สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๖

นายชวาล พลเมืองดี ชลบุรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชวาล พลเมืองดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๓ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ปัญหาการจ้างงานและการเพิ่มทักษะได้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยของเราต้องการ การเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน ตอนนี้เราอยู่ในยุคที่ทั่วโลกกำลังผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมใหม่ ๆ โดยที่เขากำลังทิ้งระยะห่างจากประเทศไทยออกไปเรื่อย ๆ ซึ่งปัญหา ที่ทำให้เราไม่สามารถตาม Trend โลกได้ทันไม่ใช่เรื่องอะไรเลย นอกเสียจากเรื่องของ วิสัยทัศน์ ความสามารถของผู้นำและผู้มีอำนาจที่ไม่สามารถพาประเทศขึ้นไปอยู่ในขบวน เดียวกันกับทั่วโลกได้ และเนื่องจากขณะนี้สภาวะสังคมและรัฐไทยมีค่านิยมที่ไม่ได้ตอบสนอง ความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งขยายความได้ว่าโดยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันค่านิยม ของสังคมและรัฐไทยมักจะส่งเสริมให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เพื่อใช้ใบปริญญาเป็นใบผ่านทางไปสู่อาชีพข้าราชการ ประกอบกับรัฐไทยมีระบบราชการ ที่ใหญ่โตเกินความจำเป็น มีหลาย ๆ หน่วยงานที่ทำงานซ้ำซ้อนกัน จึงดึงดูดให้นักศึกษาเหล่านี้ เข้าไปสู่ระบบอุดมศึกษาได้เป็นจำนวนมาก และในช่วงสภาวะเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมา มีสภาวะตกต่ำ หลาย ๆ ธุรกิจในไทยเน้นรับจ้างการผลิต ต้องจ้างแรงงานที่ไม่มีทักษะ ค่าแรงถูก เมื่อค่าแรงถูกคนไทยจำนวนมากต้องหันไปหาใบปริญญา เพื่อหวังว่าจะได้ เงินเดือนที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดสภาวะการว่างงานอย่างรุนแรงของเด็กจบใหม่

