ร่มธรรม ขำนุรักษ์ หารือปัญหาความเสื่อมโทรมของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตประชาชน เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและผลักดันการพัฒนาลุ่มน้ำอย่างยั่งยืนทั้งในพื้นที่ดังกล่าวและลุ่มน้ำอื่นทั่วประเทศ พร้อมเรียกร้องการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วนผ่านการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน การควบคุมมลพิษ การฟื้นฟูป่าและทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศควบคู่กับการอนุรักษ์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้กระผม ขอเสนอญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา การแก้ไขปัญหาและพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาและลุ่มน้ำทะเลสาบอื่น ๆ อย่างยั่งยืน
ลำดับแรก ผมขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้บรรจุญัตตินี้ของผมและคณะ เพราะลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเป็นลุ่มน้ำที่สำคัญ แต่มีปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน และมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาอย่างยั่งยืน สำหรับรายละเอียดของญัตติได้ปรากฏ ตามเอกสารที่ทางสภาได้แจกจ่ายให้กับเพื่อนสมาชิกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กระผม จึงขออนุญาตใช้เวลานี้เพื่ออภิปรายประกอบญัตติเป็นลำดับต่อไป ท่านประธานครับ ประเทศไทยมีทะเลสาบแห่งเดียวที่มีลักษณะพิเศษคือมีน้ำจืดจากเทือกเขาในจังหวัดพัทลุง สงขลา และนครศรีธรรมราชไหลมารวมกัน และมีน้ำเค็มจากทะเลอ่าวไทยเข้ามาผสมด้วย ซึ่งมีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย และเป็นหนึ่งใน Lagoon ๑๑๗ แห่งทั่วโลกเพียงเท่านั้น ทะเลสาบแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ ๘,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร มีลักษณะของน้ำในทะเลสาบ ถึง ๓ น้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม มีเกาะที่สำคัญ อาทิ เกาะสี่ เกาะห้า เกาะหมาก เกาะนางคำ และเกาะยอ ทะเลสาบแห่งนี้ครอบคลุมหลายร้อยหมู่บ้าน หลายสิบอำเภอ ในพื้นที่ ๓ จังหวัด คือ พัทลุง สงขลา และนครศรีธรรมราช มีประชากรมากกว่า ๑ ล้านคน อาศัยและทำกินอยู่ร่วมกันรอบทะเลสาบ และมีระบบนิเวศ มีวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์และมี ประวัติศาสตร์อันยาวนาน ท่านประธานครับ เพื่อเป็นชื่อเรียกที่ครอบคลุมจังหวัดในพื้นที่ และตรงกับสภาพลุ่มน้ำ หลังจากนี้ผมขออนุญาตเรียกลุ่มน้ำทะเลสาบแห่งนี้ว่าไทยลากูนครับ ทะเลสาบพัทลุง ทะเลสาบสงขลา หรือไทยลากูนมีความสำคัญในระดับประเทศและระดับ โลกในหลากหลายประเด็นด้วยกันครับ ยกตัวอย่าง เช่น ในพื้นที่มีป่าพรุควนเคร็งซึ่งเป็นพื้นที่ ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในลุ่มน้ำที่เป็นแหล่งพันธุ์สัตว์และพืชป่า เป็นแหล่งดูดซับก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ ในพื้นที่อย่างนี้มีป่าพรุควนขี้เสี้ยนที่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญ ระหว่างประเทศหรือเรียกว่า Ramsar Sites เป็นแห่งแรกของประเทศไทยในพื้นที่แห่งนี้ มีทะเลน้อยที่เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแห่งแรกของประเทศ มีควายน้ำที่เป็นมรดก ทางการเกษตรแห่งแรกของประเทศไทย มากไปกว่านั้นครับ ในพื้นที่ทะเลสาบแห่งนี้ มีโลมาอิรวดีที่เป็นหนึ่งในโลมาน้ำจืดเพียง ๕ ชนิดทั่วโลก ซึ่งในทะเลสาบสงขลาเหลืออยู่เพียง ๑๔ ตัวเท่านั้น นอกจากนี้ในพื้นที่ทะเลสาบสงขลายังมีการทำนาริมทะเลสาบที่บ้านปากประ ซึ่งถือเป็นแห่งเดียวในประเทศไทย เป็นต้นครับ ในอดีตพื้นที่ทะเลสาบแห่งนี้มีทรัพยากร ที่อุดมสมบูรณ์ทั้งป่าไม้ สัตว์ป่า สัตว์น้ำ และนกน้ำหลากหลายชนิด มีทรัพยากรน้ำทั้งคุณภาพ และปริมาณที่มากพอ และมีสภาพทางนิเวศวิทยาที่หลากหลายโดยเป็นแหล่งสร้างประโยชน์ และสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน ทั้งจากการเกษตร ประมง และการท่องเที่ยว อย่างไร ก็ตามจากการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ดังกล่าวอย่างไม่บันยะบันยัง ไม่เป็นไปตามหลักการ อนุรักษ์ มีการใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมาย มีการบุกรุกพื้นที่ จึงทำให้ทรัพยากรในพื้นที่ ดังกล่าวสูญเสียไปอย่างมาก อีกทั้งยังมีปัญหาการตื้นเขิน มีมลพิษ น้ำเสีย มีปัญหาสายพันธุ์ รุกรานต่างถิ่นทำให้ทะเลสาบที่สำคัญแห่งนี้มีสภาพที่เสื่อมโทรม นอกจากนี้ในพื้นที่ทะเลสาบ พัทลุงประชาชนยังเผชิญปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาพื้นที่ทับซ้อน ปัญหาการขาดแคลนน้ำ และน้ำท่วม ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้พี่น้องประชาชนหรือชุมชนที่อยู่รอบทะเลสาบ มีความเป็นอยู่ ที่ยากลำบากและยากจน ท่านประธานที่เคารพครับ จากที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็น ว่าไทยลากูนเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญและมีศักยภาพ แต่ยังขาดการบริหารและจัดการ อย่างเป็นระบบ จากปัญหานี้เองหลายภาคส่วนเห็นตรงกันว่าเราจะต้องร่วมกันพัฒนาพื้นที่ ทะเลสาบหรือไทยลากูนแห่งนี้อย่างยั่งยืน โดยทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในการเสนอแนะ และร่วมมือกันทำงานเพื่อการพัฒนาอย่างบูรณาการ และหากเรามองในภาพรวมสภาพลุ่มน้ำ อื่น ๆ ในประเทศไทยทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ำในอดีตและได้มีการปรับในปี ๒๕๖๔ ให้เหลือ ๒๒ ลุ่มน้ำ ก็มีสภาพที่ไม่แตกต่างจากลุ่มน้ำทะเลสาบพัทลุงแต่อย่างใด เพราะล้วนมีสภาพที่เสื่อมโทรม ทางด้านทรัพยากรทางธรรมชาติทำให้ประชาชนและชุมชนล้วนมีความขาดแคลน และเดือดร้อนเหมือนกันแทบทุกลุ่มน้ำ ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาให้ผมได้เสนอญัตติขอตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบ สงขลาและลุ่มน้ำอื่น ๆ อย่างยั่งยืนในวันนี้ครับ ซึ่งหากสภามีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการ หรือจะส่งให้คณะกรรมาธิการคณะใดได้พิจารณากระผมก็ไม่ขอขัดข้องครับ แต่ขอฝาก ทางคณะกรรมาธิการและรัฐบาลได้นำข้อเสนอแนะของผมประกอบการศึกษาดังต่อไปนี้ครับ
๑. ขอให้มีการศึกษาเพื่อให้มีคณะทำงานร่วมกันของหน่วยงานราชการ ที่อยู่ในพื้นที่ทั้ง ๓ จังหวัด ซึ่งมีอยู่หลายหน่วยงานให้เป็นการประสานแผนงานด้วยกัน หรือบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยพี่น้องในพื้นที่ ภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการ นักวิชาการหรือกลุ่มอนุรักษ์ต้องมีส่วนร่วมในการเสนอแนะให้ความเห็นและร่วมทำงานด้วย ไม่ใช่เป็นแบบต่างคนต่างทำเหมือนที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งทำให้การฟื้นฟูทะเลสาบไม่ประสบ ความสำเร็จ โดยขอให้ศึกษาว่าควรจะใช้รูปแบบใดในการทำงาน
๒. ขอให้มีการศึกษาเพื่อฟื้นฟูสภาพทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ฟื้นตัวโดยเร็วที่สุด โดยเร่งฟื้นฟูพื้นที่ป่าริมทะเลสาบและป่าต้นน้ำทุกป่า ขจัดน้ำเสีย ที่ลงสู่ทะเลสาบอย่างจริงจัง กำจัดสายพันธุ์รุกรานต่างถิ่น แก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย และควบคุมทั้งในเรื่องของปริมาณและคุณภาพน้ำให้ดีและเพียงพอก่อนปล่อยลงสู่ทะเลสาบ พร้อมกันนี้ต้องเร่งการปล่อยสัตว์น้ำ อนุรักษ์สัตว์ป่าให้มีสภาพใกล้เคียงกับในอดีตให้ได้ มากที่สุด
๓. ขอให้มีการศึกษาเพื่อการเปิดปากคลองระวะ ซึ่งทางกรมชลประทาน ได้ปิดกั้นไม่ให้น้ำเค็มจากอ่าวไทยเข้ามาในทะเลสาบร่วม ๕๐ ปีแล้ว จึงขอให้มีการศึกษา และทดลองการเปิดคลองระวะอีกครั้งเพื่อให้น้ำเค็มเข้ามาเหมือนเดิมว่าจะสามารถทำให้ ทะเลสาบกลับมาอุดมสมบูรณ์เหมือนในอดีตได้หรือไม่ และช่วยบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ได้อย่างไร
๔. ขอให้มีการศึกษาการขุดลอกทะเลสาบให้ลึกลง เพราะขณะนี้ทะเลสาบ แห่งนี้มีความตื้นเขินเป็นอย่างมาก โดยความตื้นเขินนี้มีผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของ ทรัพยากรธรรมชาติ ขอให้ศึกษาว่าสามารถทำได้หรือไม่ ทั้งในด้านกฎหมาย ด้านการอนุรักษ์ เพราะหากปล่อยไว้เช่นนี้เราอาจจะสูญเสียทะเลสาบแห่งนี้ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า
๕. ขอให้มีการศึกษาการก่อสร้างศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อปล่อยลงทะเลสาบ และจัดทำให้มีพิพิธภัณฑ์สัตว์ป่าและพืชพันธุ์ที่อยู่ในลุ่มน้ำทะเลสาบทั้งหมด ซึ่งขณะนี้ยังไม่มี การรวบรวมจัดทำเป็นระบบแต่อย่างใด ทั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์ทางการศึกษา การอนุรักษ์ และเพื่อการท่องเที่ยว
๖. ขอให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการประกาศให้ไทยลากูนเป็นมรดกโลก เพราะหลายลุ่มน้ำที่มีลักษณะใกล้เคียงกันได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกไปแล้ว ในต่างประเทศ ซึ่งน่าจะมีผลประโยชน์ที่ดีอย่างกว้างขวางทั้งในแง่การท่องเที่ยวและการอนุรักษ์
๗. ขอให้มีการศึกษาว่าจะมีวิธีการอนุรักษ์โลมาอิรวดีหรือโลมาหัวบาตร ซึ่งมีในทะเลสาบพัทลุงจำนวนเหลืออยู่แค่ ๑๐ กว่าตัวเท่านั้นและกำลังใกล้จะสูญพันธุ์ ไปจากพื้นที่ได้อย่างไร และนอกจากนี้ควรจะมีการศึกษาเกี่ยวกับสัตว์ป่าและพืชพันธุ์หายาก อื่น ๆ ในพื้นที่ร่วมด้วย
๘. ขอให้มีการศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ไทยลากูน อย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการปกป้อง อนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรทางธรรมชาติ การประมง อย่างยั่งยืนและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างรับผิดชอบ เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างมี ประสิทธิภาพ เพื่อสร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนทุกพื้นที่ รอบทะเลสาบ
ท่านประธานที่เคารพครับ ปัจจุบันนี้สภาพของทะเลสาบสงขลาหรือที่เรียกว่า ไทยลากูน เป็นเสมือนพื้นที่ที่เราดึงเอาทรัพยากรมาใช้และเป็นพื้นที่ทิ้งขยะหรือที่กักเก็บน้ำเสีย เพียงเท่านั้น เพราะฉะนั้นการฟื้นฟูทะเลสาบและลุ่มน้ำอื่น ๆ ทั้ง ๒๕ หรือ ๒๒ ลุ่มน้ำ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้กลับมาอยู่ในสภาพที่อุดมสมบูรณ์อย่างจริงจังและยั่งยืน ให้เหมือนหรือใกล้เคียงในอดีต โดยเมื่อทะเลสาบและลุ่มน้ำเหล่านี้กลับมามีความอุดม สมบูรณ์ก็จะเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาในด้านต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น การพัฒนาด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางธรรมชาติ การพัฒนา ด้านการประมง การบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว ที่เป็นการกระจายรายได้ โดยที่สุดแล้วจะทำให้พี่น้องประชาชนในลุ่มน้ำมีคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
สุดท้ายนี้ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะสามารถใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎร มาช่วยในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบพัทลุงหรือไทยลากูนและลุ่มน้ำอื่น ๆ ทั่วประเทศ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพี่น้องประชาชนจะสามารถใช้และได้รับประโยชน์ จากลุ่มน้ำเหล่านี้ไปจนถึงรุ่นลูกหลาน ควบคู่ไปกับการมีทรัพยากร มีสิ่งมีชีวิตทางธรรมชาติ ที่สมบูรณ์และมีสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างยั่งยืนไปตราบนานครับ ขอบคุณท่านประธานครับ