ชลธิชา แจ้งเร็ว อภิปรายสนับสนุนสิทธิและเสรีภาพของเยาวชนในการแสดงออกทางการเมือง โดยอ้างอิงข้อมูลจากอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและรายงานของ UNICEF ย้ำว่าการชุมนุมของเยาวชนไม่ควรถูกมองว่าเป็นภัยหากไม่มีความรุนแรงจากภาครัฐ และเรียกร้องให้คุ้มครองเยาวชนจากการจับกุมเกินกว่าเหตุ การดำเนินคดีทางการเมือง โดยเฉพาะมาตรา 112 รวมถึงการละเมิดสิทธิในสถานศึกษาจากการห้ามกิจกรรมทางการเมือง พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการเปิดพื้นที่ชุมนุมอย่างสงบให้เป็นเวทีเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ในสังคม
เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคก้าวไกล ขอ Slide ด้วยนะคะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ก่อนอื่นดิฉันต้องบอกก่อนว่าหลังจากที่ ดิฉันได้เห็นชื่อญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา การแก้ไขปัญหาการดูแลเด็ก เยาวชนและความมั่นคงของสถาบันครอบครัว เดิมทีดิฉัน ก็เข้าใจว่าญัตตินี้จะพูดถึงปัญหาของสถาบันครอบครัวเป็นหลัก แต่ว่าหลังจากที่ดิฉันได้อ่าน เหตุผลก็พบว่าเหตุผลของการเสนอญัตตินี้หลัก ๆ จะเป็นเรื่องของการที่เยาวชน คนหนุ่มสาว ของบ้านเราออกมาใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองในช่วงปี ๒๕๖๓ เป็นต้นมา แต่ว่าหลังจากที่ได้ฟังเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นผู้นำเสนอญัตตินี้ ก็พบว่าเป็นอีกเนื้อหาหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามดิฉันขออนุญาตในการที่จะอภิปรายญัตตินี้โดยยึด เนื้อหาตามเหตุผลที่ท่านได้เสนอมาให้กับสภาผู้แทนราษฎรของเรา ดิฉันขอเริ่มการอภิปราย ของดิฉันด้วยการขอแสดงจุดยืนว่าการใช้สิทธิและเสรีภาพทางการเมืองของเยาวชนนั้น ตั้งแต่ช่วงในปี ๒๕๖๓ เป็นต้นมาจะไม่น่ากังวลเลย ถ้ารัฐไม่สร้างเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การใช้ ความรุนแรง ซึ่งดิฉันอยากจะขอยืนยันกับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในที่แห่งนี้ว่า เยาวชนทุกคนพวกเขามีสิทธิที่จะใช้เสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น การชุมนุมสาธารณะบนท้องถนนเอง หรือในสถานศึกษาเอง หรือว่าการแสดงความคิดเห็น บนโลก Online ก็เป็นสิทธิและเสรีภาพที่พวกเขาทำได้
ท่านประธานคะ สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของเยาวชนนั้น ได้รับการรับรองไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งรัฐไทยเองก็เข้าไปเป็นภาคีด้วย แล้วก็ล่าสุดเอง ตาม Slide นะคะ ล่าสุด UNICEF ซึ่งเป็นองค์กรของ UN ที่ทำงานว่าด้วย เรื่องของสิทธิเด็กก็ได้ออกรายงานเพื่อยืนยันสิทธิในการชุมนุมของเยาวชนขึ้นมา ซึ่งเพิ่งออกรายงานมาเมื่อปีนี้เอง ตาม Slide ด้านบน
