วิทยา แก้วภราดัย หารือประเด็นการพิจารณาคดีปกครองที่มีปัญหาคดีค้างสะสมกว่า 27,000 คดี ความไม่สอดคล้องในการวินิจฉัยคดีที่มีลักษณะคล้ายกัน โดยเฉพาะคดีข้อพิพาทที่ดินระหว่างรัฐกับประชาชน รวมถึงข้อจำกัดของอัตรากำลังตุลาการ จึงเสนอให้มีการกำหนดแนวทางการพิจารณาคดีเป็นมาตรฐานเดียวกัน การจัดกลุ่มคดีเพื่อพิจารณาอย่างเป็นระบบ และการปรับเสริมบุคลากรเพื่อรองรับภาระงาน พร้อมเรียกร้องให้ดำเนินการแก้ไขเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม
ท่านประธานครับ เรียนท่านผู้มา ชี้แจงด้วยผมคงใช้เวลาสภาไม่ยืดยาวนะครับ ได้ดูเอกสาร ๒๑ ปีศาลปกครอง รายงาน ประจำปี ๒๕๖๕ ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในคนที่เป็นคณะกรรมาธิการที่พิจารณาเรื่องการจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีการพิจารณาในศาลปกครอง รวมทั้งเป็นประธานในการแก้ครั้งสุดท้าย เมื่อปี ๒๕๕๔ ผมได้อ่านสารของท่านชาญชัย แสวงศักดิ์ ประธานศาลปกครองสูงสุด ซึ่งท่านได้ให้ไว้เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๔ ได้ตีพิมพ์ในวารสารเล่มนี้นะครับ ผมคิดว่ามี ๒ เรื่องที่น่าสนใจแล้วก็เป็นใจกลางของศาลปกครองจริง ๆ ซึ่งท่านมองทะลุปัญหาจริง ๆ แล้วผมก็กำลังจะหาแนวทางว่าจากการที่ประธานศาลปกครองสูงสุดท่านมองทะลุปัญหา ในศาลปกครองแล้ววันนี้เราแก้กันหรือยัง แก้อย่างไร
ประเด็นที่ ๑ ครับ ๒๑ ปีของศาลปกครองที่เพื่อนสมาชิกเกือบทุกท่านพูด ก็คือคดีที่ค้าง ซึ่งท่านประธานศาลปกครองท่านก็มองออก แต่ผมในฐานะคนที่ร่วมกัน ทำกฎหมายฉบับนี้มาตั้งแต่เริ่มต้นได้ติดตามการทำงานของศาลปกครอง ผมคิดว่าเป็นตัวเลข ที่ไม่แปลก ๒๑ ปี มีคดีเข้าศาลปกครองรวมทั้งศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด ท่านประธานเชื่อไหมครับ ทั้งหมด ๑๘๑,๐๕๓ คดี ๒๑ ปี ๑๘๐,๐๐๐ กว่าคดี และที่สำคัญ ก็คือมีคดีค้างอยู่ ๒๗,๔๐๐ คดี ถามว่าเยอะไหม เยอะครับ แต่เป็นวิสัยทัศน์ของผู้นำ ในองค์กรท่านมองออกครับ คราวนี้เรื่องที่ ๒ ที่ท่านมองออกก็คือปัญหาความลักลั่น ในการวินิจฉัยคดีปกครองที่มีลักษณะเดียวกัน บางครั้งคำวินิจฉัยของศาลปกครองชั้นต้น ในคดีลักษณะเดียวกันแต่คำพิพากษาออกไปคนละทางกัน บางครั้งในคดีประเภทเดียวกัน ทำนองเดียวกันในศาลปกครองสูงสุดออกไปคนละแนวกัน ซึ่งอันนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ในแนวทางการวินิจฉัย ท่านประธานท่านก็มองออกครับว่าท่านมีแนวทางการแก้ไขปัญหา ก็คือคดีประเภทเดียวกัน แน่นอนครับคดีประเภทเดียวกันมันก็ไม่เหมือนกันทุกตัวอักษร ไม่เหมือนกันทุกพฤติกรรมหรอกครับมันมีความแตกต่าง แต่แนวทางวินิจฉัยถ้ามันกระโดด กันมากจะทำให้ความรู้สึกประชาชนเกิดความไม่แน่ใจว่าทำไมศาลไปคนละทางกัน ผิดกับศาลอาญาเขาจะเอาบรรทัดฐานของศาลฎีกาเป็นแนวในการศึกษาวางเรียงทั้งหมด เพราะฉะนั้นท่านประธานศาลปกครองสูงสุดท่านก็ตั้งแนวทางไว้ครับว่า คดีที่มีเหตุการณ์ การฟ้องคดีทำนองเดียวกันควรต้องเข้าองค์คณะใด ปัญหาที่ผมจะพูดผมคิดว่าผมก็ต้องการ แนวทางของท่านผู้มาชี้แจงว่าเราจะมีแนวทางอะไรบ้าง
