ชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง หารือปัญหาที่ดินทำกินในนิคมสหกรณ์ดงมูล จังหวัดขอนแก่น ที่ค้างมาหลายทศวรรษ และเรียกร้องให้แก้ไขตามมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นธรรม เพื่อคืนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้เกษตรกรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
เรียนประธานที่เคารพ ผม ชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง ผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๓ พรรคก้าวไกล วันนี้ขออภิปราย สนับสนุนญัตติการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินของพี่น้อง ประชาชน ผมเล็งเห็นว่าเรื่องที่ดินทำกินยังเป็นอุปสรรคสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต ของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องเกษตรกร ท่านประธานครับ ประเทศไทยเรา แห่งนี้ไม่ใช่บ้านที่อบอุ่นสำหรับพวกเราทุกคน ทุกวันนี้ยังมีพี่น้องที่ประสบปัญหาเรื่องที่ดิน ทำกินกว่า ๑.๒ ล้านคน และที่ดินยังมีปัญหาในเรื่องของข้อกฎหมายอีกกว่า ๑๓ ล้านไร่ และที่สำคัญ ประเทศไทยยังมีปัญหาในเรื่องของการยึดครองที่ดินที่มีความเหลื่อมล้ำ เป็นลำดับต้น ๆ ของโลก หากพวกเราในที่นี้ยังจำได้ ครั้งหนึ่งคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ลุกขึ้นอภิปรายในสภาแห่งนี้เกี่ยวกับทฤษฎีกระดุม ๕ เม็ด ซึ่งกระดุมเม็ดแรกที่คุณพิธาได้พูดถึง นั่นก็คือปัญหาในเรื่องของที่ดินทำกิน ถ้าหากวันนี้ เราสามารถจัดการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดิน เกาให้ถูกที่คัน เราเชื่อมั่นว่าปัญหาอื่น ๆ จะสามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดาย ท่านประธานครับ ผมเป็น สส. จังหวัดขอนแก่นสมัยแรก ก่อนหน้านี้ผมไม่ทราบหรอกครับว่าพี่น้องในพื้นที่มีปัญหาอะไรบ้าง จนกระทั่งผมได้มีโอกาส ลงไปพูดคุย ไปรับฟังปัญหากับพวกเขา ผมถึงได้รับทราบว่าพี่น้องที่อยู่ในเขต ๓ ขอนแก่น มีปัญหาในเรื่องของที่ดินทำกิน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งพี่น้องในเขตอำเภอกระนวน เกือบครึ่งหนึ่งของอำเภอกระนวน พี่น้องไม่มีกรรมสิทธิ์ ในที่ดินทำกิน ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้ไม่ดิ้นรนนะครับ แต่พวกเขาต่อสู้มาตั้งแต่ สมัยบรรพบุรุษ จากรุ่นสู่รุ่น บางครอบครัวต่อสู้กันมา ๓๐-๔๐ ปี เริ่มเหนื่อย เริ่มท้อ ในหลาย ๆ ครอบครัวเริ่มมีการพูดคุยกันว่าตกลงชาตินี้จะได้เห็นกับคนอื่นหรือไม่ว่า กรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นอย่างไร เกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่ในอำเภอกระนวน อยู่ในนิคมสหกรณ์ นิคมสหกรณ์ที่ผมกำลังพูดถึงอยู่นั้นคือนิคมสหกรณ์ดงมูล ๑ และดงมูล ๒ ซึ่งจดทะเบียน จัดตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่ปี ๒๕๒๑ ซึ่งผมก็ยังไม่เกิด กินพื้นที่รวมกว่า ๑๕๐,๐๐๐ ไร่ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่ากฎหมายเรื่องที่ดินเหล่านี้ที่อยู่ในสหกรณ์นิคม อันแท้จริงแล้วน่าจะสามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดาย แต่จนถึงทุกวันนี้ปัญหานี้ก็ยังไม่ได้รับ การแก้ไขเลย ผมเลยอยากจะชวนมองย้อนกลับไปว่าลำดับขั้นตอนของปัญหาของที่ดิน ที่อยู่ในนิคมสหกรณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร มองย้อนกลับไปตั้งแต่ปี ๒๕๑๓ มีมติคณะรัฐมนตรี ให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ในการจัดตั้งนิคม จึงเป็นที่มาของการมีนิคมทั่วประเทศ อีกทั้งยังได้มอบหมายให้ทาง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมป่าไม้ ยกกฎกระทรวงในการเพิกถอน ป่าสงวน ป่าสงวนที่เป็นป่าเสื่อมโทรมที่ไม่สามารถนำกลับมาเป็นป่าที่สมบูรณ์แบบได้ เอาที่ดินส่วนนี้ไปจัดสรรให้กับพี่น้องที่อยู่ในเขตนิคมสหกรณ์ ต่อมาในปี ๒๕๑๗ ก็มีมติ คณะรัฐมนตรีออกมาแบบเดียวกัน แต่ ณ ขณะนั้นไม่ว่าจะเป็นกรมส่งเสริมสหกรณ์ แล้วก็ ทางกรมป่าไม้ ไม่ได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เนื่องจากว่ามีผู้มีอำนาจที่อยู่ในทีม ผู้บริหารมีที่ดินอยู่ในนิคมสหกรณ์เป็นจำนวนมาก เกรงว่าตัวเองจะเสียผลประโยชน์ เพราะถ้าเกิดดำเนินการจัดตามมติ ครม. จะต้องทำตาม พ.