ทวี แจงแก้กฎหมาย กยศ. หักต้นก่อนดอกเบี้ย หลังใช้จริงยังไม่ชัด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๖

ทวี สอดส่อง หารือปัญหาหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ยังไม่มีการออกกฎเกณฑ์บังคับใช้ แม้กฎหมายใหม่ที่ปรับลดดอกเบี้ย กำหนดหักต้นก่อนดอกเบี้ย และขยายผลใช้ย้อนหลังจะมีผลตั้งแต่เดือนมีนาคม 2566 เรียกร้องให้กรมบังคับคดีและคณะกรรมการ กยศ. ดำเนินการตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองผู้กู้และผู้ค้ำอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะกรณีที่ผู้กู้ต้องชำระเกินหลายเท่าแต่ยังถูกดำเนินคดี ทั้งที่ตามกฎหมายใหม่ควรถือว่าหนี้สิ้นสุดแล้ว

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก่อนจะตอบคำถามข้อแรก เพื่อให้เพื่อนสมาชิกแล้วก็ทางพี่น้องประชาชนได้เข้าใจ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม กยศ. ฉบับที่ ๒ ได้เปลี่ยนโครงสร้างและสาระสำคัญ ในการแก้ปัญหาลูกหนี้หลายประการ

ประการที่ได้รับคำถามข้อแรกก็คือว่า มาตรา ๔๔ เดิม เราคิดดอกเบี้ย ตามกฎหมายไม่เกินร้อยละ ๗.๕ ต่อปี คิดเบี้ยปรับไม่เกินร้อยละ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ต่อปี รวมกัน ก็คือ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี แก้ไขใหม่เป็นคิดดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ ๑ ต่อปี ไม่เกินร้อยละ ๑ ที่สภาเราอภิปรายคือ ๐ ก็ได้ถึง ๑ คิดเบี้ยปรับไม่เกินร้อยละ ๐.๕ ต่อปี รวมกันไม่เกิน ๑.๕ ต่อปี สาระสำคัญที่เป็นนวัตกรรมแก้ปัญหามากก็คือการคิดเงินที่ส่งไปนี่เดิมเงินที่ส่งไป จะต้องไปหักเป็นเบี้ยปรับ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ หักเป็นดอกเบี้ยจึงมาหักเงินต้น แต่ปรากฏว่า สาระที่แก้ใหม่ก็คือ เงินที่ไปหักต้องไปหักเงินต้นก่อนแล้วจึงจะมาเป็นดอกเบี้ย แล้วเป็นเบี้ยปรับ แล้วก็จะหักได้ ถ้าใจดำที่สุดก็ร้อยละ ๑.๕ ต่อปี กฎหมายดังกล่าวได้มีผลต่อกรมบังคับคดี แล้วกันนะครับ ในส่วนของกระทรวงยุติธรรมก็คือเขาเขียนให้ไปใช้ถึงกรมบังคับคดีด้วย ก็คือในการลดหย่อนหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ การเปลี่ยนหนี้ หรือการชำระหนี้กองทุน แม้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว หรืออยู่ระหว่างบังคับคดีก็ใช้ด้วย คือสรุปว่าหนี้ กยศ. ทั้งหมด ต้องมาใช้ด้วยถ้ายังใช้ไม่หมด

ประการที่ ๒ คือมาตรา ๑๙ ที่ไปแก้ไขมาตรา ๔๔ เพิ่มมาตรา ๔๔/๑ ก็คือ ในการชำระ ในอดีตคือเราชำระไปแล้ว ก็ให้ไปคิดใหม่ให้เป็นชำระหักเงินต้น แล้วมา หักดอกเบี้ยและประโยชน์อื่นใดคือเบี้ยปรับ แล้วอีกมาตราหนึ่งคือมาตรา ๒๗ มาเขียนว่า ให้นำบังคับใช้แก่ผู้กู้และผู้ค้ำก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ก็คือมีบทเฉพาะกาลให้ย้อนไป ที่สำคัญที่ท่าน สส. กมลศักดิ์สอบถามก็คือ ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือหลักเกณฑ์ วิธีการที่เป็นเงื่อนไขของกฎหมายใหม่ที่เป็นคุณ กฎหมายเขียนว่า ต้อง ไม่ใช่ เพื่อจะ ต้องนำไปใช้กับผู้ค้ำ ผู้กู้ แม้จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดและอยู่ในชั้นบังคับคดีได้ อันนี้ก็คือ สาระสำคัญ ขณะนี้เราพบว่ามี กยศ. อยากให้ขึ้นภาพด้วยครับ Slide ที่พูดไปเมื่อสักครู่

