ธิษะณา ชุณหะวัณ ขออนุญาตนำเสนองานผ่านสไลด์ต่อที่ประชุม โดยอภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือน ซึ่งมองว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศที่เกิดจากนโยบายรัฐมากกว่าความผิดของประชาชน โดยเธอวิพากษ์ทัศนคติที่โทษคนรุ่นใหม่และเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อส่งเสริมการกระจายรายได้ เสริมทักษะแรงงาน กำกับสถาบันการเงินอย่างเข้มงวด และป้องกันการผูกขาดของนายทุน พร้อมเน้นการสนับสนุนธุรกิจขนาดย่อมและแก้ไขปัญหาโครงสร้างหนี้ที่ไม่เป็นธรรม
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สส. แบบแบ่งเขตกรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน เขตสาทร และเขตราชเทวี ขออนุญาตเอา Slide ขึ้นค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation ภาพ)
วันนี้ดิฉันมาอภิปราย สนับสนุนญัตติของเพื่อนสมาชิก เรื่อง การขอเสนอญัตติด่วนให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือน โดยที่คุณอนุชา บูรพชัยศรี เป็นผู้เสนอญัตติ และคุณเอกราช อุดมอำนวย หนึ่งในสมาชิกพรรคก้าวไกล เป็นผู้เสนอญัตติ ขณะนี้ยังมีแนวคิดแล้วและทัศนคติที่ดูแคลนและโทษประชาชน อย่างเช่น ถ้าประชาชนโง่เราจะตายกันหมด ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็ยังไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหา เรื่องหนี้สินได้ขณะตลอด ๙ ปีที่ผ่านมา ทัศนคติแบบโทษประชาชนส่งผลต่อทิศทาง การศึกษาหรือแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือน ที่ผ่านมามีงานการศึกษาออกมาโทษ คนรุ่นใหม่ว่าเป็นหนี้จากการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ Smartphone หรืออุปกรณ์ IT ซึ่งดิฉัน ต้องเรียนท่านประธานว่าในความเป็นจริงแล้วอุปกรณ์เหล่านี้หากสำรวจลึกลงไป จะกลายเป็นว่าจำเป็นต้องมีไว้ใช้งานไม่ใช่ของมันต้องมีค่ะ มีลักษณะเหน็บแนมว่า ไม่ประหยัดก็เป็นไปได้ แต่งานวิจัยเหล่านั้นกลับไปโทษคนรุ่นใหม่แทนที่จะสำรวจให้ลึกไปอีก ว่าที่ต้องซื้อเพราะผู้ว่าจ้างไม่ได้จัดเตรียมเครื่องมือต่าง ๆ ให้ทำงานไว้ให้พร้อมใช้งาน ใช่หรือไม่ หรือให้มีการทำงานเกินเวลาจนต้องกลับไปทำงานที่บ้าน หรือจัดหาเครื่องมือ ทำงานส่วนตัวมาไว้ใช้ ใช่หรือไม่เป็นต้นค่ะ ผลการศึกษาเหล่านี้ย่อม Misleading นำไปสู่การไม่ได้แก้ไขปัญหาอะไรเลยและไปโทษ คนรุ่นใหม่ว่าไม่รู้จักประหยัดทั้ง ๆ ที่เป็นเครื่องมือทำมาหากิน ถ้าไม่มีก็อาจจะโดนไล่ออก จากงานง่าย ๆ จึงจำเป็นต้องซื้อ และจึงเป็นหนี้ให้กับตัวเองที่ต้องทำงานต่อไป ด้วยเหตุนี้ ดิฉันจึงต้องเน้นย้ำไปกับท่านประธาน เพราะทัศนคติแบบนี้จะส่งผลซ้ำเติมต่อปัญหาหนี้สิน ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนโดยตรง