เลาฟั้ง เสนอแก้กฎหมายที่ดินป่า-เกาะ หวังคุ้มครองสิทธิชุมชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๕ ตุลาคม ๒๕๖๖

เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล หารือปัญหาความไม่เป็นธรรมในการถือครองที่ดินของประชาชนในพื้นที่ป่าภูเขาและเกาะ ที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดทางกฎหมายและนโยบายรัฐ จนขาดเอกสารสิทธิ สาธารณูปโภคไม่เพียงพอ และความไม่มั่นคงในชีวิต จึงเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกฎหมายและนโยบายที่เป็นอุปสรรค กำหนดแนวเขตที่ดินอย่างชัดเจน และจัดตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางออกเอกสารรับรองสิทธิอย่างเป็นธรรม พร้อมผลักดันกฎหมายคุ้มครองวิถีชีวิตชุมชนและกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อให้ประชาชนกว่า 5 ล้านคนในพื้นที่ 16.9 ล้านไร่ ได้รับสิทธิในการพิสูจน์และใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน

นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเสนอ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและนโยบาย ที่ห้ามหรือเป็นอุปสรรคต่อการออกเอกสารสิทธิในที่ดินที่อยู่บนพื้นที่สูง ภูเขาและเกาะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ ปัจจุบันนี้มีประชาชนที่อยู่อาศัยและทำประโยชน์อยู่ในพื้นที่ที่เป็นป่าอย่างน้อยจำนวน ๑๖.๙ ล้านไร่ ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติทั้งหมดประมาณ ๑๒.๗ ล้านไร่ ส่วนที่เหลือ อีกประมาณ ๔.๒ ล้านไร่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ หรือเขตอุทยานแห่งชาติ หรือเขตสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่า ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายและนโยบายทำให้รัฐบาลไม่สามารถออก เอกสารรับรองสิทธิให้แก่พื้นที่ที่อยู่บนเกาะหรือบนภูเขา อุปสรรคและปัญหาที่สำคัญ อย่างน้อยมีอยู่ ๓ ประการ

ประการที่ ๑ กฎกระทรวงฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ซึ่งออกตามความ ในประมวลกฎหมายที่ดิน ข้อ ๑๔ ซึ่งมีสาระสำคัญก็คือห้ามไม่ให้ออกเอกสารรับรองสิทธิ ในที่ดินที่เป็นภูเขา

ประการที่ ๒ มติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดห้ามไม่ให้มีการออกเอกสารรับรองสิทธิ ให้แก่บนพื้นที่สูง

ประการที่ ๓ มติคณะรัฐมนตรีที่ว่าด้วยการกำหนดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำที่ห้าม ไม่ให้มีการกระทำการใด ๆ รวมถึงการออกเอกสารรับรองสิทธิในที่ดินให้แก่พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น ๑ และชั้น ๒

