ภูมิธรรม ชี้แจงแผนแก้รัฐธรรมนูญ ย้ำร่วมทุกพรรค-ทำประชามติสองครั้ง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๕ ตุลาคม ๒๕๖๖

ภูมิธรรม เวชยชัย ชี้แจงถึงความพยายามของรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างรอบคอบ โดยเน้นการสร้างความเห็นชอบร่วมกันในทุกกลุ่มเพื่อลดความขัดแย้ง ดำเนินการภายใต้กรอบเวลาที่เหมาะสมและใช้งบประมาณอย่างประหยัด โดยเฉพาะในการจัดทำประชามติให้มีประสิทธิภาพและมีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างกว้างขวาง พร้อมเสนอให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ยกเว้นหมวดที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และผลักดันกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายผ่านการตั้งคณะกรรมการร่วมพรรคการเมือง รวมถึงการจัดประชามติสองครั้งเพื่อให้กระบวนการสำเร็จลุล่วงแม้บางพรรคยังไม่ร่วมมือ

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ต้องกราบ ขอบพระคุณนะครับ ผม ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี มาเพื่อจะตอบกระทู้ถาม และข้อสงสัยที่ท่านสมาชิกมีข้อสงสัยนะครับ ได้ฟังจากท่านสมาชิกแล้วผมคิดว่า ท่านได้ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละส่วนก็เป็นข้อเท็จจริงตามนั้น แต่ว่ารายละเอียด ต่าง ๆ อาจจะไม่ครบถ้วนหรือว่าอาจจะคลาดเคลื่อน ผมคิดว่าสิ่งที่เรากำลังทำวันนี้รัฐบาล ไม่ได้คิดว่าจะทำให้ปัญหาต่าง ๆ มันถูกดึงให้ล่าช้า ตรงกันข้ามสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำวันนี้ รัฐบาลอยากให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นประสบความสำเร็จ สิ่งที่เราได้ตัดสินใจแล้วก็ยื่น ขณะนี้ก็ต้องบอกว่า ตามที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้พูดถึงเรามีการดำเนินการมา ๔ ครั้ง หลายครั้งมันก็มีข้อสรุป แล้วก็ต่อ ๆ มาตั้งแต่ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๔ ก็มีข้อสรุปที่เปลี่ยนแปลงไปเพิ่มเติมมากขึ้น สมบูรณ์มากขึ้น ก็ต้องกราบเรียนว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาอยู่มันสะท้อนความรู้สึกที่ยังไม่ตรงกันของคนในสังคมมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปัญหาสำคัญ ๆ หลายเรื่อง เพราะฉะนั้นการทำครั้งนี้เรามุ่งมั่น มุ่งมั่นอย่างที่ได้กราบเรียน ไปแล้วว่ารัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องนี้ แล้วก็เสนอเป็นนโยบายของรัฐต่อสภาผู้แทนราษฎร ต่อสมาชิกรัฐสภา ก็จะดำเนินการ เพราะฉะนั้นในการประชุมคณะรัฐมนตรีวาระแรกเราได้ นำเรื่องนี้เข้าหารือ แต่อย่างว่าในเมื่อสถานการณ์และความเป็นจริงมันชี้ให้เห็นว่าทั้ง ๔ ครั้ง ที่เราพยายามทำแม้จะเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรก็ดี แต่ว่าเรื่องรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับคนทุกส่วนในสังคม เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรากำลังพยายามทำครั้งนี้คือ พยายามหาข้อสรุปที่มันเป็นข้อสรุปที่สามารถที่จะผลักดันให้ประเทศไทยมีความเป็น ประชาธิปไตยมากขึ้น เราต้องยอมรับว่าวันนี้หลายเรื่องถ้าเราไม่สามารถกำหนดประเด็น ให้เหมาะสมชัดเจนมันจะกลายเป็นปัญหาที่ก่อความขัดแย้งใหม่ขึ้น เพราะฉะนั้น ในการดำเนินการครั้งนี้รัฐบาลได้พิจารณาอย่างรอบคอบ ท่านนายกรัฐมนตรีหลังจาก บัญชาการให้มีการดำเนินการแล้วเราก็ได้มีการคิดรายละเอียดและทบทวน ผมอยาก กราบเรียนอย่างนี้ว่าคณะกรรมการที่จะติดตามการหาข้อสรุปในการทำประชามติว่า มีแนวทางอย่างไรแล้ว ก็เพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย