ณัฐวุฒิ สนับสนุนตั้งกรรมาธิการสันติภาพชายแดนใต้ เสนอแก้รอบด้าน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๖

ณัฐวุฒิ บัวประทุม สนับสนุนการตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาและแก้ไขปัญหาสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้ โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการพิจารณาปัญหาอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงมิติความมั่นคง แต่รวมถึงผลกระทบจากความรุนแรงที่สะสมมายาวนาน ซึ่งส่งผลต่อชีวิตประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเด็กกำพร้าที่ยังไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมเสนอให้ทบทวนแนวทางสันติภาพที่ครอบคลุมทั้งชาติพันธุ์ ศาสนา อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมและกระบวนการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับท่านประธาน ที่เคารพ ผมณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง แต่ขอพูดถึงปัญหาของพี่น้องใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ สภาผู้แทนราษฎร ในสมัยที่แล้วชุดที่ ๒๕ ผมเป็นหนึ่งในผู้เสนอญัตติที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องขอให้ สภาพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและแก้ไขปัญหา รวมถึงการสร้าง สันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้ ผมอยากชวนเพื่อนสมาชิกขีดเส้นใต้ใหญ่ ๆ คำว่า สันติภาพ แทนคำว่า สันติสุข ไว้เป็นเบื้องแรกก่อนครับ แต่ท้ายที่สุดสภาชุดที่แล้วไม่ได้มีโอกาสที่จะ พิจารณาซึ่งเป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง แล้วเราก็ไม่อาจจะใช้ตัวชี้วัดว่าสถานการณ์ ความรุนแรงที่ลดลงในรอบหลายปีกำลังแสดงให้เห็นว่าสันติภาพกำลังเกิดขึ้นในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ เราคงไม่สามารถที่จะพูดในเชิงแบบนั้นได้ แต่อย่างไรก็ตามในวันนี้ในเมื่อมี เพื่อนสมาชิกได้เสนอญัตติ ผมเองก็ต้องขออภิปรายสนับสนุนญัตติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของ คุณรอมฎอน ปันจอร์ ที่เกี่ยวข้องในประเด็นเรื่องของสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ

ประการที่ ๑ หากจะว่ากันโดยสถานการณ์นับตั้งแต่เดือนมกราคม ปี ๒๕๔๗ จนถึงเดือนมีนาคม ปี ๒๕๖๖ ขณะนี้มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วกว่า ๙,๖๒๔ เหตุการณ์ แล้วก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละวัน มีผู้ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก มีผู้เสียชีวิตถึง ๕,๐๐๐ กว่าคน มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง ๑๒,๐๐๐ คน ต้องเข้าใจว่าในบรรดาผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บต่างก็มีญาติพี่น้อง พ่อแม่ ลูกหลาน ครอบครัว คนรู้จักของคนในสังคมต่าง ๆ ฉะนั้นเวลาที่เราจะพูดถึงประเด็นปัญหาชายแดนใต้ เราคงไม่สามารถพูดแต่เพียงเรื่องแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม ที่เรียก กันว่า Joint Comprehensive Plan towards Peace หรือ JCPP แบบเดียวได้เท่านั้น แต่การจะพูดถึงจังหวัดชายแดนภาคใต้จำเป็นต้องพูดถึงและคำนึงถึงมิติต่าง ๆ ซึ่งเป็นมิติที่ มากไปกว่ามิติเรื่องความมั่นคง นั่นเป็นประการที่ ๑ ที่ผมอยากจะนำเรียน