๑. ปัญหาคดีที่ค้างคาที่ผมบอกว่าไม่แปลกใจครับ ท่านลองเปิดดูอัตรากำลัง ทั้งหมด อัตรากำลังบุคลากรของศาลปกครองรวมทั้งสิ้น ณ วันนี้ปี ๒๕๖๕ ซึ่งกว่าจะถึงวันนี้ ผมคิดว่าเราสะสมอัตรากำลังมาทีละปีใน ๒๑ ปี ได้อัตรากำลังบุคลากรในศาลปกครองทั้งสิ้น ๓,๓๙๔ คน มีแค่นี้ครับ แบกรับคดีอยู่ ๑๘๐,๐๐๐ กว่าคดี และที่สำคัญมีตุลาการ ศาลปกครองชั้นต้น ๒๐๐ ท่าน มีตุลาการศาลปกครองสูงสุด ๕๙ ท่าน รวมทั้งหมด ที่เป็นตุลาการจริง ๆ ๒๕๙ ท่าน ทำ ๑๘๐,๐๐๐ กว่าคดี ซึ่งผมก็คิดว่าในสายตาที่ผม เป็นนักกฎหมายเหมือนกัน ผมก็ว่าเป็นเรื่องที่พอใจ มหัศจรรย์ แต่ความต้องการ ของประชาชนเขาต้องการมากกว่านั้นจริง ๆ ดังที่เพื่อนสมาชิกได้พูดถึง ประเด็นปัญหา ก็คือมีแนวทางอย่างไรว่าวันนี้นอกจากจะทำหน้าที่ตุลาการแล้วศาลปกครองเป็นผู้ไต่สวน เป็นผู้อำนวยความสะดวกกับประชาชนที่มาร้องกับศาลปกครองทั้งหมดแทบจะไม่ต้องใช้ทนาย เราใช้ข้าราชการฝ่ายปกครองไปทำหน้าที่รับมืออย่างนี้ในศาล มีทั้งหมดแค่ ๒,๓๘๒ คน ที่ต้องเตรียมทุกอย่างก่อนที่เข้ากระบวนการของศาลจะเป็นคนวินิจฉัย เมื่อตัวเลขข้าราชการ ทั้งศาลปกครองมีขนาดนี้ ผมคิดว่าจะต่อว่าว่าคดีค้างผมก็ต่อว่าไม่ลง แต่ก็ให้กำลังใจครับ แต่อยากทราบแนวทางของท่านผู้มาชี้แจงก็หมดว่าหลังจากท่านประธานศาลปกครองสูงสุด ให้นโยบายแนวทางไว้แล้ววันนี้เราเตรียมการในการปรับอัตรากำลังบุคลากรอย่างไรบ้าง เพราะตุลาการศาลปกครองไม่ใช่เรื่องที่หาง่าย ศาลยุติธรรม อายุ ๒๕ ปีก็จบเนติบัณฑิต ผ่านประสบการณ์กฎหมาย ๒ ปีสอบเป็นตุลาการได้ แต่ศาลปกครองมาตรฐานสูงขึ้นไปกว่า คนที่มาสอบศาลปกครองไม่ใช่ว่าจบกฎหมายได้เนติบัณฑิตแล้วจะได้ อายุ ๒๕ ปีเป็นได้ อายุต้องไปไกลกว่านั้น แล้วถ้าจะโอนมาจากหน่วยงานอื่นมาสอบศาลปกครองนี่ ต้องระดับอธิบดี รองอธิบดีลงไปถึงจะหาบุคลากรอย่างนั้นได้ เพราะฉะนั้นผมอยากทราบ แนวทางว่าเราจะแก้ปัญหาบุคลากรได้อย่างไร มีแนวทางอะไรเพื่อรองรับกับปริมาณคดี ที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ๆ
ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องผลคดีที่ต่างกันในแต่ละศาล ซึ่งท่านประธาน ศาลปกครองสูงสุดท่านก็มีแนวทางแล้ว วันนี้เราปรับปรุงไปถึงไหนแล้วว่าคดีประเภทนี้ พิพาทกันเรื่องที่ดินระหว่างรัฐกับชาวบ้าน พิพาทระหว่างวัดกับชาวบ้าน หรือพิพาทกับ ศาลปกครองกับชาวบ้านที่มีลักษณะคดีใกล้เคียงกัน เราแบ่งกลุ่มคดีเพื่อขึ้นไปยังคณะใด คณะหนึ่ง แต่ละคณะดำเนินการไปถึงไหนแล้วครับ
สุดท้ายก็คิดว่าแนวทางที่ท่านประธานศาลปกครองสูงสุดได้ให้ไว้ ผมคิดว่าท่านเข้าใจปัญหาทั้งหมด แล้วก็ถ้าทะลุปัญหานี้ได้ทั้งหมด ทั้งบุคลากร แล้วก็ แนวทางในคำวินิจฉัยที่ไม่แตกต่างกันมากนักศาลปกครองเราก็จะเป็นหลักประกันให้กับ ความเป็นธรรมกับประชาชนในการที่จะยืนรับมือกับอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมครับ ขอบพระคุณครับ