เจษฎา ดนตรีเสนาะ อภิปรายญัตติการตั้งกรรมาธิการศึกษาการจัดตั้งเมืองหลวงแห่งที่สองและแนวทางป้องกันกรุงเทพมหานครจากปัญหาน้ำจมบาดาล โดยชี้ถึงความเสี่ยงจากลักษณะพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำและน้ำที่ไหลหลากจากหลายทิศทาง พร้อมเสนอแนวทางบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการทั้งการกักเก็บน้ำตั้นทาง การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการรับมือกับน้ำทะเลหนุน รวมถึงการผสมผสานโครงสร้างแข็งและอ่อนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและคุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายเจษฎา ดนตรีเสนาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๒ พรรคก้าวไกล คนปทุมธานีลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขออนุญาตขอ Slide ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
วันนี้ผมขออนุญาตขอร่วมอภิปราย ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการจัดตั้ง เมืองหลวงแห่งที่ ๒ ของประเทศไทย หรือการสร้างแนวป้องกันกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลที่ประสบปัญหากำลังจะจมบาดาล กรุงเทพมหานครและปริมณฑล หลายท่าน ก็ทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ริมปากน้ำเจ้าพระยาที่ลุ่มปากแม่น้ำ พื้นที่ลุ่มปากแม่น้ำ หมายความว่าอย่างไร ก็หมายความว่าเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่ติดอยู่กับทะเล ไม่ใช่แค่ปากแม่น้ำ เจ้าพระยานะครับ ปากแม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน ปากแม่น้ำบางปะกง ปากแม่น้ำเพชรบุรี ก็มีลักษณะเดียวกัน ทีนี้ว่า ๓ น้ำที่ส่งผลกระทบต่อกรุงเทพมหานครมีอะไรบ้างผมจะไล่เลียง ให้ทุกท่านได้เห็นภาพนะครับ
อย่างแรกเลยก็คือน้ำเหนือ น้ำเหนือคืออะไรครับ น้ำเหนือก็คือน้ำที่มาจาก ภาคเหนือของประเทศไทยก็คือ ปิง วัง ยม น่าน ลงมาเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วก็ไหล ลงมาจากพื้นที่ที่มีระดับความสูงเกิน ๑,๐๐๐ เมตร จากระดับน้ำทะเลไล่ลงมาจนถึงปทุมธานี ไปถึงกรุงเทพมหานครที่มีพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางแค่ ๑-๒ เมตรเท่านั้น ตามหลักการไหลของน้ำธรรมดา Gravity ถ้าเราสามารถกักเก็บน้ำส่วนนี้ได้ในส่วนแรก ไว้ตั้งแต่ภาคเหนือตั้งแต่แหล่งกำเนิดของน้ำเลย โดยการทำเป็นอ่างเก็บน้ำก็ดี หนองก็ดีเขื่อนขนาดเล็กก็ดี เขื่อนขนาดกลางก็ดีที่สามารถ เก็บน้ำได้เป็นขั้น ๆ ก่อนที่จะมาถึงตัวจังหวัดนครสวรรค์หรือว่าลงมาถึงกรุงเทพฯ น้ำส่วนนี้ ก็จะถูกทอยเก็บไว้ในที่ต่าง ๆ แล้วก็นำไปใช้ในการเกษตรในหน้าแล้ง อุปโภคบริโภค รวมทั้ง อุตสาหกรรมในฤดูที่ไม่มีน้ำฝน อันนี้คือน้ำของภาคเหนือน้ำเหนือที่เราเรียกกัน น้ำถัดไป ที่ส่งผลกระทบต่อกรุงเทพมหานครก็คือน้ำฝน ซึ่งเมื่อถึงฤดูกาลเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถทำให้น้ำฝนตกน้อยลงได้หรือกระจายการตกของฝนได้ โดยการสร้างพื้นที่ สีเขียวให้กับกรุงเทพฯ และปริมณฑลให้มากขึ้น หลายท่านสงสัยว่าทำไมฝนชอบตก ที่กรุงเทพฯ เวลาตอนเย็น ก็เพราะว่ากรุงเทพฯ มีแต่ตึก ตึกดูดความร้อนทั้งวันแล้วไอร้อน ก็ลอยขึ้นที่สูง อากาศเย็นก็เข้ามาแทนที่ พออากาศเย็นเข้ามาแทนที่ก็ดึงให้แนวฝน ที่อยู่บริเวณปริมณฑลเข้ามาตกในกรุงเทพฯ แล้วก็ตกหนัก ถ้าพื้นที่กรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียว เพิ่มขึ้นลดอุณหภูมิได้สัก ๐.๕ องศา หรือ ๑ องศา ก็จะบรรเทาตัวนี้ไปได้
