เทียบจุฑา ขาวขำ หารือเกี่ยวกับบทบาทของทนายความขอแรงในกระบวนการยุติธรรม โดยชี้ให้เห็นปัญหาด้านประสิทธิภาพและข้อจำกัดที่ส่งผลต่อสิทธิของผู้มีรายได้น้อย พร้อมเสนอให้เพิ่มงบประมาณและจัดอบรมเพื่อยกระดับคุณภาพทนายความขอแรง รวมถึงเสนอให้ขยายการอบรมและการสื่อสารความรู้ทางกฎหมายผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงความยุติธรรมและเสริมสร้างความเข้าใจกฎหมายให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเทียบจุฑา ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันขอมีส่วนร่วมอภิปรายรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงาน การเงินสำนักงานศาลยุติธรรม สำหรับสิ้นสุดปีวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๕ ดิฉันขอตั้งข้อสังเกต มีข้อเสนอแนะอยู่ ๒ ประเด็น ท่านประธานคะ ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนทุกคน ต้องการ ต้องการความยุติธรรม เพราะว่าบ้านเมืองนี้ถ้าเกิดเหตุขึ้นมา ถ้ามันมีเหตุการณ์ ขึ้นมามันก็มีความยุติธรรมกับความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นจาก ๒ ฝ่ายเป็นคู่กรณี ต่างก็บอกว่า คนนี้ถูกต่างก็บอกว่าคนนี้ผิด เพราะฉะนั้นในเรื่องที่ศาลยุติธรรมที่มารายงานวันนี้ ดิฉันอยากจะขออนุญาตนำเสนอข้อสังเกตไปยังคณะทำงาน เพราะว่าศาลยุติธรรม เป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการในการอำนวยความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ให้กับพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ความเสมอภาค ดังนั้นประเด็นที่ดิฉันจะขอฝากศาลยุติธรรม ผู้พิพากษา และผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการ ยุติธรรมทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำว่านอกจากท่านจะต้องพิจารณาคดี ตามพยานหลักฐานแล้ว ดิฉันจึงขอให้ท่านคำนึงถึงความมีเหตุมีผลเป็นพื้นฐานของแต่ละคนด้วย เช่น ถ้ามีพี่น้อง ๒ คน ในกรณีที่มีข้อพิพากษาระหว่างกัน และต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หากคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งยากจนก็มีข้อจำกัด มีเรื่องติดขัดหลาย ๆ อย่าง และตามเหตุผล ทางพื้นฐานของเขาเองก็คงขาดงบประมาณ ไม่มีค่าจ้างทนายความ ไม่มีทรัพย์สิน จะเข้าสู่กระบวนการศาล ดังนั้น ศาลยุติธรรมเองก็จะมีทนายความขอแรง หรือภาษากฎหมายเรียกว่า ทนายความที่ศาลตั้งให้ จะคอยให้คำปรึกษาคดีต่อพี่น้อง ประชาชนที่ไม่มีทรัพย์สินในการว่าจ้างทนายความ ซึ่งทนายความขอแรงนี้ ศาลสามารถ จะตั้งให้เข้าไปช่วยพี่น้องประชาชนได้ อันนี้เป็นสิ่งที่ดี ตั้งแต่ในชั้นสอบสวนข้อมูลต่าง ๆ จนถึงฟ้อง ถึงชั้นพิจารณา ในเรื่องนี้ดิฉันเห็นว่าเป็นเรื่องดีมาก ๆ เลยดิฉันต้องขอชื่นชม เพราะค่าจ้างทนายไม่ใช่ค่าจ้างที่ถูก ๆ บางคนกู้หนี้ยืมสินมีดอกเบี้ยนอกระบบเพื่อมาจ้างทนาย ถ้าโชคดีเจอทนายดี ถ้าโชคไม่ดีก็เจอทนายอีกรูปแบบหนึ่งดังนั้น ใน Case นี้ดิฉันเอง ก็อยากจะเสนอ ขอสอบถามเพื่อคลายกังวลว่าทำไมการบริการศาล บริการทนายที่อยู่ในศาล เขาตอบมาว่าที่ใช้ทนายขอแรงในการพิจารณามักจะเจอว่ารับสารภาพนะ บาง Case ก็บอก สู้คดีนะ บาง Case ก็บอกไม่ต้องสู้ รับโทษพอสมควร การให้คำแนะนำอะไรต่าง ๆ ฟังแล้ว ดิฉันคิดว่ามันยังไม่ถูกนะคะ ท่านประธานคะ เรื่องนี้ดิฉันคิดว่าน่าจะเกิดหลาย ๆ ที่เกี่ยวกับ เรื่องทนาย ซึ่งพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่กังวลมาก ขึ้นศาลทีไรก็จะกลัวมาก ๆ ดิฉันได้อ่าน