มานพ คีรีภูวดล อภิปรายประเด็นปัญหาเด็กหัว G ที่เกี่ยวข้องกับสถานะบุคคลและสัญชาติซึ่งส่งผลต่อการเข้าถึงการศึกษาและบริการสาธารณะ โดยเน้นย้ำว่าเป็นปัญหาด้านสิทธิเด็กที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเป็นระบบ พร้อมเรียกร้องให้มีการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจที่มีกรอบเวลา งบประมาณ และทรัพยากรสนับสนุน เพื่อประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและขยายผลจากโมเดลความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จแล้วในบางพื้นที่
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมือง ผมขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปรายเพื่อที่จะสนับสนุนให้สภาแห่งนี้ ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในการแก้ไขปัญหากรณีเด็กหัว G อันนี้ผมยืนยันนะครับ เรื่องนี้มีความสำคัญ สภาจะต้องเป็นพื้นที่ที่จะทำให้ทุกส่วนเข้ามาใช้พื้นที่ตรงนี้ในการแก้ไข ปัญหาเรื่องนี้
ท่านประธานครับ ผมอยากจะเริ่มอย่างนี้ว่าเด็กหัว G หรือเด็กไม่มีสถานะ ทางทะเบียนใด ๆ เลยจะต้องแยกออกจากเรื่องของสัญชาติ ไม่เกี่ยวข้องกันเลยนะครับเรื่องนี้ ถ้าเอามาผสมกันมันจะทำให้การทำงานมีปัญหา เด็กหัว G ก็คือเด็กที่ไม่ปรากฏสถานะ ทางทะเบียนใด ๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นต่างด้าว ไม่ว่าจะเป็นบัตรหัว ๐ ไม่ว่าพ่อแม่อยู่ที่ไหน คือเป็นพลโลกแต่ว่าอยู่ที่นี่ แต่ว่าไม่มีสถานะอะไรเลย มันมีเงื่อนไขทั้งระดับสากลแล้วก็ กฎหมายของประเทศไทย เรื่องของกระทรวงศึกษาธิการบอกว่านักเรียนที่ไม่พบสถานะ ใด ๆ เลยให้ขึ้นทะเบียนรหัสด้วยตัว G คือ Generate ใหม่ คนเหล่านี้จะได้มีสถานะเพื่อที่จะ เข้าถึงการศึกษา อันนี้เป็นหลักข้อตกลงระหว่างสากลนานาชาติว่าสิทธิการศึกษาของเด็ก ไม่ว่าคุณจะอยู่ประเทศไหนจะต้องได้รับการศึกษา ผมอยากให้ท่านประธานฝากไปยัง คณะกรรมาธิการที่จะเกิดขึ้นว่าเรื่องเด็กหัว G ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสถานะสัญชาติ แต่ว่าเด็กหัว G มีสิทธิที่จะพัฒนาสัญชาติไหม ก็ต้องไปดูว่าเด็กหัว G แต่ละคนเข้าเงื่อนไข เกี่ยวกับกระบวนการได้รับมาซึ่งสัญชาติหรือไม่ ซึ่งมี พ.ร.บ. มีระเบียบ มีคำสั่งต่าง ๆ อยู่แล้ว ผมคิดว่าเอาเรื่องนี้ให้ชัดนะครับ เด็กหัว G ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของสัญชาติ เป็นการรับรอง สถานะของนักเรียนที่อยู่ในระบบการศึกษาตามสิทธิการศึกษาของข้อตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศจะต้องให้เด็กเหล่านี้มีสิทธิ และเด็กเหล่านี้จะต้องมีรหัสทางทะเบียน ที่ขึ้นต้นด้วย G