กฎหมายและนโยบายเหล่านี้เป็นอุปสรรคที่ทำให้ต่อให้รัฐบาลมีนโยบาย ในการแก้ไขปัญหา ซึ่งเราจะเห็นว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทุกรัฐบาลพยายามที่จะแก้ไข ปัญหาเรื่องนี้ แต่ถึงที่สุดแล้วนโยบายก็ไม่สามารถที่จะทำได้จริง เพราะกฎหมายได้กำหนด ห้ามเอาไว้นะครับ ดังนั้นหากมีการศึกษาแนวทางปรับปรุงกฎหมายและนโยบายที่เป็น อุปสรรคเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ก็จะนำไปสู่การออกเอกสารรับรองสิทธิ ลดความขัดแย้ง ระหว่างรัฐกับประชาชน กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมได้จริง และที่สำคัญ รัฐจะสามารถส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการใช้ที่ดินของประชาชนในด้านต่าง ๆ ได้ ผลประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยโดยรวมนะครับ ในขณะที่พวกเราอยู่ที่นี่กำลังพูดถึง แนวทางในการออกเอกสารรับรองสิทธิให้แก่พื้นที่สูง พื้นที่ภูเขา หรือเราเรียกรวม ๆ ว่า พื้นที่ป่า ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลขณะนี้มีพี่น้องประชาชนในนามกลุ่มขบวนการประชาชน เพื่อสังคมที่เป็นธรรมได้รวมกันเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ด้วยกัน สิ่งที่ พวกเขาปักหลักชุมนุมอยู่ที่นั่นเรียกร้องต่อรัฐบาลมันก็เหมือนกับสิ่งที่พวกเรากำลังพูดกันที่นี่ พวกเขาพูดกันข้างนอก เราพูดกันในสภาตรงนี้ สาระมันก็คือเรื่องเดียวกัน พวกเขาเหล่านั้น เป็นเกษตรกร เป็นคนยากจน เป็นตัวแทนของคนที่มาจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง กลุ่มคนพื้นราบ กลุ่มคนที่อยู่ตามเกาะ คนที่อยู่ตาม ป่าชายเลน แม้กระทั่งกลุ่มคนจนเมือง ทุกคนล้วนเจอปัญหาที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิด้วยกัน ทั้งนั้น พวกเขาอยู่ที่นั่นเพียงเพื่อต้องการที่จะให้รัฐบาลใหม่ของเราแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้แก่ พวกเขา พวกเขาอยู่เพื่อที่จะรอพบนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเพื่อขอให้รับ ข้อเสนอของเขาไปดำเนินการแก้ไขปัญหานะครับ อย่างไรก็แล้วแต่การปักหลักรอของเขา รวมทั้งความหวังของเขาก็ยังไม่ได้รับการตอบรับในทางที่ดีพอ เมื่อวานนี้ผมได้ลงพื้นที่ไป พูดคุยกับพวกเขา ทราบว่าพวกเขาเป็นตัวแทนของกลุ่มคนที่เดือดร้อนจริง ๆ ผมพยายาม ฟังเขา สิ่งที่เขาเรียกร้องสะท้อนออกมาว่าผู้มีอำนาจในรัฐบาลยังไม่ได้ให้ความสนใจเขา อย่างจริงจัง ไม่แม้กระทั่งจะรับฟังเขาอย่างจริงใจ ผมจึงขอถือโอกาสที่นี่สื่อสารเสียง ของพวกเขาไปยังผู้ที่มีอำนาจผ่านสภาแห่งนี้นะครับ ผมย้ำว่าข้อเรียกร้องของเขาไม่ได้ ต่างจากสิ่งที่พวกเรากำลังพูดกันที่นี่

ประการที่ ๑ การที่เขาอยู่โดยไม่มีเอกสารสิทธิทำให้ถูกจับกุมดำเนินคดี ถูกแย่งยึดที่ดินตามนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งเรื่องนี้เป็นนโยบายของรัฐ และถือว่าเป็นการแย่งยึดสิทธิที่ดินในยุคสมัยใหม่ คือใช้กลไกระหว่างประเทศ และความต้องการของคนในยุคสมัยใหม่ในการไปแย่งยึดสิทธิของคนที่เขาอยู่ในเขตป่า มาก่อน หลายคนอาจจะเห็นด้วยกับการที่ต้องเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่ภายใต้แนวคิดเรื่องของ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นเมื่อพื้นที่ของคนกลุ่มหนึ่งกลายเป็นพื้นที่ ที่จะต้องนำไปปลูกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง

ประการที่ ๒ ไม่ได้รับการพัฒนาสิ่งสาธารณูปโภค มีชุมชนหลายที่ เขาอยู่มาก่อนแต่ไม่สามารถที่จะต่อไฟฟ้า ต่อน้ำประปา หรือแม้กระทั่งเรียกร้องให้มี การจัดทำสิ่งสาธารณูปโภคเข้าไปในชุมชนได้ อันนี้คือปัญหาที่กระทบต่อคุณภาพชีวิต ประจำวันของคนจริง ๆ

