สฤษดิ์ เสนอหนุนผู้สูงวัยทำงานต่อตามศักยภาพ ลดภาระรัฐ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๖

สฤษดิ์ บุตรเนียร หารือปัญหาแรงงานและข้อจำกัดของผู้สูงอายุในสังคมปัจจุบัน พร้อมเสนอแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและพัฒนาศักยภาพผู้สูงวัยผ่านความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อเปลี่ยนภาระให้เป็นพลังในการพัฒนาประเทศ

นายสฤษดิ์ บุตรเนียร ปราจีนบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สส. นักพัฒนาแก้ปัญหาปากท้องประชาชน อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปราย ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแก้ไขปัญหาการจ้างงาน และเพิ่มทักษะแรงงาน ปัจจุบันเรารู้ว่าภาคแรงงานเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อน การเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย แม้แต่การจ้างงานจะมีส่วนดีอยู่บ้าง ดีขึ้นไป เรื่อย ๆ แต่ขณะเดียวกันแรงงานที่ขาดในด้านความสามารถก็ยังมีการขาดแคลน เป็นจำนวนมาก ในปัจจุบันปี ๒๕๖๕ เรามีประชากรถึง ๖๖ ล้านคน วันนี้เรามีผู้สูงวัยถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ประชากรผู้สูงอายุ ๑๓-๑๔ ล้านคน เราทำแล้วปัจจุบันนี้และในอนาคตต่อไป ผู้สูงวัยก็จะมีอายุยืนยาวโดยเฉลี่ยก็เกือบ ๘๐ ปี เราจะเห็นว่าภายหลังการเกษียณแล้ว ในระบบธุรกิจ หรือระบบราชการ ๒๐-๒๕ ปีที่ผู้สูงวัยจะต้องดำรงชีพต่อไปในอนาคต วันนี้ผมถึงอยากจะเน้นไปในเรื่องของแรงงานผู้สูงอายุที่จะต้องต่อสู้กันกับการเปลี่ยนแปลง ระบบโครงสร้างของสังคม ซึ่งวัยแรงงานลดลง การเกิดน้อยลง คุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย ซึ่งจะมีอายุยืนยาวขึ้นไปขาดเงินออม การพึ่งพาลูกหลานก็มีจำนวนน้อยลง ผู้สูงอายุ ในฐานะเป็นพลังของสังคมมุ่งใช้ประโยชน์จากศักยภาพของผู้สูงวัยตามความพร้อม ในการทำงานและกิจกรรมเป็นสิ่งที่เราจะทำให้สังคมของผู้สูงวัยมีกิจกรรม และดำเนินชีวิต โดยที่ไม่ต้องพึ่งบุตรหลานและภาครัฐน้อยลง เป็นการที่จะขับเคลื่อนพัฒนาประเทศชาติ อีกแบบหนึ่ง ดังนั้นผมจึงถือว่าผู้สูงวัยควรที่จะต้องทำงานตามศักยภาพความสามารถของตน ดังนั้นผมเองในฐานะ สส. ของจังหวัดปราจีนบุรี มีความห่วงใยกับผู้สูงอายุ มีความคิดริเริ่ม ในการที่จะดูแล สนับสนุนให้ผู้สูงวัยมีสุขภาพที่ดี ได้ร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน และมีอาชีพ ซึ่งสามารถที่จะดำรงอยู่ได้ตามศักยภาพ ปัจจุบันหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน ก็ให้ความสำคัญในการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ เนื่องจากการจัดการเรียนรู้ มีความจำเป็น อำนวยความสะดวก อำนวยประโยชน์ให้กับผู้สูงอายุอย่างยิ่ง เพราะเป็น การจัดการเรียนรู้เพื่อเตรียมตัวให้ผู้สูงอายุนั้นจัดการชีวิตของตนในบั้นปลายที่จะยืนยาวนาน มาก ๒๐-๒๕ ปีโดยเฉลี่ย ช่วยกระตุ้นให้ผู้สูงอายุที่มีความรู้ให้ทันสมัย สามารถรับทราบ ข้อมูลจากสังคมปัจจุบัน ปรับตัว และดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขตามศักยภาพ ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ ยังมีการดูแลให้ความรู้ และผู้สูงอายุมีประสบการณ์ อย่างมาก จากการเพิ่มขึ้นทุกปีของผู้สูงอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปบ่งบอกให้เห็นว่ามีความจำเป็น ต้องมีการพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพของประชากรกลุ่มนี้ให้มีกาย