อนุสรณ์ จี้แก้กฎหมายซ้ำซ้อน มอบ กมธ.คมนาคม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๖

อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด หารือปัญหาความซ้ำซ้อนในการออกประกาศและบังคับใช้กฎหมายถนน เสนอให้บูรณาการแก้ไขกฎหมายให้ผู้ประกอบการร่วมรับผิดชอบ และมอบหมายคณะกรรมาธิการการคมนาคมศึกษาเรื่องน้ำหนักบรรทุกรถ

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต่อญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาหาแนวทาง แก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางบก เพื่อให้มีความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการ และประชาชน และป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์ ท่านประธานครับ ผมอ่านชื่อญัตติแล้วก็พบ คำสำคัญอยู่ ๓ คำด้วยกัน

ข้อแรก คือคำว่า แก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางบก

ข้อที่ ๒ แยกเป็น ๒.๑ กับ ๒.๒ ครับ ๒.๑ เพื่อให้มีความเป็นธรรม แก่ผู้ประกอบการ และ ๒.๒ มีความเป็นธรรมกับประชาชน

ข้อที่ ๓ คือคำที่ ๓ เป็นเรื่องของการป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์

ผมไปทีละคำก็แล้วกันครับ ท่านประธานครับ ทำไมผู้ประกอบการบริการ รถขนส่ง รถบรรทุกจะต้องดิ้นรน หรือหาแนวทางในการจะประกอบสัมมาวิชาชีพนี้ให้ได้ มีหลายปัจจัยครับ หนึ่งในนั้นก็คือศูนย์วิจัยทางเศรษฐกิจหลายสำนักพยากรณ์ว่า ในช่วงปี ๒๕๖๕-๒๕๖๗ ธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าจะเติบโตเฉลี่ย ๓-๕ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศที่เป็นต้นทางโรงงานของโลก สามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้น หันกลับมาดู บ้านเรา เราสามารถผลิตสินค้าเกษตรได้มากขึ้น เรามีเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการผลิต สินค้าเกษตรที่เป็นเกษตรแม่นยำ ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นการค้าการขายสินค้าไม่ว่าจะเป็น Offline Online ขยายตัวทุกช่องทาง การขายสินค้าผ่านด่านพรมแดนต่าง ๆ เพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่พฤติกรรมการซื้อสินค้าของคนไทย โดยเฉพาะสินค้า Online น่าดีใจครับ คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก เราเป็นมือวางอันดับหนึ่งในการซื้อสินค้า Online สูงสุดของโลก ดังนั้นเวลาเราจะซื้อสินค้า ๑ ชิ้นจะต้องมีต้นทุนที่สามารถแจกแจงชี้แจงได้ว่า เป็นต้นทุนผลิตสินค้าเท่าไร ค่าขนส่งเท่าไร แล้วเราก็พบว่าค่าขนส่งต่อหน่วยสินค้าของไทยนั้น ยังอยู่ในอัตราค่อนข้างสูง ดังนั้นเราต้องไปดูว่าอะไรที่ทำให้ต้นทุนในระบบ Logistics หรือห่วงโซ่การผลิตอาหาร ห่วงโซ่ของการขนส่งนั้นสูงขึ้น ไปไล่เรียงดูแต่ละตัวครับ เราไปพบว่ากฎหมายที่เราใช้นั้นความจริงเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็อภิปรายไปก่อนหน้านี้ว่า เป็นกฎหมายเก่าครับ เราใช้พระราชบัญญัติทางหลวง ปี ๒๕๓๕ จะเก่าจะใหม่ก็ว่ากันละครับ แต่ถามว่าเก่าที่ว่านั้นเป็นธรรมกับผู้ประกอบการหรือไม่ และเป็นธรรมกับประชาชนหรือไม่ ไปที่โหมดความเป็นธรรมกับประชาชนครับ มีความพยายามจะออกกฎหมายที่จะพราก ระหว่างรถขนคนกับรถขนของออกจากกัน ทั้งจัด Zoning จัด Timing ให้เวลาเหลื่อมกัน เวลาขนคนกับขนของอย่ามาทับซ้อนกันรถบรรทุกอย่าวิ่งน้ำหนักเกินครับ ผ้าใบต้องคลุม มิดชิด อย่าแช่ขวา เราได้เห็น Sticker รถบรรทุกครับ ขับซ้ายเมียก็ด่า ขับขวาจ่าก็จับ แต่ว่าการป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์เป็นเรื่องยากครับ เพราะตราบใดที่ฝ่ายให้กับ ฝ่ายรับยินยอมพร้อมใจกัน โดยพยายามช่วยกันหาช่องว่างทางกฎหมาย อันนี้ก็เป็นไปด้วย ความยากที่เราจะแก้ไขปัญหาส่วย หรือปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ แต่ถ้าคนที่ปฏิบัติตาม กฎหมายที่ว่าเก่านี่นะครับ เอาให้เห็นภาพชัด ๆ แบบชาวบ้านร้านตลาดอย่างเรานี่ละครับ เช่น ถ้าเราขับรถมาจากมุกดาหารจะมากรุงเทพฯ มาประชุมสภา อย่างน้อย ๆ ต้องเจอ ๑-๒ ด่าน เจ้าหน้าที่ตำรวจบางทีเวลาบังคับใช้กฎหมายก็ตอบคำถามยากครับ เช่น เรื่องของความเร็ว บอกว่าห้ามขับเกิน ๑๒๐ ลงมาเจ้าหน้าที่ก็ถามว่าขับรถ ๑๒๐ เราบอกเราขับไม่ถึง เต็มที่ ก็ ๘๐-๙๐ ตำรวจบอกใช่ ๑๒๐ จะเอาผิดให้ได้ก็เดินไปคลำกระโปรงหน้ารถแล้วบอกว่า ๑๒๐ แน่นอนเพราะว่ากระโปรงหน้าร้อนขนาดนี้แสดงว่า ๑๒๐ เราเห็นทางรอดครับ เราบอกว่ารถรุ่นนี้เครื่องมันอยู่ข้างหลังครับ ตำรวจบอกว่าแสดงว่าต้องขับเร็ว ๒ เท่า ต้องวิ่งเร็ว ๒๔๐ ครับ เพราะมันร้อนจากข้างหลังมาข้างหน้า นี่ครับท่านประธาน คนไม่ใช่ ทำอะไรก็ผิด ดังนั้นเมื่อต้องการความถูกต้องจึงมีความพยายามที่จะดิ้นรน พยายามที่จะ แสวงหาช่องทางที่จะเป็นคนที่ถูกครับ ดังนั้นเรื่องของการเรียกรับผลประโยชน์จะหมดไป มันต้องแก้อย่างเป็นระบบ ความจริงผมทำ Q & A มาเพื่อจะบอกว่า ๓ ปัญหาที่เป็นคำถาม ผมมีคำตอบมาเสร็จครับ