ประการที่ ๓ ถูกจำกัดสิทธิในการใช้ที่ดินที่ถูกจำกัดเหลือเพียงแค่การทำ การเกษตร ในขณะที่บางพื้นที่เขามีศักยภาพในการใช้ที่ดินทำอย่างอื่น แต่ในเมื่อกฎหมาย เพียงอะลุ้มอล่วยให้เขาทำการเกษตรได้ ต่อให้เขามีศักยภาพก็ทำอย่างอื่นไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ กระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยด้วย ถูกบังคับให้ต้องเข้าโครงการ คทช. ซึ่งเป็นนโยบายแย่งยึดที่ดินของรัฐ รัฐบาลอาจจะเจตนาดี แต่ผลถึงที่สุด คทช. คือการแย่งยึดสิทธิ ที่สำคัญก็คือว่าคนที่ถือครองที่ดินอยู่อาศัยและทำประโยชน์รู้สึกไม่มี ความมั่นคง ต้องหวาดระแวงเพราะการไม่มีสิทธิมีโอกาสถูกจับกุมดำเนินคดีได้ทุกเมื่อ

ข้อเสนอของภาคประชาชนในการแก้ไขปัญหาที่ดิน

ประการที่ ๑ ก็คือว่าพวกเขาเพียงเรียกร้องให้มีการจัดทำแนวเขตระหว่าง ที่ดินของรัฐกับที่ดินของประชาชนให้มีความชัดเจน ซึ่งถ้าเรื่องนี้ชัดเจนจะนำไปสู่การลด ความขัดแย้งในแนวเขตได้

ประการที่ ๒ ก็คือการออกเอกสารรับรองสิทธิให้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และสอดคล้องกับสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม ยกตัวอย่างภาคประชาชนตอนนี้เขาเรียกร้อง โฉนดชุมชน ผมย้ำว่าบางกลุ่มเขาคิดว่าโฉนดชุมชนสามารถเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาได้ บางชุมชนเรียกร้องให้มีการออก พ.ร.บ. คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อนำไปสู่การประกาศ เขตพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมทางชาติพันธุ์ ที่จะนำไปสู่การสร้างกติกาที่เป็นธรรมในการใช้ ที่ดินและทรัพยากร รวมทั้งการออกหนังสือรับรองสิทธิประเภทอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ คทช. คือเขา ต้องการสิทธิ ไม่ใช่ต้องการเช่านะครับ

ประการที่ ๓ คือยกเลิกเงื่อนไขและข้อจำกัดที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะเรื่อง การกำหนดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ การกำหนดห้ามไม่ให้ออกเอกสารสิทธิในพื้นที่ที่มีความลาดชัน เกินกว่า ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญก็คือว่ายกเลิกมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ เรื่องการพิสูจน์สิทธิในที่ดิน คือมติ ครม. ฉบับนี้มีการจำกัดสิทธิในการพิสูจน์สิทธิ แล้วก็พิสูจน์สิทธิให้เพียงบางกลุ่ม สิ่งที่ประชาชนต้องการก็คือการพิสูจน์สิทธิต้องดำเนินการ อย่างเท่าเทียม และที่สำคัญก็คือว่าถ้วนหน้าโดยไม่มีการแบ่งแยกนะครับ

ประการสุดท้าย ก็คือการยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) เรื่องการห้ามออกโฉนดที่ดินสำหรับพื้นสูง ภูเขา และเกาะ ถ้ารัฐบาลสามารถที่แก้ไข ปัญหาเหล่านี้ได้จะทำให้ประชาชนอย่างน้อย ๕ ล้านคน ครอบคลุมพื้นที่กว่า ๑๖.๙ ล้านไร่ พื้นที่เหล่านี้จะมีคุณูปการต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างมากครับ ขอบคุณมากครับ