จิตใจ สังคม และมีการร่วมมือ ความมั่นคง เพื่อเตรียมความพร้อมเราจะต้องเตรียมเปลี่ยนคำว่าภาระให้เป็นพลัง เพราะผู้สูงอายุเหล่านี้ยังมีศักยภาพในการที่จะพัฒนาตนเอง ดังนั้นการส่งเสริม สนับสนุน การเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุโดยการนำกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้สูงอายุนั้น นำความรู้ความสามารถเป็นการเพิ่มที่ผมกำลังทำอยู่ในจังหวัดปราจีนบุรีนั้น ดังนั้น การส่งเสริมในภาคส่วนเหล่านี้ให้นำการศึกษาให้มีบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ ผมถึงให้ ความสำคัญอยู่ว่ากระทรวงต่าง ๆ มีบทบาทที่นำมาอยู่แล้ว ไม่ว่ากระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงมหาดไทย ผมต้องขอขอบคุณกระทรวงมหาดไทย ฯพณฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือสอบถามไปยังจังหวัดปราจีนบุรี จากการอภิปรายของผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ได้ให้ความสนใจ ในแนวความคิดการพัฒนาชีวิตของผู้สูงวัยในชนบท เรื่องโครงการจัดธนาคารเวลา กองทุน ผู้สูงอายุและชมรมผู้สูงอายุ เพื่อลดภาระของภาครัฐ และให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี อีกครั้งหนึ่ง ที่ผมกำลังจะจัดการอบรมก็ต้องขอขอบพระคุณท่านโสภณ ซารัมย์ ซึ่งท่านเป็น ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาประจำสภา ให้โอกาสกระผมได้จัดการอบรมสัมมนา โครงการแนวความคิดส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อเพิ่มศักยภาพของประชาชนอย่างยั่งยืน ผมอยากจะเรียนให้ทางกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะวันนี้ผมเห็นภาคส่วนต่าง ๆ ที่ได้ร่วมมือกัน โดยเฉพาะการที่ส่งเสริมภาคีดังภาคเอกชนหรือภาครัฐ ขอ Slide ในเรื่องของ ทฤษฎีสามเหลี่ยม Triangle Model ที่ผมพยายามเสนอให้กับภาครัฐบาลได้ส่งเสริม ทุกภาคส่วนเครือข่ายได้มาร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ชุมชน สังคม โดยเฉพาะ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นได้เข้ามาร่วมกันจัดการบริหาร นำทรัพยากรที่มีอยู่แล้วมาร่วมกัน เพราะผมมองว่าปัจจุบันนี้ทรัพยากรที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอาคาร สถานที่ ผมขอ Slide ที่มีอยู่ ที่จัดอบรมสัมมนาใน Slide ที่ ๕ เป็นอาคาร สถานที่ ซึ่งได้รับการอุปถัมภ์จากองค์การ บริหารส่วนจังหวัดเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ เห็นไหมครับที่เหลือใช้ เรายังมีทรัพยากร อีกมากมายที่เหลือใช้เอามา Renovate เอามาพัฒนา ได้รับการอุปถัมภ์จากการไฟฟ้าที่ให้ กองทุนมาพัฒนา ดังนั้นเราเห็นว่าถ้าหากว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคเครือข่าย ไม่ว่าจะ ภาคเอกชน ภาคประชาชนมาพัฒนา มาเร่งการพัฒนาเพื่อให้นำความรู้ความสามารถมาช่วย ดูแลผู้สูงอายุให้ใช้ศักยภาพตนเองที่มีอยู่ก่อให้เกิดประโยชน์มันจะเป็นการให้ผู้สูงวัยนั้น ได้ดูแลตนเอง เพิ่มศักยภาพ เพิ่มทักษะ สามารถเลี้ยงตัวเองได้ในภาวะปัจจุบัน อีกทั้งภาครัฐ ก็จะได้นำสิ่งปลูกสร้างอาคารไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่ยุบตัวไป หรือมาใช้ประโยชน์ เพื่อจะเป็นศูนย์กลางอเนกประสงค์ให้ผู้สูงวัยได้มาร่วมกันทำกิจกรรมที่ดี และสังคม ภาคประชาชนจะเข้มแข็ง ผมเชื่อว่าถ้า ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้านเข้มแข็งประเทศไทยก็เข้มแข็ง ขอกราบขอบคุณมากครับ