จักรพงษ์ แจงผลกระทบ冲突ในกาซา ยันเร่งช่วยคนไทยอย่างเต็มขีดความสามารถ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๖

จักรพงษ์ แสงมณี ชี้แจงผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับฮามาส โดยเฉพาะต่อคนไทยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบกว่า 5,000 คน จากแรงงานทั้งหมด 30,000 คน พร้อมแสดงความเสียใจต่อผู้ประสบภัยและย้ำจุดยืนของไทยที่ไม่เข้าข้างฝ่ายใด ขณะเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือ อพยพ และยืนยันสถานะของผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และถูกลักพาตัวอย่างเร่งด่วน พร้อมรายงานความคืบหน้าการประสานทุกช่องทางเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มความสามารถภายใต้ข้อจำกัด

นายจักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ กระผม จักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วันนี้ได้รับมอบหมายจาก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้เป็นผู้ตอบกระทู้ถามสดกรณีผลกระทบ ที่เกิดจากเหตุการณ์ในอิสราเอลในวันนี้ ก่อนอื่นเลยผมต้องขอเรียนว่าสงครามความขัดแย้ง ความรุนแรงระหว่างประเทศมิได้ก่อให้เกิดผลดีและประการใด แต่ทำให้เกิดความสูญเสีย ต่อคน ต่อครอบครัว และต่อประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสูญเสียที่เกิดกับผู้ที่ไม่มี ส่วนเกี่ยวข้อง ดังเช่นเหตุการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับฮามาสในครั้งนี้ ในนามของ รัฐบาลไทย ขอแสดงความเสียใจต่อญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งคนไทย และคนต่างชาติ และขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ ขอรายงานสถานการณ์เบื้องต้นว่าปัจจุบันการโจมตีทางอากาศของกลุ่มฮามาสยังคง ดำเนินอยู่ ล่าสุดเมื่อเช้าวันนี้ยังได้รับรายงานอยู่ว่ายังมีการยิงจรวดกันอยู่ในอิสราเอล ซึ่งนับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้มีมากกว่า ๔,๐๐๐ ลูกแล้ว มีเป้าหมายโจมตีในพื้นที่ที่เป็น ความเสียหายแก่สาธารณูปโภค เช่น สนามบิน หรือโรงไฟฟ้า กองทัพอิสราเอลสามารถกำจัด กลุ่มฮามาสได้บางส่วน โดยคาดการณ์ว่ามีกลุ่มฮามาสประมาณ ๔๐๐ คน ที่แทรกซึมเข้าไป ก่อเหตุในอิสราเอล และมีกลุ่มอื่นที่แทรกซึมเข้ามาจากชายแดนของเลบานอนเพื่อร่วม สนับสนุนกลุ่มต่าง ๆ ในฉนวนกาซาด้วย รัฐบาลอิสราเอลตอบโต้ด้วยความรุนแรง โดยเป็น การโจมตีทางอากาศที่มีเป้าหมายที่กลุ่มฮามาส รวมทั้งปิดล้อมฉนวนกาซา สั่งตัดการส่ง ไฟฟ้าและการส่งน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่พื้นที่บริเวณฉนวนกาซา ซึ่งปัจจุบันปาเลสไตน์บาดเจ็บ จากการตอบโต้ของอิสราเอลแล้วประมาณ ๕,๑๘๔ คน เสียชีวิตถึง ๑,๐๕๕ คน และมี ผู้พลัดถิ่นปาเลสไตน์ภายในประเทศกว่า ๑๒๓,๐๐๐ คน ในขณะเดียวกันประเทศอิสราเอล ได้เรียกกำลังพลจากทั่วประเทศ ทั่วโลกให้กลับมาประจำการที่อิสราเอลกว่า ๓๐๐,๐๐๐ นาย ไปประจำการภายใต้สถานการณ์ที่อยู่ในภาวะสงครามที่ประชาคม ระหว่างประเทศได้เรียกร้องให้ยุติใช้ความรุนแรงและความขัดแย้ง รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนไม่เป็นคู่ขัดแย้งประการใด และพลเมืองไทยผู้บริสุทธิ์เดินทาง ไปประกอบอาชีพที่อิสราเอลซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการสู้รบใด ๆ ต้องมาเสียชีวิต บาดเจ็บ ตกเป็น ตัวประกัน รัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนเฉย และทำทุกวิถีทางอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือ และปกป้องดูแลพี่น้องคนไทยเพื่อให้พ้นจากเหตุการณ์นี้ ภายใต้ข้อจำกัดต่าง ๆ ของสถานการณ์การสู้รบ

ในส่วนผลกระทบของคนไทย การโจมตีและการสู้รบในเขตฉนวนกาซา ส่งผลกระทบต่อคนไทยในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งมีจำนวน ๕,๐๐๐ คน จาก ๓๐,๐๐๐ คน ที่เป็น แรงงานทั้งหมด ขณะนี้ยอดผู้เสียชีวิต ๒๑ คน ทั้งนี้ต้องเรียนว่าด้วยสถานการณ์การสู้รบ ในอิสราเอล ทางการอิสราเอลไม่สามารถที่จะยืนยันตัวตนได้ ณ ขณะนี้ และมีผู้บาดเจ็บ ๑๔ คน ผู้ถูกลักพาตัว ๑๖ คน สำหรับการดำเนินการของรัฐบาลในการช่วยเหลือคนไทย รวมทั้งการอพยพคนไทยออกจากอิสราเอล มีดังนี้

