ชลธิชา ชี้ปัญหาชายแดนใต้รุนแรง ย้ำเยียวยา-ค้นหาความจริง-เปิดพื้นที่ร่วม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๖

ชลธิชา แจ้งเร็ว หารือปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี ตั้งข้อสังเกตถึงความล้มเหลวของแนวทางความมั่นคงแบบเดิมที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง รวมถึงการควบคุมตัวโดยพลการ การทรมาน และการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม พร้อมเรียกร้องให้รัฐเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชน เคารพสิทธิมนุษยชน และดำเนินกระบวนการค้นหาความจริงอย่างโปร่งใส รวมถึงสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาการสร้างสันติภาพที่เน้นการเยียวยาอย่างครอบคลุม ทั้งการฟ้องร้องผู้กระทำผิด การชดเชย การขอโทษสาธารณะ และการป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งเกิดขึ้นซ้ำ โดยเน้นความร่วมมือระหว่างรัฐสภาและภาคประชาชน

นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว ปทุมธานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะ ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีมาอย่างยาวนานกว่า ๒๐ ปี เราเห็นถึงความพยายามของรัฐในช่วงที่ผ่านมาที่ต้องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ดังกล่าว แต่สถานการณ์ความขัดแย้งก็ยังคงน่ากังวลยิ่งนัก ดังที่เราเห็นได้จากการใช้ งบประมาณไปกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง แต่ตัวเลข ของผู้เสียชีวิต ทั้งจากเจ้าหน้าที่รัฐเอง ประชาชน ซึ่งรวมถึงผู้หญิงและเด็กก็ยังมีมากกว่า ๗,๐๐๐ รายด้วยกัน ดิฉันคิดว่าวันนี้เราถึงเวลาแล้วที่จะต้องยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาว่า แนวทางในการดำเนินนโยบายเพื่อสร้างสันติภาพในชายแดนใต้ที่ขาดความชัดเจน ผ่านมุมมองของความมั่นคงแบบเดิม ๆ ไม่อาจใช้ได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้ กฎหมายความมั่นคง หรือการให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่กองทัพ และมีอำนาจพิเศษ ตามกฎหมายความมั่นคงอีกหลายฉบับซึ่งขาดกลไกของการตรวจสอบถ่วงดุลที่มี ประสิทธิภาพ สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นการเปิดช่องที่ไม่เอื้อต่อการสร้างสันติภาพ แล้วก็ที่สำคัญ นำไปสู่การเปิดช่องให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขนานใหญ่ในพื้นที่ เช่น การควบคุมตัว โดยพลการ การเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัว การซ้อมทรมาน การสังหาร นอกกระบวนการยุติธรรมและการเลือกปฏิบัติ เช่น การตรวจ DNA หรือการที่นักเคลื่อนไหว เพื่ออัตลักษณ์มลายูถูกเรียกไปพบ ถูกเรียกไปกดดันเพื่อให้ยุติการทำกิจกรรมรณรงค์ต่าง ๆ ในพื้นที่ของพวกเขา จากรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนและกระบวนการสันติภาพ จังหวัดชายแดนภาคใต้ในปี ๒๕๖๕ ที่ผ่านมาโดยกลุ่มด้วยใจพบว่าการทรมานยังคงเกิดขึ้น อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการทรมานที่เปลี่ยนไป ไปสู่รูปแบบของการทรมาน ทางด้านจิตใจ จากการที่กลุ่มด้วยใจสัมภาษณ์ผู้ที่ถูกคุมขังกว่า ๔๐ คน เราพบว่ามีอย่างน้อย ถึง ๑๐ คนด้วยกันที่มีประสบการณ์ของการถูกกระทำทรมานและปฏิบัติการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และมีการวิสามัญฆาตกรรมสูงถึง ๑๘ คนในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เอง ก็ไม่มีการเจรจาก่อนการปะทะ ดังนั้นยังรวมไปถึงการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกษา และ พ.ร.ก. ฉุกเฉินอีกกว่า ๑๕๘ คน และเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ก็คือกรณี ของพนักงานบริษัทผู้ให้บริการ Internet แห่งหนึ่งได้เหยียบระเบิดจนขาขาดแล้วก็เสียชีวิต ในเวลาต่อมา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือความไม่ชัดเจนของรัฐบาลในการออกมาชี้แจงว่าจะมี การตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างไร จะมีกระบวนการในการเยียวยาให้กับผู้ที่เสียชีวิต แล้วก็ครอบครัวของเขาอย่างไร สิ่งเหล่านี้แน่นอนว่ายิ่งส่งผลให้ความรุนแรงในแง่ของ ความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่มีเพิ่มมากขึ้น และสิ่งเหล่านี้ก็แน่นอนอีกเช่นเดียวกันว่าจะส่งผลต่อความไว้วางใจของประชาชนในพื้นที่ ต่อกระบวนการสร้างสันติภาพด้วย ดิฉันเชื่อมั่นว่ารากฐานของการสร้างสันติภาพ ที่แท้จริงก็คือการที่รัฐเองจะต้องเคารพในหลักการสิทธิมนุษยชน ซึ่งนั่นรวมไปถึงการเปิด พื้นที่เพื่อให้มีส่วนร่วมแล้วก็การตรวจสอบทั้งจากรัฐสภาเอง แล้วก็รวมไปถึงภาคประชาชน อีกด้วย อีกทั้งยังจะต้องจริงจังกับการค้นหาความจริง ซึ่งที่ผ่านมาดิฉันทราบมาว่ามีการตั้ง คณะกรรมการค้นหาความจริงขึ้นโดยหน่วยงานความมั่นคง แต่ว่าอย่างไรก็ตามกระบวนการ ค้นหาความจริงนี้ก็ยังขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน แล้วก็ที่สำคัญคือไม่มีการเปิดเผย ผลการรายงานข้อเท็จจริงที่ได้มีการตรวจสอบไปแล้วต่อสาธารณะ

