เลาฟั้ง เสนอนโยบายปลูกไม้มีค่า ป่าทดแทน สร้างรายได้ส่งออก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๖

เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล หารือปัญหาการลักลอบตัดไม้และกระบวนการยุติธรรมที่ผิดพลาด พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขโดยเปิดกว้างให้ทุกประเภทที่ดินมีสิทธิปลูกต้นไม้เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืน เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล เสนอนโยบายส่งเสริมปลูกไม้มีค่าและป่าทดแทน เพื่อสร้างแรงจูงใจทางภาษีและการอุดหนุนทางการเงิน พร้อมทั้งผลักดันอุตสาหกรรมไม้ที่ถูกกฎหมายเพื่อเพิ่มรายได้จากการส่งออก

นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ท่านประธานครับ เราไม่ได้มีปัญหาแค่ไม้พะยูงอย่างเดียว อันที่จริงปัญหาการลักลอบตัดไม้ทำลายป่านั้นมีกับไม้มีค่าทุกชนิด ที่สำคัญการลักลอบตัดไม้ มันดำเนินการผ่านกระบวนการยุติธรรมที่เรียกว่าเป็นการฟอกขาว เริ่มต้นจากการตัดไม้ทิ้ง เอาไว้ แล้วเจ้าหน้าที่ก็ไปตรวจยึดเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย เสร็จแล้วก็นำไปประมูลขาย ทอดตลาดตามระเบียบ ซึ่งตรงจุดนี้ที่ทำให้ไม้ที่ถูกตัดมาอย่างผิดกฎหมายกลายเป็นไม้ที่ถูก กฎหมายขึ้นมา แล้วก็ทำกันเป็นขบวนการ ถ้าสังเกตเห็นนะครับ ในการตรวจยึด การจับกุมขบวนการตัดไม้ทำลายป่า เราแทบไม่เคยเห็นข่าวที่บอกว่ามีการจับกุมผู้กระทำ ความผิดจริง ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับว่าสังคมไทยเราจำเป็นต้องเพิ่ม พื้นที่ป่าอย่างไม่ต้องสงสัย อย่างไรก็แล้วแต่ผมอยากจะทำความเข้าใจให้ถูกต้องเกี่ยวกับไม้ ซึ่งเราต้องยอมรับข้อเท็จจริง ว่าคนทั่วไปเราใช้ไม้เป็นปกติในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำเสาบ้าน ทำฝาผนัง หรือเป็นถ่านในร้านหมูกระทะ หรือเป็นกระดาษที่เราเขียนอยู่ทุกวันนี้นะครับ แล้วก็ไม้ก็ยัง เป็นทรัพยากรที่หมุนเวียนสามารถที่จะเกิดขึ้นทดแทนกันได้แต่อาจจะใช้อะไรใช้เวลานานไป และที่สำคัญก็หมดอายุไขไปตามกาลเวลา กฎหมายก็ได้พยายามที่จะปรับแล้วก็คลาย ความกดดัน เมื่อปี ๒๕๖๒ ได้มีการแก้ พ.ร.บ. ป่าไม้ โดยกำหนดให้ไม้หวงห้ามเฉพาะไม้ ที่เกิดขึ้นในป่าเท่านั้นที่เป็นไม้หวงห้าม ส่วนไม้มีค่าที่เกิดขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ มีเอกสารสิทธิไม่ถือว่าเป็นไม้หวงห้ามต่อไป ดังนั้นการแก้ไขปัญหาการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ที่ว่านี้ ก็คือการทำให้วงจรตลาดไม้ที่ถูกกฎหมายดำเนินไปอย่างเป็นปกติ โดยการจูงใจให้คน ที่เกี่ยวข้องได้หันมาทำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย การดำเนินนโยบายในช่วงที่ผ่านมา เป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้การบริหารจัดการไม้ผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น ทำให้ไม้มีค่าแล้วก็ถูก กฎหมายน้อยกว่าความต้องการในตลาด ไม้ในป่าจึงเป็นที่ต้องการ ตั้งแต่ก่อน พ.ศ. ๒๕๖๒ ถือว่าไม้มีค่าทุกชนิดแม้กระทั่งไม้ที่ปลูกในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ก็ถือถ้าตัดแปรรูปก็ยังผิด กฎหมายอยู่ อันนี้เป็นปัญหาที่สำคัญ แม้ต่อมาจะมีการคลายล็อกแต่ว่าก็ยังไม่มีการจูงใจ มากพอให้คนปลูกต้นไม้เพื่อขายป้อนสู่ตลาด เพราะการปลูกต้นไม้โดยเฉพาะไม้มีค่าใช้ระยะ เวลานาน เมื่อเอาที่ดินไปปลูกต้นไม้อาจจะต้องเสียเวลา ๑๐ ปีเป็นอย่างน้อย ๑๕-๒๐ ปี ระหว่างนี้ก็อาจจะไม่สามารถใช้ที่ดินสร้างรายได้ได้ โดยเฉพาะคนที่เป็นเกษตรกรก็จะประสบ กับความยากลำบาก สิ่งเหล่านี้มันไม่จูงใจให้คนหันมาปลูกต้นไม้ สิ่งที่เป็นข้อเสนอ ก็คือในประเทศที่เขาพัฒนาแล้วเขาใช้แนวคิดในการจัดการป่าไม้และทรัพยากรในรูปแบบใหม่ ก็คือ Eco Centric ก็คือการที่ยอมให้คนดูแลรักษาป่าไม้ ต้นไม้ และทรัพยากร และใช้ ประโยชน์อย่างยั่งยืน ดังนั้นข้อเสนอในทางที่เป็นรูปธรรม ก็คืออันที่ ๑ ต้องเริ่มต้นจาก การแก้กฎหมายที่เปิดกว้างให้คนที่ถือครองที่ดินทุกประเภทมีสิทธิในการปลูกต้นไม้ จริง ๆ ตอนนี้ยังจำกัดอยู่เพียงแค่ที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ ส่วนที่ดินของเกษตรกรจำนวนหนึ่ง ที่ยังไม่มีกรรมสิทธิ์ยังไม่สามารถที่จะดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ที่สำคัญประการต่อมา ก็คือรัฐบาลต้องดำเนินนโยบายที่สร้างแรงจูงใจให้คน ที่มีที่ดิน หรือคนที่ไม่อยากจะเป็นเกษตรกรแบบปกติแล้วนี่ได้ใช้ที่ดินของตัวเองปลูกไม้ มีค่า เพื่อป้อนสู่ตลาด และไม้เหล่านี้ก็จะเป็นไม้ที่ถูกกฎหมาย ไม่ได้ไปเบียดเบียนไม้ที่อยู่ ในป่า ไม่ว่าจะเป็นการลดหรือยกเว้นภาษีที่ดินสำหรับคนที่เอาที่ดินของตัวเองไปปลูกป่า ผมคิดว่ามันก็สมเหตุสมผล เพราะการเอาที่ดินไปปลูกป่านอกจากทำให้เขาต้องสูญเสียรายได้ ไปในระยะเวลาอย่างน้อย ๑๐ ปีแล้วนี่ เขาก็ยังเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้แก่ประเทศด้วยนะครับ