ประการที่ ๒ ก็คือว่าเราต้องสรุปบทเรียนว่ากระบวนการแสวงหาสันติภาพ ที่ผ่านมานั้นมีอะไร ผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในอนุกรรมการอยู่ในคณะกรรมการอิสระ เพื่อการสร้างความสมานฉันท์แห่งชาติที่เรียกว่า กอส. ก็เคยมีงานวิจัยศึกษากันมาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ ปลาย ๆ หลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่นานนัก แต่วันนี้ผมต้องขอบพระคุณ ทางสภาที่ได้มีการศึกษาเอกสารประกอบการพิจารณา ซึ่งเป็นสิ่งที่พยายามย้ำให้เห็นว่า พี่น้องในต่างประเทศ พี่น้องนักวิชาการ พี่น้องที่สนใจในปัญหาชายแดนภาคใต้เขาพยายาม สรุปให้เราเห็นว่าจากมุมมองของคนภายนอก เช่น กรณีของนักวิชาการที่ชื่อว่าคุณโนเบิร์ต โรเปอร์ส นักวิชาการชาวเยอรมนีได้สรุปว่าปัญหาของกระบวนการสันติภาพในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ที่ยังไม่สำเร็จมีเงื่อนไขอยู่ทั้งหมด ๙ ประการด้วยกัน

ประการที่ ๑ เช่น กรณีของผู้ที่เข้าร่วมในการพูดคุย ต้องถามว่าได้รับ ฉันทานุมัติอย่างเพียงพอและเข้าใจปัญหาความขัดแย้งเหล่านั้นจริงหรือไม่

ประการที่ ๒ ก็คือมีความเข้าใจต่อสถานะและวิธีการในการลดปัญหา ความขัดแย้งที่ตรงกันหรือไม่ คำว่า สันติภาพ อาจจะเป็นสันติภาพในเชิงบวกที่พวกเรา พยายามทำ หรืออาจจะเป็นสันติภาพในเชิงลบที่พูดแต่เพียงการลดความรุนแรงของ เหตุการณ์ที่เป็นมุมมองของอีกฝ่ายหนึ่ง แบบนี้ก็เรียกว่าไม่ตรงกัน

ประการที่ ๓ ก็คือว่าท่านมีวิธีการสื่อสารต่อการพูดคุยกระบวนการ ต่าง ๆ นั้น อย่างครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่

ประการที่ ๔ คือการขาดการสนับสนุนหรือการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน พี่น้องประชาชนที่เป็นเจ้าของปัญหาอาจจะมีส่วนในการพูดคุยน้อยกว่าพี่น้องที่ทำประเด็น เรื่องความมั่นคงที่ไปจากกรุงเทพมหานคร เป็นต้น

ประการที่ ๕ เป็นประเด็นเรื่องของการที่ระบบการแก้ปัญหาไม่เอื้อต่อ กระบวนการ เพราะว่ามองกันที่ตัวชี้วัดเรื่องความรุนแรง จำนวนของความแรงอย่างเดียว ซึ่งไม่ตอบโจทย์

ประการที่ ๖ เป็นเรื่องของสังคมมีความสงสัยต่อกระบวนการ อีกทั้งข้อเสนอ ของพี่น้องสื่อมวลชนที่นำไปสู่กระบวนการนั้นอาจจะไม่ชัดเจน

ประการที่ ๗ เป็นเรื่องของความมั่นคงของกลุ่มอื่น ๆ ที่อาจจะคลางแคลงต่อ กระบวนการพูดคุยและไม่มั่นใจว่ากระบวนการพูดคุยที่จะนำไปสู่การก่อให้เกิดสันติภาพ พวกเขาจะได้รับประโยชน์จากกระบวนการจริง ๆ หรือไม่

ประการที่ ๘ เป็นกระบวนการพูดคุยสันติภาพที่ขาดการสนับสนุนอย่างมากพอ

ประการที่ ๙ ก็คือว่าท้ายที่สุดประโยชน์ของการพูดคุยจะไปจบอย่างไร นี่คือเหตุผลที่กระบวนการสันติภาพยังไม่อาจดำเนินการมาถึงขั้นตอนที่สมบูรณ์ได้ นั่นเป็นหมวดหมู่ที่ ๒ ที่ผมอยากจะนำเสนอ

