พริษฐ์ ท้วงติงรัฐบาลเปลี่ยนท่าที ขอชี้แจงความชัดเจนประชามติรัฐธรรมนูญใหม่

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๕ ตุลาคม ๒๕๖๖

พริษฐ์ วัชรสินธุ ท้วงติงรัฐบาลที่เปลี่ยนท่าทีจากจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่เป็นเพียงตั้งคณะกรรมการศึกษา ซึ่งอาจทำให้กระบวนการล่าช้าและสูญเสียความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยย้ำถึงความพยายามในการผลักดันให้มีประชามติผ่านกลไก พ.ร.บ. ประชามติ ปี 2564 หลังร่าง สสร. ถูกปัดตก และตั้งข้อสังเกตว่าคณะกรรมการชุดนี้อาจไม่ใช่เพื่อการศึกษาอย่างแท้จริง แต่เพื่อชะลอหรือเปลี่ยนทิศทางนโยบายที่เคยประกาศไว้

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมต้องขอเริ่มต้นด้วยการขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีที่จัดสรรเวลา เพื่อมาตอบกระทู้สดในสภาเช้าวันนี้ ในฐานะที่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนโยบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน ผมคิดว่าผลงานของท่านนั้น จะเป็นรูปธรรมที่ดีที่สุดครับ เพราะการแก้ไขปัญหาปากท้องและการแก้ไขปัญหา ทางการเมืองนั้นสามารถทำควบคู่กันได้ หากเราย้อนไปเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ที่พรรคเพื่อไทย มีการฉีก MOU และแยกทางจากพรรคก้าวไกลเพื่อไปจัดตั้งรัฐบาล ผมจำได้ดีว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีนั้นนั่งอยู่ข้าง ๆ ตอนที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ณ เวลานั้นได้แถลงข่าว อย่างชัดถ้อยชัดคำว่าในการประชุม ครม. นัดแรกรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยนั้นจะมีมติ ให้เดินหน้าจัดทำประชามติเพื่อนับหนึ่งไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชน แต่ผ่านมาไม่ถึง ๔๒ วันถัดมา ในการประชุม ครม. นัดแรกเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน เรากลับ เห็นรัฐบาลกระทำการ U-turn ครับ U-turn จากการเดินหน้าจัดทำประชามติเพื่อย้อนศร กลับมาเป็นเพียงการตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติที่นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามแต่งตั้งเมื่อ ๒ วันที่แล้ว ผมไม่ติดใจหากรัฐบาลอยากจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ศึกษาในประเด็นต่าง ๆ เพื่อความรอบคอบ แต่สิ่งที่ถูกศึกษานั้นควรจะจำกัดเฉพาะสิ่งที่ ไม่เคยถูกศึกษามาก่อนหรือสิ่งที่อาจจะเคยถูกศึกษามาแล้ว แต่ผ่านกระบวนการที่ไม่ได้ มีส่วนร่วมของทุกฝ่าย พอนำเกณฑ์และหลักการนี้มาใช้ผมได้มีความกังวลว่าคณะกรรมการศึกษาที่ท่านตั้งขึ้นมานั้น จะกลายเป็นกระบวนการศึกษาที่อาจจะเสียเวลาและงบประมาณเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น หรือหากจะมองโลกในแง่ร้ายก็เสี่ยงจะถูกใช้ลบหลักการที่เคยเป็นข้อสรุปร่วมกันมาก่อนแล้ว ที่ผมพูดแบบนี้เพราะว่าแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นเป็นสิ่งที่ ถูกศึกษาพิจารณาถกเถียงกันมาโดยละเอียดผ่านกระบวนการที่ทุกฝ่ายนั้นมีส่วนร่วม อย่างต่อเนื่องตลอด ๔ ปีที่ผ่านมา จนนำไปสู่ข้อสรุปและ Roadmap ที่หลายฝ่ายนั้นเคยเห็น ตรงกันมาแล้ว ก่อนที่ผมจะถามคำถามแรกครับผมต้องขออนุญาตเท้าความและฉายภาพ ให้ท่านประธานและท่านรองนายกรัฐมนตรีเห็นอีกครั้งหนึ่งว่าสังคมเรานั้นเคยได้ข้อสรุปอะไร ร่วมกันมาแล้วบ้างผ่าน ๔ เหตุการณ์สำคัญ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

เหตุการณ์ที่ ๑ ย้อนไปในปี ๒๕๖๒ สภาผู้แทนราษฎรนั้นได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาหลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่มีตัวแทนจากทุกพรรคในสภา ณ เวลานั้น และมีคุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ณ ปัจจุบันนั่งเป็นประธาน ทางคณะกรรมาธิการก็ใช้เวลากว่า ๘ เดือนในการรับฟังความเห็น และศึกษาทุกมาตราของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ โดยละเอียด สรุปออกมาเป็นรายงานกว่า ๕๐๐ หน้า โดย ๑ ข้อสรุปสำคัญที่คณะกรรมาธิการส่วนใหญ่นั้นเห็นตรงกันในหน้า ๑๒๒ คือการสนับสนุนให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดย สสร. ที่มาจากประชาชน