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันในการส่งเสริมให้กระบวนการสันติภาพเกิดขึ้น ได้จริงท่ามกลางความขัดแย้งที่รุนแรงแล้วก็การละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงในพื้นที่ ชายแดนใต้ของเรา คือการที่รัฐไทยจะต้องให้ความสำคัญกับการเยียวยา ซึ่งที่ผ่านมา เราต้องยอมรับกันตามตรงว่าการเยียวยาของรัฐไทยมักจะไปมุ่งเน้นแค่เพียงการเยียวยา ด้วยตัวเงิน แต่ดิฉันกลับมองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงพอ เราทราบกันดีว่าการเยียวยาที่ดีจะช่วย บรรเทาทุกข์ทรมานของเหยื่อและครอบครัวได้ รวมไปถึงการคืนศักดิ์ศรีให้กับเหยื่อ แล้วก็ ที่สำคัญคือการยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด การเยียวยาการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง ตามหลักสากลเองก็มีหลายวิธีการด้วยกัน ทั้งการเยียวยาด้วยตัวเงิน แล้วก็การเยียวยาที่ไม่ใช่ ตัวเงิน ซึ่งวันนี้ดิฉันจะขอพูดในรายละเอียดดังนี้

ประการแรก ก็คือการค้นหาความจริงต่อเหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่เกิดขึ้น

ประการที่ ๒ คือการที่เราจะต้องคืนความเป็นธรรมให้กับเหยื่อผ่าน กระบวนการยุติธรรมปกติ สิ่งนี้ก็จะเป็นเรื่องของการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิด แล้วก็ยุติการลอยนวลพ้นผิดในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

ประการที่ ๓ คือการทำให้คืนสู่สภาพเดิม เช่น การชดเชยด้วยตัวเงิน การชดเชยด้วยการคืนทรัพย์สิน แล้วก็ที่สำคัญที่ดิฉันคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมา พูดถึงกันก็คือการชดเชยความเสียหายทางจิตใจ

ประการที่ ๔ คือการทำให้พอใจหรือการที่รัฐเองจะต้องยอมรับความผิด แล้วก็มีการขอโทษทางสาธารณะ

ประการที่ ๕ คือการรักษาความทรงจำร่วมกัน

ประการที่ ๖ ก็คือการป้องกันเพื่อมิให้เหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชน เกิดขึ้นได้อีกในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการปรับปรุงตัวกฎหมายการปฏิรูปโครงสร้าง การทำงานของรัฐเอง และที่สำคัญก็คือการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมนั่นเอง ดิฉันคาดหวัง เป็นอย่างยิ่งว่าในกระบวนการสร้างสันติภาพที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้จะได้เห็นกระบวนการเยียวยา ที่มีประสิทธิภาพที่มากกว่าแค่ตัวเงิน ดิฉันขอย้ำว่าการสร้างสันติภาพจะต้องคำนึงถึงหลักการ สิทธิมนุษยชน ให้ความสำคัญกับการค้นหาความจริงที่จะเปิดช่องให้เกิดการเยียวยา ที่มากกว่าตัวเงินอย่างที่ดิฉันได้นำเรียนไปก่อนหน้านี้ และที่สำคัญคือการนำผู้กระทำความผิด มาลงโทษและการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นอีกในอนาคต นอกจากนั้น กระบวนการสร้างสันติภาพยังจะต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วม ทั้งจากรัฐสภาเอง ซึ่งเป็นผู้แทนของราษฎรทุก ๆ คน และที่สำคัญก็คือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอีกด้วย อันนี้จึงเป็นเหตุผลที่ดิฉันขอสนับสนุนญัตติการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา การสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของพวกเรา ขอบคุณค่ะ