รัฐบาลได้ตั้งศูนย์ประสานงานฉุกเฉิน เรียกว่า Rapid Response Center เป็นกลไกหลักในการพิจารณาเรื่องให้ความช่วยเหลือคนไทยเร่งด่วน ไปจนถึงการอพยพ และการเสนอนายกรัฐมนตรีตัดสินใจเมื่อเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคมที่ผ่านมา ศูนย์ประสานงาน RRC ทำงานแข่งกับเวลา เราทำงานทุกวินาทีเพราะเราเข้าใจพี่น้อง ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สถานการณ์ในอิสราเอล เราจึงทำงานทุกวัน ไม่มีวันหยุด โดยกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดการประชุม ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุการณ์ภายใน ๒๔ ชั่วโมงแรก และมีการประชุมทุกวันเรื่อยมาจนถึง วันนี้มีการตอบกระทู้ ซึ่งบ่ายวันนี้ผมก็ได้กลับเข้าไปประชุม RRC อีกรอบหนึ่ง รัฐบาลไทย ให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ได้รับผลกระทบ แบ่งออกเป็น ผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้ถูก จับตัวเป็นตัวประกัน และผู้ขออพยพกลับ ในส่วนของผู้เสียชีวิตขณะนี้ ๒๑ คน เป็นตัวเลข ที่ได้รับจากนายจ้าง สำนักงานฝ่ายแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ ซึ่งยังไม่ได้รับการยืนยัน อย่างเป็นทางการ ซึ่งทางสถานเอกอัครราชทูตไทยได้มีการติดต่อกับทางกระทรวงการต่างประเทศ ของอิสราเอลแล้ว ได้รับแจ้งว่าจะใช้เวลาประมาณ ๒ สัปดาห์ในการยืนยันตัวตน ของผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ เนื่องจากผู้เสียชีวิตมีจำนวนมาก ทั้งทางอิสราเอลประกาศว่า จะเยียวยาเหยื่อจากภัยสงครามนี้ด้วย ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บในชั้นนี้ได้รับแจ้งว่ามีจำนวน ๑๔ คน โดยสถานเอกอัครราชทูตได้เข้าเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสที่เข้ารับ รักษาตัวที่โรงพยาบาล และจัดส่งผู้บาดเจ็บเล็กน้อยกลับบ้าน ประเทศไทยโดยเที่ยวบิน พาณิชย์ในวันที่ ๑๑ ตุลาคม ซึ่งขณะนี้เครื่องบินกำลังจะลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ จะมีผู้บาดเจ็บแล้วก็แรงงานกลับมา ๑๕ คน ส่วนผู้ถูกจับเป็นตัวประกันขณะนี้มีจำนวน ๑๖ คน โดยขอเรียนว่ากระทรวงการต่างประเทศซึ่งมีภารกิจหน้าที่ทางการทูตได้ใช้ ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อสื่อสารไปยังปาเลสไตน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มฮามาสที่จับ ตัวประกันคนไทยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งนี้เพื่อให้ปล่อยตัวคนไทยทั้ง ๑๖ คน ซึ่งต้องเรียนว่าปาเลสไตน์ไม่ได้มีสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย กระทรวง การต่างประเทศจึงได้ประสานสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศในไทยที่มีความสัมพันธ์ กับปาเลสไตน์ ขณะเดียวกันได้ขอให้สถานเอกอัครราชทูตในต่างประเทศรวมถึงการใช้กลไก ASEAN เพื่อพบกับผู้แทนปาเลสไตน์ในการขอให้ปล่อยตัวคนไทยทั้งหมดในโอกาสแรก รวมถึงการประสานงานไปยังองค์กรระหว่างประเทศ คือหน่วยบรรเทาทุกข์และปฏิบัติงาน เพื่อผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ตะวันออก หรือ UNRWA สำนักงานเพื่อการประสานงาน ด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ UNOCHA แล้วก็คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ ICRC นอกจากนี้หน่วยงานความมั่นคง เช่นสำนักงานความมั่นคงและสำนักงานข่าวกรอง แห่งชาติ ได้พยายามให้ใช้ช่องทางที่มีการช่วยเหลืออีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งเมื่อวานนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ได้เดินทางเยือนประเทศมาเลเซียในระหว่างการหารือกัน ของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และหยิบยกประเด็นการช่วยเหลือคนไทยจากเหตุการณ์ ความรุนแรงในตะวันออกกลาง จึงได้ประสานขอความช่วยเหลือจากประเทศมาเลเซียที่มี ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันซึ่งมาเลเซียที่มีสำนักงานปาเลสไตน์ตั้งอยู่ เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อน เนื่องจากเป็นเหตุความมั่นคงและอาจไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลอย่างเชิงลึกได้ แต่ขอให้มั่นใจ ว่ารัฐบาลได้ทำทุกวิถีทางเพื่อดูแลพี่น้องชาวไทยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ครับ