ชุติมา คชพันธ์ หารือปัญหาข้อพิพาทที่ดินทำกินทับซ้อนในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะที่สุราษฎร์ธานี พัทลุง และกระบี่ ซึ่งเกิดจากการประกาศป่าสงวนทับที่ดินประชาชนและการเข้าไปเช่าพื้นที่ของเอกชน ทำให้ชาวบ้านสูญเสียสิทธิ ถูกจับกุม และต้องอพยพไปทำงานต่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบสิทธิ์ที่ดิน ทบทวนเขตป่าสงวน และปลดล็อกพื้นที่อย่างทันทีเพื่อแก้ไขปัญหาที่เรื้อรังมานาน รวมถึงคลี่คลายข้อจำกัดในพื้นที่อุทยานที่ส่งผลต่อการตัดยางพาราและการผลิตซึ่งอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ทางการค้าระหว่างประเทศ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ชุติมา คชพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จากภาคใต้ จังหวัดพัทลุง สำหรับปัญหาด้านที่ดินนั้น ในพื้นที่ภาคใต้ก็เช่นเดียวกันค่ะท่านประธาน มีปัญหาหลากหลายกรณีมากมาย ในการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรนั้น อันดับแรก เราจะต้องแก้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินให้ได้ก่อน ถ้าเกษตรกรยังไม่สามารถที่จะมีที่ดิน ของตัวเองได้ ก็ไม่มีทางแก้ไขปัญหาในภาคการเกษตรได้ เปรียบเสมือนว่าหากรากเน่า แล้วลำต้น ดอก ผลจะสมบูรณ์ได้อย่างไร ทุกวันคืนที่ผ่านไปคนจำนวนหนึ่งอาจจะทำมาหากิน อยู่ในเมือง มีทางเลือกมากมาย แต่ในขณะเดียวกันยังมีพี่น้องร่วมชาติของเราอีกจำนวนมาก ที่อยู่ในแต่ละภูมิภาคของประเทศนี้ ยังต้องดิ้นรน ยังต้องทำมาหากิน หาทางทวงคืนที่ดิน ที่เคยเป็นของตนเอง ท่านประธานคะ พี่น้องจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้แจ้งดิฉันว่าประสบปัญหา ที่ดินทำกินทับซ้อนในอำเภอชัยบุรี แต่แทนที่รัฐจะอนุญาตให้ประชาชนได้ทำกินในที่ดินนั้น กลับกลายเป็นว่ารัฐปล่อยให้เอกชนเช่ายาวนานกว่า ๑๐ ปีแล้ว เหตุใดจึงทำแบบนั้น เหตุใด จึงปล่อยให้เอกชนเช่า แทนที่จะให้พี่น้องประชาชนของเราทำมาหากินได้ใช้ประโยชน์ จากพื้นที่ตรงนั้น ในขณะเดียวกันเรื่องแบบนี้ไม่ได้มีแค่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในจังหวัดกระบี่ ก็เช่นเดียวกันค่ะ ดิฉันทราบมาว่าในจังหวัดกระบี่ก็เกิดเรื่องราวลักษณะนี้เช่นเดียวกัน จึงอยากจะขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการตรวจสอบถึงความไม่ชอบมาพากล ถึงความผิดปกติของกรณีดังกล่าว และเรื่องนี้พี่น้องประชาชนได้เดินทางมาถึง สภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนที่แล้ว และได้ยื่นหนังสือกับสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว ดิฉัน จึงอยากจะเรียกร้องขอให้ทางท่านประธานเร่งรัดและดำเนินการช่วยเหลือประชาชนตามที่ เขาได้ร้องเรียนมาตามขั้นตอนโดยเร่งด่วนด้วยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Clip ภาพ)
สำหรับพี่น้องประชาชน ในจังหวัดพัทลุงก็เช่นเดียวกัน ดิฉันได้รับเรื่องมาเช่นเดียวกัน ในพื้นที่ศรีนครินทร์ ศรีบรรพต ป่าพะยอม และพื้นที่รอบ ๆ เทือกเขาบรรทัดบริเวณรอยต่อ ทั้งพัทลุง นครศรีธรรมราช ตรัง ซึ่งเป็นพื้นที่ข้อพิพาทที่ดินกับรัฐมายาวนาน หลังจากนั้นได้มีการประกาศเป็นเขตป่าสงวน แห่งชาติทับซ้อนกับที่ดินทำกินของประชาชน บางพื้นที่ก็มีการจับกุมประชาชนด้วย ประชาชนที่เข้าไปทำมาหากินโดยสุจริต เป็นที่ดินของตนเองแท้ ๆ แต่ว่าถูกคุกคาม ทำให้ ประชาชนไม่อยากมีปัญหากับรัฐจึงต้องเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น ในที่สุดก็ต้องไปทำงาน ต่างแดน เมื่อไปต่างแดนแล้ว แน่นอนค่ะ ภูมิภาคแต่ละจังหวัดก็จะขาดประชากรที่มี ศักยภาพในการพัฒนาพื้นที่ไป ยกตัวอย่างนะคะท่านประธาน ดิฉันอยากจะให้ดูตัวอย่าง กรณีนี้ นี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่เจอ ท่านจะเห็นได้ว่านี่คือโฉนด ในอดีตเคยเป็นที่ดินที่มีเอกสาร