เหตุการณ์ที่ ๒ ขยับมาที่ปี ๒๕๖๓-๒๕๖๔ สมาชิกรัฐสภาบางกลุ่มก็ได้นำ ข้อสรุปจากรายงานคณะกรรมาธิการนั้นแปรออกมาเป็นการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่ การพิจารณาของรัฐสภา โดยมี ๒ ร่างหรือว่า ๒ ฉบับที่มีหลักการเดียวกันในการนำไปสู่การมี สสร. มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พอเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่หนึ่งสมาชิกรัฐสภาก็ได้ลงมติ รับหลักการทั้ง ๒ ร่างด้วยคะแนนสูงถึง ๘๘ เปอร์เซ็นต์ และ ๗๙ เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ แล้วพอดำเนินการมาสู่การพิจารณาในวาระที่สองสมาชิกรัฐสภาเสียงส่วนใหญ่ก็ได้ลงมติ ยืนยันว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. นั้นต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด พอดำเนินการไปถึง วาระที่สามเหตุผลที่ทำให้ร่างดังกล่าวตกไปก็ไม่ใช่เพราะว่าสมาชิกรัฐสภานั้นไม่เห็นด้วย กับการจัดทำฉบับใหม่โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เป็นเพราะว่าสมาชิกรัฐสภา บางกลุ่มนั้นไปอ้างว่าคำวินิจฉัยศาลธรรมนูญ ๔/๒๕๖๔ บอกว่าจะต้องจัดทำประชามติ เพื่อถามประชาชนก่อนที่จะมีการเสนอร่างใด ๆ เข้าสู่วาระที่หนึ่ง

พอเป็นเช่นนั้นก็ขยับมาเหตุการณ์ที่ ๓ ในเมื่อร่างเกี่ยวกับ สสร. ถูกปัดตก ด้วยข้ออ้างว่าต้องทำประชามติก่อน พอเราขยับมาในปี ๒๕๖๕ ทั้งพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทยก็เลยร่วมกันยื่นเสนอญัตติเข้าสภาอาศัยกลไกของ พ.ร.บ. ประชามติ ปี ๒๕๖๔ เพื่อเสนอให้จัดทำประชามติดังกล่าว ด้วยคำถามที่ว่าท่านเห็นชอบหรือไม่ ว่าประเทศไทยควรจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับแทนที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ฉบับปัจจุบันโดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และเมื่อ มีการพิจารณาและลงมติครับ ข้อเสนอเกี่ยวกับคำถามประชามตินี้ก็ได้รับความเห็นชอบ อย่างเป็นเอกฉันท์จากสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงจาก สส. ทุกพรรคที่เข้าประชุม ณ วันนั้น และร่วมรัฐบาลอยู่ ณ เวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย แม้ญัตติดังกล่าวจะถูก สว. ปัดตกไปในปี ๒๕๖๖ แต่ก็ไม่มีใครหมดหวัง เพราะพวกเรารู้ดีว่า ตามกลไกของ พ.ร.บ. ประชามติ ปี ๒๕๖๔ นั้นแม้ สว. จะสามารถปัดตกข้อเสนอประชามติ ที่ถูกเสนอโดย สส. ได้ แต่ สว. ไม่มีอำนาจในการปัดตกข้อเสนอประชามติที่ถูกเสนอโดย ครม.

พอเป็นเช่นนั้นก็เลยเดินทางมาเหตุการณ์ที่ ๔ ก็คือในช่วงของการเลือกตั้ง ปี ๒๕๖๖ หลายพรรค รวมถึงพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยก็เลยประกาศด้วยความมั่นใจ ว่าหากได้รับเลือกเป็นรัฐบาลแล้วพรรคนั้นจะสามารถและพร้อมจะออกมติเดินหน้าจัดทำ ประชามติทันทีโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยเสียงของ สว. มาถึงวันนี้ที่ท่านตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ครม. ของท่านนั้นมีอำนาจในการออกมติให้จัดประชามติและนับหนึ่งไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ แต่ท่านเลือกที่จะตั้งคณะกรรมการศึกษาขึ้นมาก่อน ท่านประธานครับ ที่ผมจำเป็น ต้องย้อนรายละเอียดทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เราควรจะต้องมา ล้มกระดานศึกษากันใหม่ทั้งหมด เราแทบทุกฝ่ายเคยได้ข้อสรุปร่วมกันมาแล้วว่าต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราแทบทุกฝ่าย เคยได้ข้อสรุปร่วมกันมาแล้วว่าต้องมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เราแทบทุกฝ่าย เคยได้ข้อสรุปร่วมกันมาแล้วว่าต้องเริ่มต้นจากการทำประชามติ และเราแทบทุกฝ่ายก็เคย ได้ข้อสรุปร่วมกันมาแล้วแม้กระทั่งตัวคำถามประชามติ ตอนนี้มันจึงไม่ช้าเวลาของการศึกษา แต่มันคือเวลาของการตัดสินใจว่าท่านจะเดินหน้าต่ออย่างไร ดังนั้นคำถามแรกที่ผมอยากจะ ถามท่านรองนายกรัฐมนตรี คือขอชัด ๆ ว่าท่านตั้งคณะกรรมการศึกษาขึ้นมาเพื่ออะไร อะไรคือสิ่งที่ท่านจะศึกษา และอะไรคือสิ่งที่ท่านจะยึดเป็นกรอบหรือหลักการของคณะกรรมการ ชุดนี้ที่ท่านจะไม่ย้อนกลับไปศึกษาหรือว่าทบทวนอีกรอบหนึ่ง ถ้าท่านยืนยันว่าท่านตั้งขึ้นมา เพื่อศึกษารายละเอียดปลีกย่อยที่อยู่ภายใต้กรอบของข้อสรุปที่เราเคยมีร่วมกันแล้ว อันนี้ พอจะเข้าใจได้ แต่ท่านช่วยยืนยันได้หรือไม่ว่าท่านไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพราะว่าท่านไม่กล้าตัดสินใจ เดินหน้าตามจุดยืนเดิม แต่ท่านต้องการยืมมือคนอื่นมาสร้างความชอบธรรมให้ท่านในการทำ การ U-turn อีกครั้งหนึ่งเพื่อย้อนหลักการเดิมบางส่วนที่ท่านเคยยืนยันและที่แทบทุกฝ่าย เคยได้ข้อสรุปร่วมกันไปแล้ว