ส่วนอันที่ ๓ ก็คือน้ำทะเลหนุนสูง ต้องบอกทุกท่านว่าจริง ๆ น้ำทะเลหนุนสูง นี่หนุนทั้งปี เพียงแต่ว่าทำไมมาส่งผลกระทบตอนเดือนกันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน ก็เพราะว่ามันมีน้ำเหนือลงมาด้วยนั่นเอง แล้วถ้าประกอบกับถ้ามีฝนหนักปลายฤดูก็ทำให้ ท่วมเยอะ แต่ถ้าเราสามารถจัดการภาคเหนือได้ น้ำฝนได้ น้ำทะเลหนุนที่สูงขึ้นก็จะ ส่งผลกระทบเหมือนกันแต่ส่งผลกระทบน้อย นี่คือภาพกรุงเทพมหานคร ถ้าเราไม่จัดการ อะไรเลยก็จะอย่างที่เพื่อนสมาชิกอธิบายไปก็ประมาณ ๘๐ กิโลเมตรจากปากแม่น้ำก็จะได้รับ ผลกระทบหมด ทีนี้สิ่งที่ผมอยากจะเชิญชวนทุกท่านดูก็คืออ่าวไทย หากเราทำโครงสร้าง อะไรที่จะแก้ไขปัญหาของน้ำทะเลหนุนสูงโดยไม่ได้คำนึงถึงอ่าวไทย โดยเฉพาะอ่าวตัว ก ที่เป็นอ่าวตอนในของอ่าวไทย อ่าวตัว ก มีพื้นที่กว้าง ๑๐๐ กิโลเมตร ยาว ๑๐๐ กิโลเมตร มูลค่าทางเศรษฐกิจของอ่าวตัว ก ต่อปีคือ ๒๔ ล้านล้านบาท ถามว่าทำไมตัวเลขเยอะขนาดนี้ มันประกอบด้วยหลายด้านครับ การท่องเที่ยว การประมง พลังงาน ขนส่ง การพัฒนาชายฝั่ง และด้านอื่น ๆ และยังเป็นพื้นที่ที่มีพ่อแม่พี่น้องประชาชนอยู่ริมอ่าวตัว ก เกิน ๑๐ ล้านคน ประชาชนอยู่หลายล้านครัวเรือน การประมงพื้นบ้าน การประมงสำคัญอยู่แหล่งนี้ทั้งหมด เมื่อน้ำไหลจากภาคเหนือลงอ่าวไทยก็พาแร่ธาตุต่าง ๆ มาด้วยทำให้อ่าวตัว ก เป็นแหล่ง Plankton ชั้นดี แล้วก็เป็นจุดที่มีความอุดมสมบูรณ์ติดอันดับ ๑ ใน ๑๗ ของโลก ท่านสามารถดูวาฬบรูดาได้ที่อ่าวไทย แต่ท่านไปต่างประเทศท่านอาจจะไม่เจอเลยนะครับ เพราะตรงนี้มีแพลงก์ตอน เป็นทุ่งหญ้าของสัตว์น้ำ เป็นแหล่งอนุบาลวัยอ่อน ถามว่าหากเรา ทำโครงสร้างอะไรสักอย่างลงไปโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเราจะเสียหาย ขนาดไหน อันนี้คือโครงสร้างแบบแข็งที่ทุกท่านเห็นอยู่ก็คือรอดักทราย หรือโครงสร้าง หลายอันที่ท่านเห็น เขื่อนกันคลื่น กำแพงกันคลื่น หลายอันท่านก็เห็นว่าสร้างแล้วไม่ได้รับ การแก้ไขปัญหาที่แท้จริง กลับเกิดผลกระทบเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะมีค่าบำรุงรักษาหลังจาก สร้างไปแล้วเพิ่มขึ้นมากกว่าค่าก่อสร้างอีกครับ อันนี้เป็นโครงสร้างแบบอ่อน ก็คือเป็น หาดทราย เนินทราย แล้วก็เป็นป่าชายเลน ซึ่งผมคิดว่าการแก้ไขปัญหาของน้ำทะเลหนุนสูง ในกรุงเทพฯ ปริมณฑลน่าจะต้องใช้ทั้ง ๒ อย่างรวมกัน ผมก็เลยอยากชวนทุกท่านว่า แผนรับมือจริง ๆ คืออะไร ที่ผมพูดไล่เรียงมาทั้งหมดก็เป็นเรื่องของน้ำทั้งหมดใช่ไหมครับ หากเรามีแผนการจัดการน้ำที่ดี มีการวางแผนที่ดี ผมไม่ได้คัดค้านการสร้างโครงสร้างแข็ง หรือว่าสนับสนุนให้โครงสร้างอ่อนเพียงแต่ว่าเราต้องมาพูดคุยกัน ว่าอะไรที่จะทำให้เกิด ประโยชน์กับประเทศไทยมากที่สุด ประหยัดงบประมาณ ได้ประสิทธิภาพ แล้วก็ประโยชน์ สูงสุดตกกับประชาชนครับ ขอบพระคุณครับ