สิริลภัส กองตระการ พูดถึงการแก้ไขปัญหาการดูแลเด็ก เยาวชน และความมั่นคงของสถาบันครอบครัว เธอพูดว่า การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญไม่ได้หมายความว่าจะแก้ปัญหาได้จริง เธออภิปรายถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมและวิธีการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่สมัยใหม่ เธอยังบอกว่าไม่ควรใช้แว่นตาของตัวเองไปตัดสินคนอื่น และควรให้เด็กและเยาวชนมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก เธอยังบอกว่ารัฐควรสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กและเยาวชนได้พูดและแสดงออก
เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน สิริลภัส กองตระการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากบางกะปิ วังทองหลาง แขวงคลองเจ้าคุณสิงห์ กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกลค่ะ วันนี้ดิฉันก็อยากจะอภิปรายเสริม เกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาการดูแลเด็ก เยาวชน และความมั่นคงของสถาบันครอบครัว ดิฉันมีข้อสังเกตบางประการดังนี้ว่าการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญไปนี่สุดท้ายแล้วเราจะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ ดิฉันเห็นด้วย แต่สุดท้ายแล้วถ้าครอบครัวไม่ได้มีเวลาดูแลหรือเอาใจใส่เด็กที่เกิดมาจริง ๆ ทุกวันนี้ ลาคลอดเกิน ๓ เดือนก็ไม่ได้เงินแล้ว พ่อแม่ลาสลับกันก็ไม่ได้ จะเอาเวลาที่ไหนมาใช้กับลูก อีกอย่างหนึ่งคือการตีความการเลี้ยงดูของพ่อแม่ตอนนี้เราตีความกันถูกแล้วหรือยัง เพราะว่า บริบทของสังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว เราไม่สามารถใช้คำว่า ฉันอาบน้ำร้อนมาก่อนได้แล้ว เพราะว่าอะไรรู้ไหมคะ สมัยก่อนน้ำร้อนมาจากกาต้มน้ำ เดี๋ยวนี้มาจากเครื่องทำน้ำอุ่นแล้ว มันใช้ไม้บรรทัดวัดกันไม่ได้ แล้วก็อย่าดูถูกคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่นี้ เราอย่าเอาแว่นตาของ ตัวเองไปตัดสินคนอื่น เพราะว่าในยุคสมัยของคนอีกหนึ่ง Generation ก็ถูกเลี้ยงดูมาอีก แบบหนึ่ง ในยุคสมัยนี้คนเราก็ถูกเลี้ยงดูมากับทัศนคติอีกแบบหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ก็มีการปรับตัวมาก ๆ มีการเลี้ยงลูกเชิงจิตวิทยา มีการเข้าถึง ข้อมูลความรู้หลักในการเลี้ยงลูกด้วยจิตวิทยามากมายเลย แล้วพ่อแม่ก็พร้อมที่จะปรับตัว ในการเลี้ยงลูกแบบเชิงใหม่เชิงจิตวิทยา พ่อแม่สมัยใหม่นี้ไม่ได้มองลูกว่าเป็นสมบัติส่วนตัว อีกต่อไปแล้ว แต่เขามองลูกในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิ เสรีภาพ ลองเปรียบเทียบกันดูว่า ระหว่าง Gen Y ขึ้นไปกับ Gen C ลงมามีความแตกต่างกันชัดเจนในบางบริบท อย่างตัวดิฉันเอง ดิฉันก็ยอมรับเลยว่ายังมีบางครั้งที่เกิดจากการเลี้ยงดูที่ดิฉันยอมจำนนต่ออำนาจ ไม่กล้าที่จะ ลุกขึ้นมาเรียกร้องหรือบอกความต้องการของตัวเอง แต่ว่าเด็ก Gen C ลงไปแตกต่างกัน เขามีความต้องการและเขาสามารถลุกขึ้นมาเรียกร้องแล้วก็พูดในสิ่งที่เขาต้องการได้ ทีนี้ ขออนุญาตโยงกลับมาในนี้กับหลักการและเหตุผลที่รู้สึกว่าจะไม่ค่อยสอดคล้องกับชื่อญัตติ เท่าไร เป็นเรื่องของสิทธิการชุมนุมซึ่งดิฉันก็มีความเห็นว่าบางทีผู้ใหญ่ยังมีมายาคติที่จะไป แปะป้ายว่าการชุมนุมนั้นเป็นเรื่องของผู้ใหญ่เท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เลย การชุมนุมนี้ คือการรวมตัวกันของคนที่มีความคิดเห็นและทัศนคติเดียวกันในการที่จะมาใช้พื้นที่พบปะ พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่ควรถูกจำกัดไว้เฉพาะอายุในการแสดงออก และการพูดถึงสิทธิ เสรีภาพของเด็กและเยาวชน ผู้ปกครองหรือพ่อแม่ควรที่จะทำหน้าที่ หรือว่ามีบทบาทการเป็นผู้สนับสนุนที่ดีให้กับลูก อย่างน้อยเป็น Supporter ทางด้านจิตใจ ให้กับลูก สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับพวกเขา ให้พวกเขาสามารถพูดคุย ปรึกษาหรือระบาย สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในใจได้ เช่นเดียวกันเลย รัฐก็ควรจะทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองให้กับเด็ก และเยาวชนเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ว่าปิดกั้นหรือใช้อำนาจในการจำกัดสิทธิ เสรีภาพของพวกเขา แต่ควรจะสร้างพื้นที่ปลอดภัยและมีพื้นที่ให้พวกเขาได้พูดได้แสดงออกในสิ่งที่เขาต้องการ หากรัฐมองด้วยเลนส์ใหม่ มองให้ใจกว้างมากขึ้น ท่านจะเห็นเลยว่าเด็กและเยาวชนเหล่านี้ เขามีศักยภาพและมีคุณภาพแค่ไหน อย่างน้อยท่านต้องสนับสนุนแล้วก็ส่งเสริมศักยภาพของ พวกเขา พูดกันง่าย ๆ เลยต้องขอประทานโทษทุกท่านด้วยพวกเรานี่อยู่กันอีกประมาณ ๑๐-๒๐ ปี เดี๋ยวก็ลาโลกนี้กันไปแล้ว เราส่งต่อบ้านที่ดีให้กับลูกหลานไม่ดีกว่าหรือคะ เราเปิด พื้นที่ให้กับพวกเขาให้เขาได้มีสิทธิ ได้มีเสียงในการที่จะออกแบบบ้าน ออกแบบสังคมที่น่าอยู่ ที่พวกเขาจะต้องใช้ชีวิตไปอีก ๓๐-๔๐ ปีข้างหน้า ดีกว่าจะไปปิดกั้นเขาทุกอย่างแล้วส่งต่อ สิ่งที่มันไม่ดีที่เราจะต้องเผชิญกันอยู่ตอนนี้ นั่นเป็นสิ่งที่จากการที่เราไม่กล้าพูดจากตอนที่เรา เป็นเด็ก แต่เด็กสมัยนี้กล้าพูด เพราะฉะนั้นเปิดพื้นที่ให้เขา อย่าไปจำกัดเขา ให้เขาได้ ออกแบบสิ่งที่เขาอยากอยู่ สังคมที่เขาอยากอยู่ บ้านที่เขาอยากอยู่ได้เอง แล้วให้เขานี่ละค่ะ เป็นคนรุ่นเราที่จะส่งต่อบ้านที่มันน่าอยู่ ส่งต่อสังคมที่มันน่าอยู่ให้กับลูกหลานต่อไป ขอบคุณค่ะ