สิทธิและประชาชนเป็นเจ้าของด้วย สามารถเอาไปจำนองได้ด้วย แต่วันดีคืนดีอยู่ ๆ ก็มี การประกาศเป็นพื้นที่ป่าสงวน ไม่สามารถที่จะทำอะไรต่อได้เลย ประชาชนต้องรีบไป ไถ่คืนมา จะไปจำนองซ้ำก็ไม่ได้ ประชาชนก็เลยทำหนังสือทวงถามไปว่าพื้นที่ตรงนี้เราเคยมี กรรมสิทธิ์ เหตุใดอยู่ ๆ เราถึงทำอะไรไม่ได้ ก็มีหนังสือตอบกลับมาด้วยว่าได้มีการตรวจสอบแล้ว พบว่าเป็นพื้นที่ป่าสงวน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นไปได้ นี่คือถูกต้องทุกอย่างเลย นี่คือกรณีหนึ่ง พื้นที่ตรงนั้นดิฉันทราบมาว่าป่าพะยอม ศรีบรรพตในจังหวัดพัทลุง ตำบลลานข่อย ทั้งตำบลเลยถ้าเป็นไปได้ อยากให้มีการตรวจสอบสิทธิกันใหม่อีกรอบหนึ่ง ช่วยกันดูหน่อยว่า เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะว่าประชาชนอยู่อาศัยที่นี่มา ๑๐๐ กว่าปีแล้ว แล้วในขณะที่เพิ่งมาประกาศเมื่อปี ๒๕๕๗ นี่เอง แล้วประชาชนเองก็ถูกคุกคามเชิงนโยบาย ตลอดเวลา ทำอะไรไปก็จะโดนจับ ไม่สามารถจะทำอะไรได้เลย
ต่อไปในกรณีที่ประชาชนต้องการจะตัดต้นยาง หลาย ๆ คนพอจะทราบ มาบ้างใช่ไหมคะว่ายางพารามีอายุจำกัด เมื่อถึงวันหนึ่งเมื่อหมดสภาพไปแล้ว หมดอายุแล้ว เราก็ต้องตัดยางพาราเพื่อที่จะปลูกยางใหม่ขึ้นมา แต่ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้เลย พื้นที่แถว ๆ นั้น รอบ ๆ เชิงเขาที่ถูกประกาศเป็นพื้นที่อุทยานเขาไม่สามารถตัดได้เลย ไม้ก็จะคาอยู่แบบนี้ นี่คือปัญหาที่ดิฉันได้รับฟังมาเยอะมาก ๆ เลย เพราะฉะนั้นปัญหานี้ต้องรีบแก้โดยเร่งด่วน
อีกประการหนึ่ง เรื่องนี้ดิฉันเคยนำเข้าสู่สภาไปแล้วครั้งหนึ่ง คือเมื่อก่อน เป็นพื้นที่ประชาชนอาศัยอยู่ แต่ต่อมาปรากฏว่าเป็นอ่างเก็บน้ำ มีการประกาศเป็นพื้นที่อุทยาน ประชาชนโดนตัดขาด ไม่สามารถสร้างสะพานได้ ในขณะที่หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น เขามีหนังสือ เขาเตรียมงบประมาณทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ขอแค่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชอนุญาตเท่านั้นเองก็ทำไม่ได้ เพราะยังไม่มีการอนุญาตอย่างถูกต้อง นี่คืออีกปัญหาหนึ่งที่ดิฉันอยากจะนำเสนอให้ฟัง
อีกประการที่ดิฉันมีความกังวลเป็นอย่างยิ่งว่าถ้าเราไม่รีบแก้ปัญหาเหล่านี้ จะมีผลกระทบต่อเรื่องของวัตถุดิบยางพาราที่จะส่งออกจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศ หลายท่านน่าจะเคยได้ยินเรื่องของ FSC แล้วก็มาตรฐานกฎหมายของ EUDR มาแล้ว คือต่อไปถ้าเราไม่มีมาตรฐานเหล่านี้ ประเทศไทยเราจะถูกกีดกันในเรื่องของวัตถุดิบ จากยางพารา ดิฉันเคยอภิปรายเรื่องนี้ไปแล้วในเรื่องของยางพาราเมื่อเดือนที่แล้ว เพราะฉะนั้นอยากจะให้ปลดล็อกเรื่องของที่ดินทำกินโดยเร่งด่วน เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้อง โดนข้ออ้างเหล่านี้จากต่างประเทศในการที่จะกีดกันทางการค้า
สุดท้ายค่ะท่านประธาน ดิฉันอยากจะเรียกร้องสิ่งที่ดิฉันเล่าไปทั้งหมด ดิฉันอยากจะเรียกร้องขอให้มีการปลดล็อกที่ดินทำกินทันที ดิฉันขอทันทีเลยนะคะ แล้วก็ ทันใจ ให้ทันใจประชาชน แล้วก็ทันเวลา สิ่งเหล่านี้เราพูดกันมาในสภาแห่งนี้ เราพูดกันมา หลายครั้งมากแล้ว ประชาชนที่เขาต้องรอความหวังครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกวันที่ผ่านไปที่เขาต้อง ทำมาหากินแต่เขาทำอะไรไม่ได้ มันช่างเป็นเวลาที่ทรมานเหลือเกิน เพราะฉะนั้น ดิฉันไม่อยากให้เราพูดแล้วก็จบไป ตอนนี้เราก็มีกรรมาธิการที่ดินแล้ว เราก็มีเรื่องราวต่าง ๆ ที่ประชาชนร้องเรียนมา เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะขอให้ทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. ต่าง ๆ ที่เราเสนอแก้ หรือกรรมาธิการก็ตาม ขอให้ช่วยกันรีบปลดล็อกทันที ทันใจ ทันเวลา ประชาชนด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