วิภาณี ภูคำวงศ์ หารือปัญหาเด็กไร้รัฐและเด็กไร้สัญชาติในประเทศไทย ที่ได้รับผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านการศึกษา สุขภาพ และสถานะทางกฎหมาย พร้อมเสนอให้ปรับเกณฑ์รายได้ในการแปลงสัญชาติ เร่งสำรวจจัดสรรทุนการศึกษา และส่งเสริมการสื่อสารหลายภาษาในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับโอกาสและพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศในอนาคต
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาววิภาณี ภูคำวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๘ พรรคเพื่อไทย ญัตติที่ดิฉันกำลังจะอภิปรายต่อไปนี้จะสะท้อนให้เห็นว่ารัฐสภาอันทรงเกียรติ แห่งนี้ ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนมากแค่ไหน และเห็นถึงความสำคัญในความเท่าเทียม ทางการศึกษาของเด็กที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรไทยอย่างไร เพราะปัญหาสถานะทางกฎหมาย ของบุคคลในประเทศไทยเป็นอีกปัญหาที่เรื้อรังมานาน เนื่องจากปัญหาความขัดแย้ง ทางการเมืองของประเทศเพื่อนบ้านที่ทำให้มีบุคคลสัญชาติอื่นเดินทางเข้ามายังประเทศไทย และไม่สามารถเดินทางกลับประเทศของตนเองได้ ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ต่างมีความเชื่อมโยงกัน ทำให้ปัญหาทางสถานะและสิทธิของบุคคลในประเทศไทยมีความซับซ้อนมากขึ้น และส่งผล กระทบโดยตรงต่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในชีวิตและร่างกาย สิทธิในการศึกษา สิทธิในการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม หรือแม้กระทั่งสิทธิในกระบวนการ ยุติธรรม สาเหตุหลัก ๆ ปัจจุบันตามข้อกฎหมายที่ประเทศไทยได้กำหนดที่ทำให้เด็กที่เกิดมา ในประเทศไทยไม่ได้รับสัญชาติไทยมีอยู่ ๒ ประการหลักค่ะ
๑. เด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่มีสัญชาติไทย ซึ่งตามหลักแล้วจะได้สัญชาติไทย ตามพ่อแม่ทันที แต่พ่อแม่ไม่ได้แจ้งเกิด แจ้งเกิดไม่สมบูรณ์ หรือแจ้งเกิดช้าไป กำเนิดโดย ไม่มีหลักฐานยืนยันความเป็นลูกกับพ่อแม่ที่มีสัญชาติไทย
๒. เด็กที่เกิดจากพ่อแม่ต่างด้าว พ่อแม่ที่เข้าเมืองชั่วคราว หรือเข้าเมือง โดยไม่ถูกกฎหมาย แม้จะเกิดในประเทศไทยแต่มีปัญหาในการแจ้งเกิดของสถานะของพ่อแม่ ทำให้เด็กที่เกิดมาไม่มีสัญชาติ หรืออาจไม่มีหลักฐานการมีตัวตนอยู่ในระบบทะเบียน ประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ไม่ได้รับสิทธิพื้นฐานของผู้มีสัญชาติไทย หรือมีความยากลำบาก ในการใช้ชีวิต โดยจะเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเด็กเติบโตขึ้น ไม่มีใครอยากเป็นเด็กไร้สัญชาติ มีชีวิตอยู่โดยไร้ตัวตนในดินแดนที่ตัวเองเกิด และในโลกนี้ก็ยังมีเด็กอีกจำนวนหนึ่ง ที่ถูกกำหนดให้ต้องไร้สัญชาติ เนื่องจากพวกเขาไม่ถูกยอมรับให้เป็นพลเมือง ยังมีเด็กนักเรียน ส่วนหนึ่งที่ยังถูกหลงลืมจากสังคมไทย พวกเขายังไม่สามารถกลับมาเรียนในห้องเรียน พร้อมกับเพื่อน ๆ ได้ซึ่งก็คือเด็กนักเรียนกลุ่ม G ซึ่งเป็นชื่อเรียกอีกชื่อเรียกหนึ่งที่ลูกหลาน ของแรงงานที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยเติบโตและใช้ชีวิตในประเทศไทย เพียงแต่ ไม่มีบัตรประชาชน ไร้รัฐ ไร้สัญชาติ