ในช่วงปี ๒๕๖๓ เป็นต้นมา เยาวชนลูกหลานของเราตื่นตัวทางการเมืองสูงมาก ตื่นตัวในเรื่องของสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับพวกเขามากขึ้น และนั่นจึงนำมาสู่การที่ พวกเขาลุกขึ้นมาส่งเสียงเรียกร้องสิทธิในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของกลุ่มนักเรียนเลว ที่ออกมาเรียกร้องสิทธิในการศึกษา เรียกร้องให้มีการปฏิรูปการศึกษา สิทธิของผู้เรียน สิทธิของนักเรียนที่มีความหลากหลายทางเพศ และที่สำคัญยุติการลงโทษ การตีเด็กนักเรียน อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ในช่วงปี ๒๕๖๓ เป็นต้นมา เยาวชนคนหนุ่มสาวของเราก็ออกมารณรงค์ เรื่องนี้กันอย่างจริงจัง หรือการชุมนุมของน้องยะห์ น้องไครียะห์ หรือลูกสาวจะนะ ที่เขาลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้อง ปกป้องสิทธิชุมชน ปกป้องทรัพยากรในบ้านเกิดของพวกเขาเอง ที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เดี๋ยว Slide ค่อยเปลี่ยนก็ได้ค่ะ ดิฉันแจ้งเอง ขอบคุณมากนะคะ ก็เป็นอีกการชุมนุมหนึ่งที่เยาวชนของเราลุกขึ้นมามีส่วนร่วม เพื่อปกป้องทรัพยากรในบ้านเกิด ของเขา หรือการชุมนุมของกลุ่มราษฎรที่เรียกร้องการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ เราก็พบว่ามีเยาวชนลูกหลานของเราหลายคนที่เข้าร่วม การชุมนุมกับครอบครัว และในขณะเดียวกันเอง เยาวชนคนหนุ่มสาวหลายคนก็เป็นแกนนำ นำการชุมนุมด้วยเช่นเดียวกัน
ท่านประธานคะ นี่คือสิ่งที่รัฐไทยรับมือกับการชุมนุมโดยสงบของเยาวชน ของลูกหลานของเรา ตาม Slide ด้านบนนะคะ เมื่อวานนี้เองค่ะ เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม เมื่อวาน ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม. ได้แถลงผลการตรวจสอบ การละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อเด็กที่ออกมาใช้สิทธิและเสรีภาพในช่วงปี ๒๕๖๓ เป็นต้นมา ซึ่งทาง กสม. ก็ได้ชี้ว่าตำรวจและบุคลากรทางการศึกษาขัดขวางและคุกคามการชุมนุม โดยสงบของเด็ก และสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของเยาวชน ดิฉันขอยกมาบางส่วน
ประเด็นแรก คือการที่ตำรวจได้จับกุม ใช้กำลัง ใช้ความรุนแรงจับกุมเด็ก และเยาวชนเกินกว่าเหตุ ไม่ได้สอบสวนเป็นจำนวนมาก เช่น การใช้สายรัดพลาสติก รัดข้อมือเด็กในระหว่างการควบคุมตัว หรือกรณีที่มีเด็กและเยาวชนของเรากว่า ๓๐๐ คน ที่ถูกดำเนินคดีอาญาจากการแสดงออกและการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งบางคดีก็มีโทษสูงมาก อย่างคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ หรือมาตรา ๑๑๒ ซึ่งมีโทษสูงตั้งแต่ ๓-๑๕ ปี โดยในคดีนี้เอง มีเยาวชนลูกหลานของเราที่ถูกดำเนินคดีอยู่ ๒๐ คน อีกรอบหนึ่งนะคะ ในปัจจุบันเรามี ลูกหลานของเราที่อายุน้อยกว่า ๑๘ ปี ต่ำกว่า ๑๘ ปี ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา ๑๑๒ อยู่เป็นจำนวนอย่างน้อย ๒๐ คน สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีแต่อย่างใด