หมวดหมู่ที่ ๓ ผมมีความจำเป็นที่จะต้องพูดในประเด็นที่แตกต่างจาก เพื่อนสมาชิกท่านอื่น ๆ ซึ่งอาจจะพูดในมุมของความมั่นคง แต่ผมอยากจะพูด มุมของผู้คนในภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องผู้หญิง พี่น้องมลายูมุสลิม พี่น้องเด็ก ๆ สตรี กลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ผมยกตัวอย่างให้ท่านเห็นกลุ่มเดียวก็คือกรณีของเด็กกำพร้า ที่ประสบปัญหาจากสถานการณ์ความรุนแรง มีการแบ่งเด็กกำพร้าออกเป็น ๔ กลุ่มด้วยกัน คือเด็กกำพร้าในสภาวะปกติที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ แบบนี้มีกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นคนดูแล แต่เด็กกำพร้าที่เกิดขึ้นจากความรุนแรง ตามจำนวนข้อมูลของ ศอ.บต. และ สสว. ๑๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานสนับสนุนด้านวิชาการของ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์บอกมีจำนวนถึง ๘,๖๒๖ คน

กลุ่มที่ ๓ คือเด็กกำพร้าไม่อยู่ในระบบ และกลุ่มนี้ผมเคยอภิปรายตั้งแต่ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เขาเรียกว่าเด็กที่ไม่ได้รับการรับรองจาก ๓ ฝ่าย ก็คือทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง บอกได้หรือไม่ว่ามีจำนวนเท่าไร

กลุ่มที่ ๔ คือเด็กกำพร้า ที่เกิดจากกรณีไม่ใช่ความรุนแรงโดยตรง แต่เกิดขึ้น จากพ่อแม่ที่ไปปฏิบัติการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้แล้วประสบปัญหาความรุนแรง เขาอาจจะอยู่ที่อุดรธานี เขาอาจจะอยู่ที่อ่างทอง เขาอาจจะอยู่ที่อุบลราชธานี เชียงใหม่ ต่าง ๆ ก็ได้ ซึ่งก็ไม่มีข้อมูลตัวเลขว่ามีอยู่จำนวนเท่าไร คำถามของผมก็คือว่าในกรณีของ เด็กกำพร้าเหล่านี้อะไรคือเครื่องมือหรือวิธีการในการแก้ไขปัญหาสันติภาพ ถ้ามองระยะสั้นไม่พอ แต่ต้องมองระยะยาวโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อจิตใจ ผลกระทบ ทางการศึกษา ผลกระทบทางสังคม และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการทำความเข้าใจระหว่างกัน ว่าความรุนแรงนี้มันเกิดขึ้นเพราะอะไร กรีดแผลต้องกลัดหนอง ถ้าไม่กรีดหนองออก แผลก็ไม่อาจที่จะหายได้อย่างเด็ดขาด ฉะนั้นมุมมองของผมต่อประเด็นเรื่องของญัตตินี้ จึงเป็นมุมมองที่ผมคิดว่าประเด็นเรื่องงบประมาณของการดับไฟไต้ที่ท่านใช้ไปไม่ต่ำกว่า ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต้องถูกทบทวน แล้วผมคิดว่าประเด็นเรื่องการพูดคุยในวันนี้หากจะมี การตั้งคณะกรรมาธิการศึกษา ผมขอแบบนี้ได้ไหมว่าการตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาต้องขอให้ คลุมถึง ๖ ประเด็นด้วยกัน ๑. คือเชื้อชาติ ๒. คือศาสนา ๓. คืออัตลักษณ์ ๔. คือวัฒนธรรม ๕. คือทัศนคติ ๖. คือความเชื่อและพฤติกรรมท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง และแถมด้วยอีกข้อหนึ่ง ก็ได้ ๗. คือการพูดคุยไปถึงเรื่องของการจัดการตนเองของพี่น้องใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ฉะนั้นในภาพรวมทั้งหมดผมเห็นด้วยและสนับสนุนการจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่จะพิจารณาศึกษาเรื่องนี้ และผมไม่คิดว่าจะมีเหตุผลหรือประเด็นใดที่มีเพื่อนสมาชิก ไม่สนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาชุดนี้ถ้าท่านเชื่อมั่นในสันติภาพแบบเดียวกับที่ ผมเชื่อ จะไม่มีเพื่อนสมาชิกท่านใดโหวตเป็นอย่างอื่นไปได้ ขอบคุณท่านประธานครับ