ผมคิดว่าอันนี้ประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน เรื่องนี้เป็นเรื่องความจำเป็นและสำคัญ ที่จะต้องให้สภาแห่งนี้พิจารณา ผมคิดว่าระบบการศึกษาเป็นพื้นที่แห่งเดียวของมนุษย์ ไม่ว่าคุณจะเป็นเผ่าพันธุ์ชนชาติไหน คุณจะอาศัยอยู่ในประเทศอะไร แม้แต่คนไทยที่ไปอยู่ ในต่างแดน การศึกษาคือพื้นฐานที่จะพัฒนาศักยภาพความเป็นมนุษย์ในมิติต่าง ๆ ในทักษะ ต่าง ๆ การศึกษาเป็นพื้นฐานอันเดียวที่จะนำไปสู่เรื่องของการที่จะให้พลเมืองประเทศนั้น ๆ มีคุณภาพในการพัฒนา ซึ่งเราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ คือทรัพยากรมนุษย์ ผมอยากจะพูดอย่างนี้ครับว่ากรณีเด็กหัว G หรือว่าเด็กตัว G ในประเทศไทยตัวเลขมันเหลือไม่เยอะแล้วครับท่านประธาน ผมคิดว่าไม่น่าจะเกิน ๒๐๐,๐๐๐ คน ๒๐๐,๐๐๐ คนเหล่านี้ผมคิดว่ามันเป็นประเด็นในกระบวนการทำงาน ของหน่วยงาน ระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการก็เขียนไว้ชัดเจนอยู่แล้ว หลายพื้นที่ ก็ดำเนินการว่านักเรียนคนไหนที่เรียนอยู่ในโรงเรียนตั้งแต่อนุบาล ประถมศึกษา ไปถึงระดับ มหาวิทยาลัย ถ้าพบว่าไม่มีการปรากฏสถานะใด ๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นสถานะคนต่างด้าว ไม่ว่าจะเป็นสถานะคนไร้รัฐ หรือเลขต่าง ๆ ที่กรมการปกครองเขาออกไว้ ถ้าไม่มีใด ๆ เลย ก็คือให้ออกเป็นตัว G อันนี้มีกฎหมายอยู่เรียบร้อยครับ และที่สำคัญก็คือว่ามันไปเกี่ยวข้อง กับกรมการปกครอง เด็กหัว G ที่ทางโรงเรียนส่งชื่อมาจะต้องแจ้งไปที่อำเภอ ที่กรมการปกครอง เพื่อที่จะขึ้นทะเบียนว่ามีจำนวนนักเรียนเหล่านี้ที่ยังไม่พบสถานะใด ๆ ที่ขึ้นหัว G จำนวนเท่าไร ทางอำเภอจะได้ออกบัตรไว้ ปัญหาทั้งหมดมันอยู่ตรงที่ว่าหน่วยงาน ที่ทำงาน ที่ว่าในระดับนโยบายไม่มีนโยบายสั่งการที่ชัดเจนว่าจะต้องทำงานความร่วมมือ ถึงแม้อาจจะสั่งการแบบหลวม ๆ แต่สำคัญที่สุดคือว่ามันไม่มีงบประมาณและเครื่องมือ ทำงาน ผมไปเจอหลายอำเภอครับ อำเภอที่ดำเนินการได้ ผมยกตัวอย่าง ผมไปที่เชียงดาว ท่านนายอำเภอ แล้วก็ท่านปลัดอำเภอแก้ปัญหากรณีเด็กตัว G ได้เยอะ เพราะความร่วมมือจากองค์กรพัฒนาเอกชน ผมต้องขอชม ผมขอเอ่ยนามคือ องค์กร Plan ออกทั้งงบประมาณ จัดเวที สร้างเครือข่ายความร่วมมือ ตั้งคณะทำงาน อบรมต่าง ๆ จนได้ บุคลากรเหล่านี้ ปัญหาที่เราเจอ
๑. คือการประสานงานระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและกรมการปกครอง ผมคิดว่าถ้านโยบายไม่ชัดเจนจะมีปัญหาในแง่การดำเนินการ