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Clip ภาพ)

วันนี้ เราพบว่าคนกู้ยืม กยศ. มีทั้งหมด ๖,๗๐๐,๐๐๐ คน ข้อมูลที่ได้เมื่อก่อนจะเข้าที่ประชุม มีผู้กู้ ๓.๙ ล้านราย มีผู้ค้ำอยู่ ๒.๘ ล้านราย ในกฎหมายดังกล่าวนี้นับแต่วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๖ ทุกคนใน ๖,๗๐๐,๐๐๐ ราย จะต้องได้รับความเป็นธรรมและปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้การที่กระทรวงการคลัง หรือคณะกรรมการ กยศ. ไม่ออกระเบียบกฎเกณฑ์ เรามีรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุด คือรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕ วรรคสอง เขาบอกว่า สิทธิหรือเสรีภาพใดที่รัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ หรือให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์วิธีการที่กฎหมายบัญญัติแม้ไม่มีกฎหมายตราขึ้นใช้บังคับบุคคลและชุมชน สามารถใช้สิทธิเสรีภาพตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญได้ นี่คือประเด็นที่เป็นปัญหาว่า วันนี้เป็นเวลา ๘ เดือนยังไม่ได้ออกกฎเกณฑ์มา อยากให้ดู Slide ให้ดูว่าวิธีคิดที่อยู่ ในชั้นบังคับคดี ขอไป Slide ที่ ๒ ครับ อันที่ ๒ หนี้นี้ผมให้ดูตัวอย่างหนึ่งในกรมบังคับคดี ผู้กู้กู้ไป ๒๖๐,๐๐๐ บาทเศษ วันนี้จ่ายไปแล้ว ๗๑๐,๐๐๐ บาทเศษ เกินกว่า ๓ เท่าตัว แต่ยังเหลือหนี้อยู่จากคำพิพากษาอยู่ ๑๕๐,๐๐๐ บาท ถ้าเป็นกฎหมายใหม่ ถ้ามีผลใช้บังคับ คนนี้ไม่ต้องใช้หนี้แล้ว นี่คือประเด็นปัญหาที่อยากจะกราบเรียนว่า ทำไมกรมบังคับคดีที่ต้องมารับ เพราะขณะนี้มีเรื่องที่อยู่ในกรมบังคับคดี ๒๐๐,๐๐๐ กว่าเรื่อง แล้วเราได้ตั้งเรื่อง ที่ทำการอายัดทรัพย์ ทำการยึดทรัพย์ อยู่ ๔๖๐,๐๐๐ เรื่อง เป็นเงิน ๖,๖๓๓ ล้านบาทเศษ หนี้คือเงินของผู้ที่เรียนหนังสือ ผู้ค้ำ ดังนั้นเมื่อกรมบังคับคดีความจริงไม่ต้องรอคณะกรรมการ กยศ. เพราะกฎหมายมันมีผลบังคับในวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๖ แล้ว การที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือแม้แต่กรมบังคับคดีไม่ปฏิบัติตามกฎหมายนั้น เพราะกรมบังคับคดีทำอย่างอื่นไม่ได้ เนื่องจากว่าตัวอย่างเมื่อสักครู่ที่มีเงินของลูกหนี้รายหนึ่งที่ส่งไป ๗๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ทั้งที่มีหนี้อยู่ ๒๖๐,๐๐๐ กว่าบาท อย่างกรณีดังกล่าวนั้น ถ้าตามกฎหมายลูกหนี้คนดังกล่าว ไม่ต้องใช้หนี้แล้ว เราจำเป็นต้องเอาหลักเกณฑ์และการคิดเงินจากคณะกรรมการ กยศ. มา ซึ่งก็อาจจะเป็นคำถามต่อว่าหลังจากที่ผมไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญกระทบต่อคน ๒.๙ ล้านคนก็ว่าได้ แล้วก็ครอบครัวอีกจำนวนมาก และได้รับผลกระทบ เพราะตั้งใจเรียน เพราะขยันเรียน เพราะต้องการเป็นอนาคตของชาติที่ดี กลับต้องเป็นหนี้ และหนี้ดังกล่าวบางคนอาจจะบอกไม่มีวินัยการเงินการคลัง แต่จริง ๆ ที่อยู่ภายใต้หนี้ก็คือการคิดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับที่ไม่เป็นธรรม เราถึงได้แก้กฎหมายไปครับ คำถามข้อแรกขอตอบตรงนี้ครับ