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

โดยจากข้อมูลของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติพบว่าผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนหรือเด็กจบใหม่จำนวน ๓๘๐,๐๐๐ คน ๔๙.๓ เปอร์เซ็นต์เป็นคนที่จบในระดับอุดมศึกษา ในขณะที่ระดับอาชีวศึกษา ทั้ง ปวส. และ ปวช. มีเพียง ๗ เปอร์เซ็นต์ และ ๒.๙ เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดแรงงานไทยไม่ได้ต้องการคนจบปริญญามากมายขนาดนั้นจึงเกิดคำถามที่ว่าทำไม การศึกษาไทยไม่สามารถตอบโจทย์ตลาดแรงงานได้ แล้วก็พบคำตอบ ๓ ข้อหลัก ๆ ดังนี้ ๑. สถาบันการศึกษามีรายได้ส่วนใหญ่จากรัฐ จึงทำให้ไม่ต้องผูกพันและรับผิดชอบ กับการมีงานทำของผู้ที่จบการศึกษาไป ๒. การอุดหนุนงบประมาณของรัฐไทยแก่สถานศึกษา ส่งอิทธิพลให้สถานศึกษาจัดการเรียนการสอนตามความพร้อม และความต้องการของรัฐ มากกว่าความต้องการของตลาดแรงงาน ๓. ผู้เรียนไม่มีข้อมูลมากพอในการประกอบการ ตัดสินใจที่จะเข้าเรียนในสาขาหรือสถานศึกษาใด เมื่อเราไปดูนโยบายที่ต่างประเทศ ซึ่งอาจจะนำมาปรับใช้ในบริบทปัญหาดังกล่าวได้ ยกตัวอย่างที่สหรัฐอเมริกา เขาสร้าง หลักประกันแก่นักเรียน นักศึกษาว่าหากจบการศึกษาไปแล้วมีงานทำตอนไหนสามารถจ่าย ค่าศึกษาเล่าเรียนย้อนหลังได้ นี่จะยิ่งทำให้มหาวิทยาลัยตื่นตัวและใส่ใจกับการพัฒนา หลักสูตรให้สามารถตอบสนองกับความต้องการของตลาดแรงงานและอีกข้อเสนอหนึ่ง จาก TDRI แต่ละสถานศึกษาควรเปิดเผยข้อมูลค่าเฉลี่ยฐานเงินเดือนของนักศึกษาจบใหม่ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการเข้ารับการศึกษาของผู้เรียน ในขณะเดียวกัน นอกจาก Heavy Industry หรืออุตสาหกรรมหนักแล้ว เรายังมีอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่รัฐไทย จำเป็นต้องสนับสนุนให้เกิดการเติบโตให้ได้ เช่น อุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่พึ่งพา Soft Power เพราะถือว่าเป็นพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก รวมไปถึง ส่งเสริมสนับสนุนให้กับการศึกษาวิชาชีพเฉพาะหรืออาชีวศึกษา เพื่อยกระดับศักยภาพ ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเป็นทางเลือกที่น่าสนใจให้กับนักเรียน นักศึกษาได้เข้าไป ศึกษาต่อ แต่ในปัจจุบันเรามีกระทรวงการอุดมศึกษาที่แยกออกมาบริหารงานโดยเฉพาะ แต่หน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบการศึกษาด้านอาชีวศึกษากลับเป็นหน่วยงานภายใต้สังกัด กระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น งบประมาณในแต่ละปีต่างกันลิบลับ แล้วรัฐไทยก็ละเลย การเข้ามาพัฒนาอาชีวศึกษา จนทำให้อาชีวศึกษามีลักษณะเป็นเหมือนลูกเมียน้อยไปแล้ว การละเลยของรัฐที่ได้กล่าวมาทำให้อาชีวศึกษาไทยประสบปัญหาในด้านต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้ อาชีวศึกษาไทยไม่สามารถยกระดับศักยภาพแรงงานในตลาดได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับ Trend อุตสาหกรรมโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ตลาดแรงงานต้องการ ทักษะจำเป็นต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากทักษะวิชาชีพเฉพาะแล้ว ตลาดแรงงานต้องการทักษะ ภาษาต่างประเทศ ทักษะ Digital ทักษะ STEM และทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ บวกกับ ทักษะ Soft Skill ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ดียิ่งขึ้น แต่เมื่อย้อนกลับมาดู การศึกษาในระดับอาชีวศึกษากลับพบปัญหาหลาย ๆ ประการที่ทำให้ไม่สามารถยกระดับ ศักยภาพของนักศึกษาที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานได้ เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ด้านคุณภาพของแต่ละสถานศึกษาที่ยังขาดเครื่องไม้เครื่องมือ เทคโนโลยี ครุภัณฑ์ที่จำเป็น สำหรับอุตสาหกรรมใหม่ ๆ บุคลากรที่ก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ขาดทักษะ ที่จำเป็นในโลกยุคสมัยใหม่ เช่น ทักษะ Coaching ทักษะ Facilitator รวมถึงหลักสูตร ที่ล้าหลัง ซึ่งหลาย ๆ ประเทศเขาให้สถานศึกษาออกแบบและปรับปรุงหลักสูตรการอบรม ร่วมกันกับนายจ้างกันแล้ว เพื่อให้ตรงกับความต้องการของนายจ้างมากที่สุด และเพื่อจะ สร้างทักษะที่ใช้ได้จริง และหลายสถานศึกษาในไทยก็มีแล้วแต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก นอกจากระบบที่เป็นกระบวนการขั้นปฐมภูมิในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา นอกระบบหรือ Lifelong Leaning ก็เป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่สามารถยกระดับศักยภาพ ทรัพยากรมนุษย์ในประเทศ ที่สามารถเป็นจุดแข็งในการแข่งขันของตลาดแรงงานไทย กับต่างประเทศได้โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านเรา ซึ่งในปัจจุบันเรามีพื้นที่หลักสูตร Reskill Upskill มากมายหลายแห่ง ทั้งในรูปแบบของ University Degree Credit Bank Thai MOOC Workshop หรือหลักสูตรระยะสั้น Coverage Training หรือแม้แต่กระทั่ง Boot Camp แต่พี่น้องประชาชนก็ยังประสบปัญหาในการเข้าถึง Reskill Upskill อยู่ดีด้วย เหตุผลปัจจัยหลายอย่าง ทั้งเรื่องที่ไม่มีเวลาเพราะต้องทำงานตามระยะเวลาที่กฎหมาย กำหนดคือ ๔๘ ชั่วโมงหรือ ๖ วันต่อสัปดาห์ จะเอาเวลาที่ไหนไปพัฒนาตัวเองกัน หรือเรื่อง ทุนทรัพย์ที่มีไม่มากพอ ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ ผมขอ Slide สุดท้าย ยกตัวอย่าง นโยบายที่สิงคโปร์ เขามีโครงการที่น่าสนใจคือ Skill Future ที่จะให้คูปองเป็นเงิน ๕๐๐ เหรียญแก่ประชาชนอายุ ๒๕ ปีขึ้นไปในการไปเรียน Course ต่าง ๆ เพื่อพัฒนา ตัวเองหรือ Skill Future Top Up ที่จะให้เงินเพิ่ม ๕๐๐ เหรียญเพื่อเรียน Course ที่ได้รับรองจาก Skill Future และโครงการ Additional Skill Future Credit ที่จะให้เงิน เพิ่มอีก ๕๐๐ เหรียญแก่ประชาชนอายุ ๔๐-๖๐ ปีเพื่อเรียน Course ที่เขากำหนด หรือที่ประเทศอังกฤษเขามีโครงการ LifeTime Skill Guarantee ที่รัฐบาลจะช่วย ให้ประชาชนมีทักษะที่ต้องการในทุกช่วงทุกวัยของชีวิต ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทย จะต้องนำมาปรับใช้เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐไทยให้ความสำคัญกับ Lifelong Learning จริง ๆ ไม่ใช่เป็นเพียงนโยบายที่ใช้เพื่อการหาเสียง ขอบคุณมากครับท่านประธาน