เพราะฉะนั้นก็พูดชัดว่าเราจะทำแนวทางการทำประชามติ แล้วก็ ทำร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขปัญหาความแตกต่างของประชาชนในสังคม ขณะนี้เราวางหลักการ ไว้ชัดเจนว่าอันที่ ๑ เราต้องการทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เสร็จโดยเร็วที่สุด กรอบเวลา ที่เราวางก็เป็นกรอบเวลาตามที่ศาลรัฐธรรมนูญหนดส่วนหนึ่งว่าต้องมีการทำประชามติ อีกส่วนหนึ่งก็คือตามกรอบกฎหมายที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นถ้าคิดจาก Timeline แล้วเราคิดว่าภายใน ๔ ปีที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ เราจะสามารถทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เกิดความเห็นชอบของทุกฝ่าย ทุกกลุ่มในสังคม โดยหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น ก็จะทำได้สำเร็จภายใน ๔ ปีที่รัฐบาลนี้ทำอยู่ ที่ผมกล่าวว่า ๔ ปีที่รัฐบาลนี้ทำอยู่นั้นไม่ได้หมายความว่าเราจะยืดเวลาไปเรื่อย ๆ แต่เราคิด Timeline ที่ไกลที่สุดมันก็อยู่ที่ประมาณ ๓ ปีกว่า แต่ทั้งหมดในแต่ละช่วงเวลานี้สามารถ ย่นระยะเวลาได้ อันนี้คือสิ่งที่คณะกรรมการที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นครั้งนี้กำลังจะต้องไปหา แนวทางทำอย่างไรที่จะให้การทำประชามติตามกฎหมายที่ว่าไว้ แล้วก็ตามข้อบังคับต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้เหลือน้อยที่สุด เพราะการทำประชามติแต่ละครั้งมันต้องใช้เงินประมาณ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ายิ่งทำมากมันก็เหมือนกับการเลือกตั้งหลาย ๆ ครั้ง ผมคิดว่า ในเวลาอันใกล้ขนาดนี้ไม่ควรจะต้องเสียเงินไปจำนวนมากขนาดนั้น จึงพยายามหาลู่ทางว่า ถ้าเป็นไปได้เราอยากทำประชามติสัก ๒ ครั้ง แต่ถ้าดูตามกฎ ตามระเบียบ ตามที่พูด มันอาจจะต้องเป็น ๓ ครั้งหรือ ๔ ครั้งถ้าตีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นรัฐบาลมุ่งมั่น อยากจะให้เสียค่าใช้จ่ายน้อย ทำประชามติให้ตอบสนอง มีส่วนร่วมจากทุกคน แล้วก็แก้ไข ความแตกต่าง

ประเด็นที่ ๒ ที่รัฐบาลมุ่งมั่นก็คือว่าเราอยากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ทำได้สำเร็จ ไม่ใช่เสนอขึ้นมาแล้วก็มีการตกไปเหมือน ๔ ครั้งที่ผ่านมา เมื่อต้องการทำให้ สำเร็จจึงต้องพยายามจะหาจุดร่วมที่ดีที่สุดที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยให้มากที่สุด อันนี้เป็น เป้าหมายและความต้องการของรัฐบาลที่พยายามจะดำเนินการเพื่อให้เกิดรัฐธรรมนูญที่มี ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และเพื่อให้เราสามารถที่จะใช้กฎกติกาใหม่ สามารถจะ ดำเนินการในครั้งต่อไปได้ เพราะฉะนั้นเราตั้งใจว่าภายใน ๔ ปีนี้จะสำเร็จพร้อมกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญทุกฉบับ แล้วก็พร้อมจะมีการเลือกตั้งใหม่ ภายใน ๔ ปีนี้ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ จะใช้กฎหมายใหม่ แล้วก็ข้อบังคับใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งหมดเพื่อให้มันเดินหน้าต่อไปได้ อีกเรื่องหนึ่งที่คิดว่าเราได้มอง ได้คุย แล้วก็ได้หารือกัน คิดว่าเป็นประเด็นที่สำคัญก็คือเราเสนอให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยกเว้นหมวด ๑ หมวด ๒ ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ แล้วก็พระราชอำนาจที่เกี่ยวข้องอยู่ในมาตราต่าง ๆ เราคิดว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันในสังคมก็ไม่ควรจะต้องไปแตะต้อง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็ใช้เวลาที่เหลือไปพิจารณากฎ ข้อบังคับในรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด ให้ได้ความเป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้นที่สุดเท่าที่จะมากได้ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องหารือกัน ทีนี้ทำไมถึงต้องใช้เวลาในการดำเนินการ จริง ๆ อยู่ในกระบวนการการเริ่มต้นทำประชามติใหม่ การทำประชามติใหม่ไม่ใช่รัฐบาลมีมติให้ทำประชามติแล้วก็ไปดำเนินการได้เลย มันมีขั้นตอน มีกระบวนการตามกฎหมาย แต่ว่าเพื่อความรอบคอบไม่ให้มีปัญหาอย่างที่ได้เรียนไปแล้ว เราจึงเสนอว่าให้มีการรับฟังความเห็นของประชาชนให้เต็มที่มากขึ้น ทำให้มากที่สุดเท่าที่ จะมากได้ เพราะฉะนั้นในการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาผมจึงได้พยายามรวบรวม พรรคการเมืองเกือบทุกพรรค ยกเว้นพรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งถ้าเอามามันก็จะจำนวน มากเกินไป แล้วก็มติคณะกรรมการที่จะเกิดขึ้นมันก็จะมีจำนวนมากเกินไป เราก็คิดว่า คณะกรรมการชุดนี้จะต้องเชิญประชุมพรรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อหาความเห็นของทุกพรรค ไม่ว่าเป็นพรรครัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน ก็เสียดายที่พรรคก้าวไกลไม่ได้เข้าร่วม แต่ผม ก็เคารพในเหตุผลของพรรคก้าวไกล เพราะว่าได้กันที่นั่งไว้ ๑ ที่นั่ง แต่ว่า ถึงแม้จะยัง ไม่ได้เข้าร่วมในตรงนี้ ผมก็ได้เรียนกับสื่อมวลชนไปว่าก็ไม่เป็นอะไร ไม่ได้ทำให้การแก้ไข รัฐธรรมนูญนี้ดำเนินการแล้วจะเกิดความสะดุดหยุดลง แต่เราก็จะพยายามกำหนด ในแผนการว่าจะคุยกับท่านต่อไปในอนาคตนะครับ เพราะฉะนั้นโดย Timeline ผมเรียนว่า เรามีอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดก็คือเราไม่มีเรื่องนี้แล้ว เราก็จะพยายามทำทุกอย่าง ให้มันเสร็จโดยพยายามแสวงหาความร่วมมือจากทุกฝ่าย อันนี้ก็เป็นจุดประสงค์และเป็น จุดสำคัญ ส่วนคำถามที่ว่าเราจะถามอะไรหรือคำถามนี้มีอะไรบ้าง ผมคิดว่าส่วนที่เกี่ยวข้อง ก็คือกระบวนการแก้ไขจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรเป็นอย่างไร อันนี้ก็คือมันยังมี ความเห็นต่างกันอยู่บ้าง แต่เราก็ยืนยันว่าในฐานะรัฐบาลเราก็เคยมีส่วนคิดว่ามันควรจะเป็น กระบวนการที่ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากที่สุดไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เราก็ยังยอมรับว่าให้มีการพยายามทำ สสร. ตามที่มีความเห็นได้ศึกษาได้อะไรมา แล้วความเห็น ที่ศึกษามาแล้วก็ไม่ได้มีอะไรที่แตกต่าง เราก็จะนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นข้อที่ช่วยในการที่จะ พิจารณาด้วยเหมือนกัน ไม่ได้ทอดทิ้ง

ประเด็นที่ ๓ หากมีกระบวนการทำประชามติเพื่อทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในกรณีต่าง ๆ จะต้องมีการทำประชามติกี่ครั้ง อันนี้ก็เป็นโจทย์คำถามที่เราอยากทำให้มัน เกิดความชัดเจน ๒ ครั้งได้ดีที่สุด เพราะว่าเริ่มต้นลงประชามติว่าจะเปลี่ยนแปลงตามที่ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการวินิจฉัยไว้ และมีการร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วก็จะทำอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็ต้องไปผ่านพรรคฝ่ายค้าน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ และผ่าน สว. อีก ๑ ใน ๓ ก็เป็นกระบวนการ เราอยากให้รัฐธรรมนูญสำเร็จครับ เพราะฉะนั้นจึงพยายามที่จะคุยกับฝ่ายค้านคุยกับ พรรครัฐบาล คุยกับ สว. เพื่อให้ทั้งหมดได้ประสบความสำเร็จได้ แม้ว่ากระบวนการ โดยตรงอาจจะไม่มี ก็ขอชี้แจงขั้นต้นแค่นี้ครับ กราบขอบคุณครับ