ร.บ. จัดสรรที่ดินทำกินปี ๒๕๑๑ ซึ่งจะสามารถถือครองได้ครอบครัวหนึ่งไม่เกิน ๕๐ ไร่เท่านั้น จนกระทั่งมาปี ๒๕๕๔ ก็มี มติ ครม. แบบเดียวกัน เหมือนกับปี ๒๕๑๓ และปี ๒๕๑๗ แต่ก็ไม่ได้มีการดำเนินการใด ๆ เกิดขึ้น จนกระทั่งมาปี ๒๕๖๒ รัฐบาล คสช. ชื่อก็บอกแล้วว่าชอบมีเรื่อง Surprise ให้กับ พวกเรา รัฐบาล คสช. มีนโยบายในการจัดที่ดินในรูปแบบใหม่ โดยเอาที่ดินทั้งหมดที่อยู่ใน เขตนิคมสหกรณ์ทั่วประเทศที่มีกว่า ๑,๕๐๐,๐๐๐ ไร่ เป็นกลุ่มเป้าหมาย เพื่อนำมาจัดที่ดิน ให้กับชุมชนตามนโยบายรัฐบาล คสช. หรือที่พวกเราเรียกว่า โครงการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๒ ซึ่งในข้อกฎหมายก็ไม่ได้มีมาตราไหนเลยที่เอื้อประโยชน์หรือว่าเข้าข้าง ภาคประชาชน แต่กลับเป็นการลิดรอนสิทธิของประชาชนอย่างเห็นได้ชัด เช่น โครงการ คทช. ที่ให้เฉพาะสิทธิในการทำมาหากิน แต่ไม่ให้กรรมสิทธิ์ หรือไม่ให้สิทธิในการเรียกร้อง กรรมสิทธิ์ในที่ดินให้กับพี่น้องประชาชน มิหนำซ้ำที่ดินยังเป็นของรัฐเหมือนเดิม และยังต้อง ทำตามคำสั่งของอธิบดี ถือสิทธิในที่ดินทำกินได้เพียงแค่ครอบครัวละไม่เกิน ๒๐ ไร่ ท่านประธานครับ เรื่องเหล่านี้เป็นปัญหากับพี่น้องชาวอำเภอกระนวน ถ้าหากดำเนินการ ตามเรื่องของ คทช. ทุกวันนี้หลาย ๆ ครอบครัวทำกินเกิน ๒๐ ไร่ ซึ่งก็ไม่เกิน ๕๐ ไร่ ตาม พ.ร.บ. จัดที่ดินทำกิน ปี ๒๕๑๑ แน่นอน คำถามครับ ถ้าเกิดเป็นพวกเรา ทุกวันนี้ มองย้อนกลับไป บ้านที่เราอยู่ทุกวันนี้ ที่นา ที่ไร่ที่พวกเราไปทำมาหากินกันอยู่ทุกวัน มาวันพรุ่งนี้มันกลับเปลี่ยนมือไม่ใช่เป็นของพวกเรา พวกเราจะรู้สึกอย่างไร หรือเป็นอีก ตัวอย่างหนึ่งที่ชุมชนโนนหนองลาด ตำบลบ้านขาม อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ชุมชนแห่งนี้มีบ้านเรือนพี่น้องประชาชนประมาณ ๔๐ หลังคาเรือนเท่านั้น แต่ก็ไม่มีเอกสาร กรรมสิทธิ์ใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานส่วนท้องถิ่น อบต. อบจ. ก็ไม่มีหน่วยงานไหนที่กล้า เข้ามาดูแลในเรื่องของระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เนื่องจากติดในเรื่องของข้อกฎหมาย ถามจริง ๆ ว่าพวกเราจะปล่อยให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตแบบนี้ต่อไปจริง ๆ หรือครับ ท่านประธานครับ นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องยุ่งยากอะไรเลยถ้าหากมองว่ามันคือการยกระดับ คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน รัฐบาลสามารถจัดการได้อย่างง่ายดาย และน่าจะเป็น การดำเนินการที่ผมคิดว่าง่ายที่สุดในการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินเสียด้วยซ้ำไป การประกาศ ยกเลิกกฎกระทรวงคืนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน สร้างโอกาสและให้อนาคตให้กับพี่น้องประชาชน อยู่ที่ว่าพวกเราจะกล้าทำกันหรือไม่ครับ ท่านประธานครับ ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น นั่นก็คือปัญหาในเรื่องของความเหลื่อมล้ำ ในการถือครองที่ดินที่ประเทศไทยถือว่าอยู่ในระดับต้น ๆ ของโลก ประชาชน กว่า ๗๕ เปอร์เซ็นต์ไม่มีที่ดินทำกิน และที่ดินกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ตกอยู่ในมือของคนรวย ซึ่งมีเพียงแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ในประเทศนี้ นี่คือกระดุมเม็ดแรก หากพวกเราติดผิดทุกอย่าง จะผิดไปกันหมด เรื่องพื้นฐานแค่นี้หากวันนี้พวกเราไม่กล้าทำ พวกเราจะคาดหวังให้ ประเทศไทยก้าวหน้าไปได้ไกลมากกว่านี้ได้อย่างไร ขอบคุณครับ