ประการต่อมา ก็คือการอุดหนุนเงินให้คนที่เขาอาจจะไม่สามารถที่จะใช้ที่ดิน ของตัวเองสร้างรายได้เพื่อเลี้ยงดูครอบครัวได้ ไม่ว่าจะเป็นการให้กู้ยืมระยะยาว หรือการอุดหนุน

ประการต่อมา คือการส่งเสริมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในห่วงโซ่อุปถัมภ์ ไม้ที่ถูกกฎหมาย อุตสาหกรรมขนาดเล็ก หรือว่าอุตสาหกรรมเกี่ยวกับไม้ ขอย้ำนะครับ ว่าต้องถูกกฎหมาย สิ่งเหล่านี้ควรได้รับการสนับสนุน เพราะอย่างไรก็แล้วแต่ในสังคมเราเองก็ยังต้องการไม้อย่างที่ผมได้กล่าวไปตั้งแต่ต้นนะครับ ถ้าเราทำอย่างนี้ได้ผลที่จะเกิดขึ้นก็คือคนที่ใช้ไม้ก็จะหันมาใช้ไม้ที่ถูกกฎหมาย สิ่งที่ตามมา ก็คือว่ามูลค่าก็จะเพิ่มขึ้นจากเดิม ท่านประธานครับ ผมไปเปิดดูข้อมูลเมื่อปี ๒๕๖๕ ประเทศไทย ส่งออกไม้ไปต่างประเทศมากกว่า ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือไม้แปรรูป ถ้าเรามีการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการทำไม้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็จะสามารถที่จะ นำรายได้เพิ่มขึ้นมากไปกว่านี้ ขอบคุณมากครับ