ดิฉันจึงไม่ต้องการให้ผู้มีทัศนคติดังกล่าวมา แก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือน ปัญหาหนี้สินครัวเรือนไม่ใช่แค่กลุ่มหนึ่งรอดและที่เหลือจะรอด ทั้งหมด ปัญหาหนี้สินครัวเรือนของพี่น้องประชาชนไทยเป็นปัญหาที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ถ้าหาก กล่าวถึงปัญหาแบบโทษประชาชนว่าเป็นเพราะพฤติกรรมที่ชอบฟุ่มเฟือย หรือก่อหนี้เกินตัว ไม่รู้จักประหยัดของประชาชนเอง เพราะหนี้เป็นปัญหาระดับประเทศแต่ไม่ใช่ปัญหา พฤติกรรมส่วนบุคคล และสุดท้ายคือการแก้ไขปัญหาไม่ได้ โดยในปี ๒๕๖๖ หนี้สินครัวเรือน ขยายตัวถึงร้อยละ ๑๑.๕ จาก ๕๐๑,๗๑๑ บาทต่อครัวเรือน เพิ่มเป็น ๕๕๙,๔๐๘ บาท ต่อครัวเรือน ในขณะที่รายได้ของพี่น้องแรงงานคือค่าแรงขั้นต่ำ โดยสำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์แจ้งว่าค่าแรงงานขั้นต่ำขยับได้เพียงแค่ ๘-๒๒ บาทต่อวัน อยู่ในช่วง ๓๒๘-๓๕๔ บาทต่อวัน เฉลี่ยอยู่ที่ ๓๓๗ บาทต่อวันหรือเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ ๕ เท่านั้น เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ ภายหลังจากการไม่มีปรับขึ้นมาตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕ เป็นเวลานานเกือบ ๓ ปีค่ะท่านประธานในช่วงสถานการณ์ Covid-19 ขณะที่เงินเดือน ปริญญาตรียังเริ่มต้นอยู่ที่ ๑๕,๐๐๐ บาท มาเป็นเวลากว่าทศวรรษและยังไม่มีการปรับ เพิ่มขึ้นตามการปรับเงินเดือนปริญญาตรีในระดับมหภาค GDP ในปี ๒๕๖๒-๒๕๖๕ ขยายตัวเพียงร้อยละ ๒.๑ หรือลบ ๖.๑ และ ๑.๕ และตามเฉลี่ย ๔ ปี GDP โตเพียงเฉลี่ย ร้อยละ ๐.๐๒๕ เปอร์เซ็นต์ หรือแทบจะไม่ได้โตเลย เห็นได้ว่าไม่ว่าจะมองจากรายได้ ตัวไหนของประชาชนก็มีรายได้เพิ่มขึ้นน้อยกว่าปัญหาหนี้สินที่เพิ่มขึ้น และ GDP ที่โต เพียงร้อยละ ๒ ในปีที่ไม่ติดลบก็ไม่เพียงพอจะทำให้คนที่ไม่ได้อยู่บนยอด Pyramid ได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตของ GDP ได้ เพราะเมื่อขายสินค้าได้ บริษัท ห้างร้าน โรงงานย่อมได้เค้กส่วนเติบโตเพิ่มขึ้นไปก่อน แต่เกิดจากการทุ่มเทแรงกายแรงใจจากแรงงาน เมื่อก่อนสิ้นปีค่อยมาดูว่าที่เหลือจะแบ่งให้พนักงานแรงงานหรือไม่เท่าใด และการโต เพียงเล็กน้อยเหล่านี้ย่อมยากที่พนักงานแรงงานทั่วประเทศจะได้รับอานิสงส์ อาจจะมีเพียง บางบริษัทที่เป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับทั้งประเทศที่จะปันผลให้กับพนักงานได้โบนัส ในหลาย ๆ เดือน จึงเห็นได้ชัดว่าเป็นปัญหาระดับประเทศที่ไม่ควรจะโทษแต่ประชาชน แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องค้นหาสาเหตุเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้ได้ค่ะ วันนี้ดิฉัน จึงมาอภิปรายประเด็นสำคัญ คือปัญหาหนี้สินครัวเรือนและปัญหาปากท้องของ พี่น้องประชาชน ปัญหาและปัจจัยที่ทำให้หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้น ดิฉันขออนุญาตเสนอ ญัตติด่วนในเลขรับ ๓๒/๒๕๖๖ ดังกล่าว อ้างอิงถึงผลสำรวจของดอกเตอร์ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนในปี ๒๕๖๖ ว่าประชาชน มีรายได้ไม่พอกับรายจ่ายในชีวิตประจำวัน โดยหนี้ครัวเรือนขยายตัวถึงร้อยละ ๑๑.