ศึกษาวิจัยของสำนักงานศาลยุติธรรมว่าในเรื่องของการเผยแพร่ในสถาบันวิจัยและพัฒนา รพีพัฒนศักดิ์ และสำนักกฎหมายของศาลยุติธรรมที่เคยทำการวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพ ของทนายขอแรง ก็ยังชี้ให้เห็นว่าทนายขอแรงหรือทนายความที่ศาลตั้งให้ขาดประสิทธิภาพ อยากให้เกิดการพัฒนา ในวิจัยยังบอกถึงวิธีปัญหา และคำแนะนำในการแก้ปัญหา ในเชิงประสิทธิภาพของทนายขอแรง ในวิจัยก็บอกว่าต้องเพิ่มคุณสมบัติและประสบการณ์ ของทนายความ เพราะเหตุผลของทนายความขอแรงบางคนที่ทำมา บางคนก็เพื่อเก็บจำนวนคดีโดยไม่ส่งผล ต่อคดี เพื่อเอาไปสอบอัยการ บางคนก็นำข้อมูลไปสอบอัยการหรือไปสอบผู้พิพากษาเท่านั้น ดิฉันคิดว่าคำแนะนำนี้ควรจัดอบรมให้ทนายความ จะเป็นทนายความขอแรงหรือเพื่อเป็น การจูงใจให้ทนายความ ดิฉันเข้ามาดูประเด็นนี้ในหน้า ๖ ของรายงานงบอบรม หรืองบด้านบุคลากร ท่านบอกว่าในปี ๒๕๖๕ มีงบประมาณเกี่ยวกับบุคลากรจำนวน ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท และในหน้า ๒๑ ค่าตอบแทนเงินรางวัลทนายความมีเพียง ๒๐๔ ล้านบาท ประเด็นนี้ดิฉันจึงขอเสนอว่าสำนักงานศาลยุติธรรมควรจัดสรรงบประมาณเกี่ยวกับ ทนายขอแรงให้เพิ่มขึ้นเพื่อเป็นสิ่งจูงใจในการทำงานของทนายขอแรงตามคำแนะนำ ของงานวิจัยที่ดิฉันได้อ่านมา เพื่อให้ทนายขอแรงได้ตั้งใจทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้มีใจที่ได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนนะคะ ดิฉันถือว่าทนายขอแรงก็เป็นบุคคลสำคัญ ที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ลำบากยากจนไม่มีเงินทองทรัพย์สินอะไรเลยที่จะต้องมาจ้าง ทนายเก่ง ๆ มาทำงาน เพื่อต่อสู้คดี เพื่อความยุติธรรมที่พวกเขาถูกกระทำอยู่ อันนี้ก็ขอฝาก ไปทางคณะทำงานด้วย
ประเด็นสุดท้ายค่ะท่านประธาน ดิฉันได้ดูในหน้าที่ ๒๑ เรื่องงบประมาณ ค่าใช้จ่ายฝึกอบรม ท่านมีงบประมาณเพียง ๒๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งดิฉันมองว่ามันน้อย เหลือเกินสำหรับสำนักงานศาลยุติธรรมที่จะต้องดูแลศาลทั้งประเทศ ๒๘๕ ศาล ถ้าเฉลี่ยแล้ว เหลือศาลหนึ่งประมาณไม่เกิน ๑ ล้านบาท เรื่องการอบรมนี้เป็นเรื่องอบรมบุคลากรนะคะ ไม่ได้อบรมท่านผู้พิพากษา ดิฉันไม่ได้มีความหมายดังนั้น แต่ดิฉันหมายถึงการอบรม ในงบ ๒๐๐ ล้านบาทนี้นะคะ ไปใช้อบรมเผยแพร่ให้ความรู้ด้านกฎหมายที่ใช้ใน ชีวิตประจำวันให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ๗๐ ล้านคนให้มีองค์ความรู้ด้านกฎหมาย เบื้องต้นที่เขาได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ดิฉันจึงขอฝากประเด็นนี้ให้กับผู้บริหารสำนักงาน ศาลยุติธรรมได้พิจารณาถึงความสำคัญ การเผยแพร่ความรู้ข่าวสารให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจ ให้มีความรู้สึกว่ากฎหมายหรือศาลได้อยู่ใกล้ตัวเขาง่าย เขาจะได้มีความอบอุ่น เขาไม่รู้สึกกลัว เวลาขึ้นศาล ดิฉันคิดว่าโครงการเผยแพร่ความรู้ของกฎหมายเบื้องต้นนี้ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงประชาชนในชุมชนนี้ ในหมู่บ้านนี้ ดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีจะทำในรูปแบบไหนก็ได้ค่ะ จะจัดอบรมก็ได้ จะส่งข้อมูลข่าวสารในทางวิทยุ ทีวี หรือสื่อสาร Online ก็ได้ ให้พี่น้องประชาชนได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายของศาลได้มากขึ้น และเขาจะมีความรู้สึกว่าตัวพี่น้องประชาชนเองกับศาล มีความใกล้ชิด มีความใกล้ตัว ดิฉันคิดว่าในการรายงานวันนี้หวังว่าคงจะได้เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนทั่วไป กราบขอบพระคุณค่ะ