ดิฉันมีข้อเสนอค่ะ โดยปกติแล้วขอใบถิ่นที่อยู่ถาวรต้องอาศัยในประเทศ ถึง ๑๕ ปี ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่นานในการอาศัยในประเทศไทย แต่ความยากในการ แปลงสัญชาติไทยสำหรับบุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติ นั่นมีเงื่อนไขต้องมีรายได้ ๔๐,๐๐๐ บาท ขึ้นไปต่อเดือนซึ่งถือว่าเป็นรายได้ที่สูงมาก ควรที่จะมีการพิจารณาปรับลดเกณฑ์รายได้ลง แม้รัฐบาลไทยจะสนับสนุนให้เด็กทุกคนได้เรียนฟรีตามการศึกษาภาคบังคับถึงอายุ ๑๕ ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๓ แต่บางครอบครัวไม่สามารถที่จะส่งลูกเรียน จนจบได้ เลยมีเด็กจำนวนมากที่ต้องออกจากระบบการศึกษา แม้จะมีการศึกษาทางเลือก อย่างเช่น กศน. ที่รองรับ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการศึกษานั้นมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แฝงเข้ามาด้วย บางค่าใช้จ่ายรัฐบาลไม่ได้ช่วยอุดหนุน ดิฉันอยากเสนอให้มีการสำรวจเด็กไร้สัญชาติที่ยากจน เพื่อขยายโอกาสได้รับทุนจากกองทุนต่าง ๆ ค่ะ
ต่อมาประเด็นเรื่องกำแพงภาษาคืออุปสรรคสำคัญในการเรียนในโรงเรียนไทย ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักที่จะเข้าใจ อ่านออก เขียนได้ เพราะการเรียนการสอน การสื่อสารทั้งครูและเพื่อนร่วมชั้นใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลัก แต่ก็มีบางโรงเรียนตามตะเข็บ ชายแดนที่เด็กส่วนใหญ่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นนักเรียนจากเพื่อนบ้าน จึงสื่อสารในห้องเรียน เป็นภาษาต่างประเทศอย่างเดียว เลยทำให้การเรียนรู้ภาษาไทยเป็นไปอย่างช้า ดิฉันอยาก เสนอให้มีการสื่อสารครอบคลุมทั้ง ๔ ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาพม่า และภาษาอังกฤษ ซึ่งจะทำให้คุณครูและเด็กกลุ่มเหล่านี้ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและภาษา เช่นเดียวกัน เด็กกลุ่มนี้มีความฝันเหมือนเด็กคนอื่น ๆ อยากไปโรงเรียน ได้เรียนหนังสือ สูง ๆ เพื่ออนาคตของตนเอง แต่เขาก็ไปไม่ถึงเป้าหมาย เมื่อยังติดขัดที่เขาได้เป็นนักเรียน กลุ่ม G มันคงจะดีถ้าพวกเขามีตัวตนในสังคม มีสถานะอย่างถูกต้องในประเทศ ได้แสดง ศักยภาพอย่างเต็มที่ ได้ไปถึงฝั่งฝันในอนาคตที่ตัวเองได้วาดฝันเอาไว้ เพราะการเป็นเด็ก เป็นได้แค่ครั้งเดียว เด็กในวันนี้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า การสนับสนุนให้กลุ่ม เด็กเปราะบางได้เลือกเส้นทางเดินในชีวิตที่มีคุณค่าของพวกเขาตั้งแต่ตอนนี้ นอกจากจะช่วย ให้เด็กมีอนาคตที่ดีแล้ว สังคมก็จะดีขึ้นด้วย ในอนาคตประเทศไทยมีแนวโน้มเข้าสู่สังคม ผู้สูงอายุ ขาดแคลนแรงงานหนุ่มสาว คงจะดีกว่าถ้าหากเราสนับสนุนให้เด็กกลุ่มเหล่านี้ ได้มีสัญชาติไทย ได้รับการศึกษา ได้รับสวัสดิการจากรัฐ เพราะเด็กกลุ่มนี้เมื่อเติบโตไป พวกเขาจะกลายเป็นคนขับเคลื่อนประเทศให้เดินไปข้างหน้าค่ะ และเด็กเหล่านี้มีความเก่ง ไม่แพ้เด็กไทย รัฐบาลไทยจึงไม่ควรทอดทิ้งพวกเขา และช่วยเหลือพวกเขาเหล่านั้นอย่างน้อย ในฐานะมนุษย์ที่พึงจะมีสิทธิเท่าเทียมกัน หากเรายอมรับว่ามนุษย์เมื่อแรกเกิดทุกคน เท่าเทียมกัน การสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เกิดกับเด็กไร้สัญชาติโดยไร้ข้อจำกัด และคำนึงถึงโอกาสในการพัฒนา โดยยึดหลักของทรัพยากรมนุษย์เป็นมิติหลัก เป็นสิ่งที่รัฐ ไม่ควรละเลย ขอบพระคุณค่ะ