๕ คิดเป็นมูลค่าหนี้กว่า ๕๕๙,๔๐๘ บาทต่อครัวเรือน และจะพุ่งสูงสุดในปี ๒๕๖๗ ทั้งจาก ปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ เช่นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารกลาง ของสหรัฐอเมริกา สงครามการค้า ปรากฏการณ์ธรรมชาติ EL Nino และค่าครองชีพ ที่มีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทะลุเพดาน ดิฉันยังเห็นว่าไม่เพียงพอ แต่ต้องเพิ่มการศึกษา ปัญหาเชิงลึกของหนี้สินครัวเรือนแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ แรงงานนอกภาคเกษตร และในภาคเกษตรด้วย ซึ่งถือเป็นประชากรและเป็นแรงงานส่วนใหญ่ในประเทศเรา ช่องทาง และแนวทางการแก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือนค่ะ
๑. ทัศนคติของผู้มีอำนาจในคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาหนี้สิน ต้องเป็นทัศนคติที่ดีต่อประชาชน ไม่ดูแคลนกล่าวโทษประชาชน ท่านต้องไม่เป็น ผู้ที่มีทัศนคติบิดเบี้ยวที่มักยกตัวอย่างคนบนยอด Pyramid แล้วทำไมคนส่วนใหญ่ ถึงไม่รอด ต้องไม่ใช่เอาแต่รักษา Hedge ของนายทุนผูกขาด และเข้าข้างนายทุนไว้ก่อน เพื่อความจงรักภักดีต่อนายทุนก็เพื่อผลประโยชน์แห่งตนเพียงอย่างเดียว เพราะสุดท้าย ทำแบบนั้นแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนไม่ได้
๒. การสร้างการเติบโตของ GDP บนพื้นฐานของการกระจายรายได้ ที่เหมาะสม การสร้าง Soft Power ให้ลงไปถึงบุคคลหรือครอบครัว การ Upgrade Update ใบคุณวุฒิความรู้ต่าง ๆ ใบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก เพื่อให้เสริมมีทักษะ สอดคล้องกับสถานการณ์ในเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน ทั้งนี้ระดับปริญญามากกว่าปริญญาตรี จะเป็นตัวเร่งอัตราการเติบโตได้ดี การส่งเสริมให้นายจ้างหรือผู้ว่าจ้างลงทุนซื้ออุปกรณ์ เครื่องมือที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ให้แก่แรงงานเช่น Software การพัฒนาทักษะ ของแรงงานที่จำเป็นต้องใช้ในการทำงาน ไม่ใช่ผลักภาระให้กับแรงงานแต่เพียงผู้เดียวกัน สัญญาการจัดซื้อจัดจ้างจากภาครัฐ เช่นการจ้างที่ปรึกษา ควรจ้างระดับบุคคลไว้ด้วย เพื่อไม่ให้ผู้ทำงานได้รับรายได้เฉลี่ยรวมระยะเวลาไม่มีงานชั่วคราวต่ำจนเกินไปค่ะ เพราะจะไปเพิ่มมูลค่าโครงการเข้าไป ผู้ว่าจ้างองค์กรก็จัดสรรรายได้เท่าเดิมหรืออาจจะ น้อยลงค่ะ เพราะเห็นว่าคล่องขึ้นใช้เวลาทำลดลง แทนที่จะเพิ่มรายได้เพราะชำนาญขึ้น เหล่านี้เป็นวิธีเอาเปรียบคนทำงานหรือแรงงานทั้งสิ้น ถามว่าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ได้อย่างไร เป็นเพราะตลาดผูกขาด หรือที่เราเรียกกันภาษาอังกฤษว่า Monopolisation นั่นเองค่ะ งานเฉพาะทางภาครัฐไม่สามารถไปทำในภาคเอกชนได้ และภาครัฐก็จัดสรรแต่ กับเส้นสาย หรือองค์กรเหตุการณ์เช่นนี้จึงเกิดขึ้นกับแรงงานผู้ทำงานค่ะ