คำถามที่ ๑ ปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อนในการออกประกาศของหน่วยงานแต่ละพื้นที่ ถนนแต่ละเส้นใครจะไปจำครับว่าใครเป็นเจ้าของถนนถูกไหมครับ และการบังคับใช้กฎหมาย แต่ละเส้น แต่ละถนนนั้นมีอิสระต่อกัน นี่พูดแบบสวยงามนะครับ อิสระต่อกัน แต่ถ้าแปล ภาษาชาวบ้านคือต่างคนต่างบังคับใช้ ดังนั้นทางแก้ก็คือทำอย่างไรที่เราจะบูรณาการ แก้กฎหมายให้สอดคล้องสอดรับไปด้วยกัน

ประเด็นปัญหาข้อที่ ๒ วันนี้นายจ้างลอยตัวเนื้อปัญหา คนขับก็ไปเผชิญ ชะตากรรมเองครับ ถูกจับถูกปรับคนขับต้องรับผิดชอบ ทางแก้เห็นอยู่แล้วครับ ก็ไปศึกษา แก้ไขกฎหมายเพื่อให้ผู้ประกอบการนั้นต้องร่วมรับผิดชอบด้วย

ประเด็นปัญหาข้อที่ ๓ ปกติรถจะสามารถบรรทุกได้วิ่งบนถนนปลอดภัย ๒๑ ตัน แต่ถ้าไปจ่ายส่วยก็จะเลยจาก ๒๑ ตันไปเป็น ๕๐ ตัน ทางแก้ก็มีอยู่ ๒-๓ ทาง ๑. สร้างถนนที่สามารถรองรับน้ำหนักรถได้มากขึ้น ๒. ถ้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดแล้ว มันแก้ไม่ได้ก็ต้องไปแก้ไขกฎหมายให้เป็นปัจจุบัน แต่ผมเห็นว่าเรื่องนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านมนพร เจริญศรี ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม สุรพงษ์ ปิยะโชติ เอาอยู่ครับ และในส่วนของคณะกรรมาธิการสามัญ ชุดของครูมานิตย์ สังข์พุ่ม คณะกรรมาธิการการคมนาคม ผมมั่นใจว่าถ้าได้ศึกษาเรื่องนี้จะแก้ไขปัญหาได้อย่างแน่นอน เพราะผมไม่เคยเห็นครูตกเลข ครูเก่งทุกคน สามารถคำนวณน้ำหนัก อ่านกฎหมายรู้ดูกฎหมายเป็น จึงขอเสนอว่าให้นำเรื่องนี้ ไปให้กับคณะกรรมาธิการการคมนาคมซึ่งเป็นคณะกรรมาธิการสามัญศึกษาเรื่องนี้ หวานเจี๊ยบครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