สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๖

เกษม อุประ หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนและการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพสูง โดยเสนอแนวทางแก้ไข เช่น ถุงเงินดิจิทัล และจัดทั้งระบบในการควบคุมต้นทุนและราคาสินค้า เพื่อให้มันสมดุลกัน

นายเกษม อุประ สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม เกษม อุประ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ขออภิปรายในญัตติ การแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนและการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพสูง โดยผมจะขอกราบเรียน ชี้แจงใน ๒ ประเด็น

ประเด็นแรกก็คือเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนและประเด็นที่ ๒ นั่นก็คือแก้ไขปัญหาค่าครองชีพที่สูง การเป็นหนี้ถือว่าเป็นทุกข์ การเป็นหนี้ทุกคนไม่อยากจะ เป็นหนี้ แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจ ภาวะสถานการณ์ต่าง ๆ บังคับให้เป็นหนี้ และโดยเฉพาะ อย่างยิ่งหนี้สินครัวเรือนที่สูงขึ้น เกิดจากครอบครัว เกิดจากความเหลื่อมล้ำในการบริหาร ของรัฐบาล ซึ่งผมอยากจะขอเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้สิน เพราะว่าการที่จะ ให้ประหยัดอย่างเดียว ผมว่าไม่ใช่ทางออก เพราะปัญหาส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาหนี้สิน ที่เรามีหนี้สินมาก ๆ แล้ว นั่นก็คือต้องกล้าในการลงทุน ต้องกล้าในการตัดสินใจในการที่จะ แก้ไขปัญหา เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ของพี่น้องประชาชน โดยผมขอสนับสนุนนโยบายถุงเงินดิจิทัลของพรรคเพื่อไทยที่ได้เสนอไป เพราะว่าปัญหาเรื่องถุงเงินนี้หลายท่านก็เป็นห่วง หนักอกหนักใจกลัวว่าจะเป็นการสร้าง ภาระปัญหาหนี้สินมากขึ้น ผมอยากจะเรียนว่าถ้าเราสอนลูกเราให้ประหยัดอย่างเดียว แต่ความจำเป็นสถานการณ์ปัจจุบันเขามีบ้านมีรถ ลูกเราก็อยากจะได้ เราจะต้องสอนให้ ลูกเรารู้จักการหาเงิน เพราะฉะนั้นการแจกเงินที่บอกว่าการแจกเงินผมไม่อยากจะใช้ คำว่า แจก นี่คือการลงทุน เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นการกระชากเศรษฐกิจ ที่รถเศรษฐกิจประเทศไทยเรากำลังตกหล่มอยู่ เราอัดเม็ดเงินลงไปคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท โดยให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ ๑๖ ปีขึ้นไปจำนวน ๕๖ ล้านคน ถือว่าเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ เมื่อเราลงทุนไปแล้ว หลายคนก็ถามว่าทำไมไม่ให้เป็นเงินสด ถ้าเราให้เป็นเงินสด การติดตามการที่จะได้ภาษีคืนมานั้นมันยากลำบาก เพราะนักเศรษฐศาสตร์เขาบอกว่า เงินที่จะเอาลงไปนี่นะครับ มันจะหมุนเวียนอยู่ประมาณ ๗ รอบ สมมุติว่าลงเงินไป ๑๐๐ บาท ๑๐๐ บาท ๗ รอบ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ๗ เปอร์เซ็นต์ ๗ คูณ ๗ ๔๙ เราได้คืนมาแล้ว ๔๙ บาท และในขณะเดียวกันเรามีภาษีจากการประกอบการ จากกำไรอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ รวมแล้วเราได้เงินคืนมา ๕๐ กว่าบาท เราลงทุนไปจำนวน ๕๖๐,๐๐๐ ล้านบาท พอหมุนไป ๗ รอบ เราได้เงินคืนมาแล้ว ๒๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลืออีก ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ทีนี้เมื่อเงิน ลงไปในพื้นที่ เมื่อประชาชนมีกำลังซื้อก็จะมีการซื้อจับจ่ายใช้สอย หมุนเวียนกันไป เมื่อหมุนเวียนกันไปสินค้าในโกดัง สินค้าในโรงงานหมดก็จะต้องมีการผลิต ก็เรียกคนงาน เรียกลูกหลานเรากลับเข้าไปทำงานในโรงงาน ก็เกิดการหมุนเวียนมีรายได้ เก็บภาษี เผลอ ๆ เงิน ๕๖๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่เราอาจจะได้กำไรด้วยซ้ำไป และเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ให้ประเทศหลุดพ้นจากภาวะยากลำบากนี้ไปได้ ในประเด็นนอกจากค่าแรงค่าอะไรแล้ว เรายังได้เรื่องการขนส่งเรื่องอะไรต่าง ๆ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เราต้องกล้า ถ้าเราไม่กล้าในการลงทุนครั้งนี้ ประเทศเราก็จะติดหล่มอยู่แบบนี้

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะเรียนว่าค่าครองชีพที่สูงขึ้น เราติดมานานหลายปี อย่างในปีที่แล้ว ๒ ปีก่อนค่าปุ๋ยจากกระสอบหนึ่ง ๘๐๐ บาท มันพุ่งไปเป็นกระสอบละ ๑,๗๐๐ บาท แต่ในขณะเดียวกันราคาพืชผลทางด้านการเกษตรตกต่ำ มันไม่คุ้มกับต้นทุน เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องราคาพืชผล เกี่ยวกับค่าครองชีพ เราจะต้องดู จัดทั้งระบบ คือดูว่าต้นทุนในปัจจัยการผลิตกับราคาสินค้ามันสมดุลกันหรือไม่ เพราะฉะนั้น จะต้องไปควบคุมตรงนี้เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน ดูราคาให้มันคุ้มกัน ตอนนี้ราคาข้าวก็เริ่มกระเตื้องขึ้นมา ผมต้องขอขอบคุณทางรัฐบาล ขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐาที่ได้แก้ไขปัญหาลดค่าครองชีพให้ ลดราคาน้ำมัน ลดค่าไฟฟ้า ลดค่าแก๊ส แล้วก็ยังลดราคาค่าโดยสาร ซึ่งเป็นแนวทางการที่จะลดต้นทุน ลดไม่ให้ค่าครองชีพสูงขึ้น เพื่อให้ เครื่องจักร เพื่อให้ประเทศไทยเรามันเดินไปข้างหน้า เมื่อมีเงินดิจิทัลลงไป มีค่าครองชีพที่ถูกลงมา เราประชาชนก็จะลืมตาอ้าปากได้ มีความรู้สึก มีความสุข มีชีวิตที่สดใส ถ้าหากว่าเรามัวแต่กลัวเป็นหนี้ ที่ผ่านมาเราเป็นหนี้หลายอย่าง เป็นเป็นหนี้ ที่ไม่ก่อเกิดรายได้ แต่การเป็นหนี้การลงทุนครั้งนี้เป็นหนี้ที่ทำให้ก่อเกิดรายได้ ทำให้เศรษฐกิจ มันหมุนไป ผมคิดว่าการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะมาแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ผมอยากจะ ฝากเรื่องที่ผมกราบเรียนในวันนี้ด้วย กราบขอบพระคุณครับ