๒. คือการสนับสนุนบุคลากรที่เป็นการเฉพาะ และงบประมาณ เป็นการเฉพาะ เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ เป็นการเฉพาะ วันนี้บุคลากรที่อำเภอเราจะใช้ นายอำเภอฝ่ายทะเบียน ซึ่งต้องทำเรื่องแจ้งเกิด แจ้งตาย แจ้งหย่า หรืองานปกติของเขา แต่ต้องมีภารกิจเพิ่มเติมกรณีเด็กหัว G เด็กตัว G ที่กระทรวงศึกษาธิการส่งให้ และไม่มี งบประมาณอีก ต้องหาเงิน ต้องหางบประมาณ ต้องหาเครื่องไม้เครื่องมือในการเดินทาง ไปมาเพื่อจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ อันนี้ฝ่ายนโยบายก็สามารถที่จะสั่งการได้
๓. คือเรื่องกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผลพลอยได้ ที่จะต้องไปรับรอง โดยเฉพาะการเข้าถึงสิทธิในการรักษาพยาบาลต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นทั้งหมดที่ผมอภิปรายมันมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเด็กที่ไม่มีสถานะใด ๆ เลย หรือมีสถานะแล้วรอการพัฒนาสถานะทางบุคคล ไม่ว่าจะเป็นลูกของแรงงานก็ดี หรือนำไปสู่ การพัฒนาสัญชาติ ซึ่งสัญชาติก็ได้มาแค่ ๒ ทางเท่านั้นครับ หลักแห่งการเกิด แล้วก็ หลักแห่งสายเลือด มันมีแค่ ๒ หลักการนี้ในการออกสัญชาติ ซึ่งมันมีรายละเอียดข้อกฎหมาย ต่าง ๆ หมดแล้ว ผมยกตัวอย่างกรณี สสป. ที่อยู่ข้าง ๆ ผม เด็กนักเรียนที่อุ้มผางจบแล้ว สอบชิงทุนได้ที่ ๒ แพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล พอกระบวนการทางสถานะ ทางทะเบียน พ่อแม่ไม่มีสัญชาติก็ไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ แล้วบุคลากรเหล่านี้เขาเสียโอกาสขนาดไหน บุคลากรเหล่านี้เขาจะสูญเสียศักยภาพที่เขามีอยู่และมีผลต่อประเทศอย่างไร
ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะฝากเรื่องนี้นะครับ กรณีเด็กหัว G ผมคิดว่า จำนวนมีไม่ค่อยเยอะ ถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญตั้งขึ้นมา มีข้อสรุปและเสนอไปที่ รัฐบาล ผมคิดว่าใช้เวลาประมาณปีถึง ๒ ปีก็จะจบ บางทีอาจจะไม่ถึงปีก็ได้ เพราะสถานะ ทางทะเบียนของโรงเรียนอาจจะมีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าการเชื่อมระหว่างปกครองนี่อาจจะมี ข้อจำกัด คล้าย ๆ กับเรื่องของผมเคยอภิปรายเรื่องนี้ เรื่องสถานะบุคคลไร้สัญชาติครับ ปัญหาทั้งหมดไม่ได้มีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายเลยนะครับ ปัญหาทั้งหมดไม่ได้มีปัญหาเรื่อง ระเบียบ มติ ครม. หรือข้อสั่งการเลย แต่ปัญหาทั้งหมดอยู่ที่ระบบบริหารและกลไก การสั่งการที่เอางานพิเศษ เอางานที่มีความพิเศษกว่าอื่นใดไปอยู่ในกลไกปกติ ซึ่งกลไกปกติ เขามีงานที่ล้นมืออยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเด็กหัว G สถานะบุคคลและสัญชาติ ดำเนินการให้มีหน่วยบริหารจัดการที่เป็นการเฉพาะและมีกรอบระยะเวลา มีงบประมาณ สนับสนุน มีบุคลากร เครื่องไม้เครื่องมือ สิ่งเหล่านี้จะจบภายใน ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน