการปรับปรุงให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น หรือว่าขยายเพื่อรองรับ ความต้องการที่เพิ่มขึ้นด้วย
ดังนั้น เราจึงจำเป็นที่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา ยังมี ในเรื่องของการจัดทำโครงการ PPP ซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ ๑ ล้านล้านบาท แต่จะเป็น ๑.๓ ล้านล้านบาท เนื่องจากต้องรวมมูลค่าการทดแทนสินทรัพย์เสื่อมสภาพด้วยนะคะ แล้วก็ มี Model ของการทำ PPP อีกหลากหลายมากมายซึ่งจำเป็นที่ต้องทำการศึกษา ในรายละเอียด ดิฉันจึงขอสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในชุดนี้ แล้วก็ขอแรง เพื่อนสมาชิกได้สนับสนุนด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