การส่งเสริมธุรกิจขนาดย่อยหรือที่เรียกว่า SMEs ซึ่งเป็นแหล่งรายได้การจ้างงาน ที่อาจจะรองรับการจ้างงานที่นอกเหนือจากการจ้างงานของกิจการขนาดกลางและขนาดใหญ่ เพราะในช่วง ๙ ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงส่งเสริมธุรกิจขนาดใหญ่แต่อย่างเดียว หรือแค่นายทุนผูกขาด ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นานมากเกินไปแล้วค่ะ เวลานี้จึงควรหันกลับมาให้สนับสนุนธุรกิจรายย่อย หรือ SMEs ที่ไม่ใช่ธุรกิจขนาดใหญ่ได้แล้ว เพราะเป็นแหล่งจ้างงานมากกว่าร้อยละ ๘๐-๙๐ ของแรงงาน หรือผู้ที่ต้องการทำงาน การปรับปรุงพิจารณายอดการชำระรวมทั้งปี หรือมากกว่าของลูกหนี้เปรียบเทียบกับมูลค่าหนี้ เช่นเป็นหนี้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท อัตรา ดอกเบี้ย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ลูกหนี้จ่ายไปแล้ว ๑๒ เดือน รวมกันเป็น ๑๒๐,๐๐๐ บาท แต่มูลค่าหนี้ยังคงอยู่ที่ ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรืออาจลดลงไปเล็กน้อยย่อมผิดปกติ รัฐบาล สามารถปรับปรุงโครงสร้าง รัฐบาลสามารถปรับปรุงโครงสร้างเหล่านี้โดยผ่านธนาคารของรัฐ โดยผู้บริหารธนาคารของรัฐจะต้องไม่เป็นเครือข่ายของสถาบันการเงินที่โหดเหล่านี้ค่ะ เพราะรายได้ที่แรงงานจะเอามาจ่ายหนี้สินอาจจะมาจากแหล่งรายได้อื่นที่ไม่มีความแน่นอน ปะปนอยู่ด้วยค่ะท่านประธานทำให้ผู้จ่ายชำระไม่ตรงวัน หรืออาจตรงวันก็ได้ไม่เต็มก้อน ต้องไปหารายได้จากที่อื่นมาโปะ ทำให้ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ตรงวันและบรรดาสถาบันการเงินโหด คิดค่าปรับ ค่าติดตามทวงถาม และอื่น ๆ ทำให้มูลค่าหนี้ไม่ลดลง ติดหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อัตราดอกเบี้ยคิดเป็นรายปี แต่จ่ายคืนเป็นรายเดือน คิดค่าปรับ ค่าติดตามทวงถาม เป็นรายวัน ทำให้หนี้สินครัวเรือนไม่ลดลงแม้แต่น้อยค่ะท่านประธาน
สุดท้ายค่ะ ระยะห่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเงินกู้มากกว่าประเทศอื่น ๆ เมื่อเปรียบเทียบที่มีนักวิชาการพูดว่าช่วงนี้เป็นดอกเบี้ยขาขึ้น นั่นคือดอกเบี้ยเงินกู้ ในขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝาก หากไม่ยอมขึ้นตามย่อมไม่ส่งเสริมการออม หรือเศรษฐกิจพอเพียง ไม่มีภูมิคุ้มกันใด ๆ เลยค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