กรณีที่ ๓ ในรายงานของ กสม. ที่ชี้ออกมา ก็คือกรณีที่บุคลากรทางการศึกษา ได้สั่งห้าม ขัดขวาง ใช้ถ้อยคำรุนแรง หรืออนุญาตให้ตำรวจได้เข้ามาสอดส่อง ถ่ายภาพนักเรียน ภายในโรงเรียนเพื่อไม่ให้ทำกิจกรรมทางการเมือง สิ่งเหล่านี้ กสม. ได้ชี้ออกมาแล้วว่า เป็นการละเมิดสิทธิ
ท่านประธานคะ หากจะมีการชุมนุมใดที่รัฐมองว่าเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพ ที่เกินขอบเขต รัฐเองก็ควรที่จะมีหน้าที่ในการตรวจสอบว่าผู้ชุมนุมนั้นกระทำเกินขอบเขต อย่างไรบ้าง แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรที่จะเหมารวมผู้ชุมนุมทุกคนว่าใช้กำลังหรือว่าใช้ความรุนแรง ในการชุมนุม ซึ่งวิธีการรับมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย หรือว่า คฝ. ในช่วงที่ผ่านมานั้น ก็สะท้อนให้เห็นว่าผู้มีอำนาจของรัฐไทยไม่ได้เปิดใจรับฟังความต้องการของเยาวชน ไม่ได้ เชื่อมั่นว่าพวกเขาเติบโตมากเพียงพอที่จะมีความคิดเห็นเป็นของตัวเองนะคะ ซึ่งการรับมือ การชุมนุมด้วยวิธีการเหล่านี้ก็คือเงื่อนไขที่นำไปสู่ความรุนแรงที่มากยิ่งขึ้น นำไปสู่ความกังวลใจ ให้กับผู้ปกครอง แล้วก็ที่สำคัญส่งผลต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวอีกด้วย เราไม่ปฏิเสธเลย ว่าการเมืองบ้านเราตอนนี้ก็ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวหลาย ๆ ครอบครัวมีปัญหา บางบ้านก็ไม่สามารถที่จะพูดคุยเรื่องการเมืองได้ ทีนี้ในช่วงการชุมนุมเดือด ๆ ในช่วงปี ๒๕๖๓ ก็มีกุมารแพทย์ท่านหนึ่งได้เคย Post Facebook ไว้นะคะว่าเมื่อเด็กเริ่มสนใจทาง การเมืองมากขึ้นมันเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ ที่เขารู้จักที่จะสงสัยแล้วตั้งคำถามกับสิ่งที่อยู่รอบตัว และหน้าที่ของผู้ใหญ่อย่างพวกเราคือการทำความเข้าใจและตอบคำถามในสิ่งที่เขาสงสัย ใคร่รู้ ทุกท่านในภาพนี้ถึงแม้ว่าจะถูกเบลอภาพไปแล้ว แต่ว่าในภาพดังกล่าวเป็นภาพของแม่ และลูกน้อยที่มาชุมนุมที่สหรัฐอเมริกาเพื่อเรียกร้องเรื่องของ Climate Change ซึ่งภาพนี้ ก็มาจากรายงานของ UNICEF หรือ Slide ถัดไปก็เป็นภาพการชุมนุมวันศุกร์เพื่อ วันข้างหน้าที่เรียกร้องให้นานาชาติออกมาต่อสู้กับเรื่องของ Climate Change เช่นเดียวกัน ซึ่งในภาพก็คือเด็กที่ออกมาร่วมชุมนุมกับคุณพ่อ จริง ๆ แล้วการชุมนุมเป็นกิจกรรม ครอบครัวได้ แล้วก็หากเราช่วยกันออกแบบให้การชุมนุมนั้นปลอดภัย สร้างสรรค์สำหรับ ทุกคนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเยาวชน ให้พื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ที่สามารถแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกันได้อย่างตรงไปตรงมาภายในครอบครัว สุดท้ายค่ะท่านประธาน การใช้สิทธิ และเสรีภาพในการแสดงออกของเด็กและเยาวชนนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ แปลกคือการที่เราปล่อยให้เจ้าหน้าที่รัฐทำตัวล้าหลังดักดาน ใช้กำลังดำเนินคดีขัดขวาง การใช้สิทธิและเสรีภาพของเยาวชนจนเกินขอบเขต ขอบคุณค่ะ