วิทยา แก้วภราดัย หารือปัญหาการทุจริตและความขัดแย้งภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมเรียกร้องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและลดอำนาจเบ็ดเสร็จของตำรวจในทางปฏิบัติ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ยินดีที่สภาเราได้ทำเรื่อง ที่อยู่ในความสนใจของประชาชนจริง ๆ ที่จริงเมื่อวานก็ไม่มั่นใจครับว่าญัตตินี้จะได้รับ การพิจารณาหรือไม่ จริง ๆ แล้วนะครับท่านประธาน สภาเราเป็นพื้นที่ที่ประชาชน เขาอยากฝากความหวังไว้ อยู่ที่เราจะตามอารมณ์ความรู้สึกประชาชนถูกหรือไม่ เป็นเรื่องปกติ วงการตำรวจ วงการข้าราชการ ทุกกันยายนก่อนฤดูการโยกย้าย ก่อนฤดูการเกษียณอายุ จะมีเรื่องราวตึงตังกันไม่หน่วยงานใดก็หน่วยงานหนึ่ง แต่ปีนี้มาเร็วหน่อย ในกระบวนการ ยุติธรรมโดนมาตั้งแต่ปลายน้ำครับ สิงหาคมก็โดนกรมราชทัณฑ์จนเซทรุด ๆ ไป พอวันที่ ๖ กันยายนก็เกิดโศกนาฏกรรมในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คนที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกยิงตาย ต่อหน้าเพื่อน ๆ ตำรวจนับสิบคน ไม่มีใครชักปืนขึ้นมาป้องกันเพื่อนแม้แต่คนเดียว แล้วปรากฏว่าไปตายกันในบ้านผู้มีอิทธิพล ก็ดังลั่นกันไปหมด อย่างไรเรื่องนี้ใครก็ยอมไม่ได้ครับ ผมคิดว่าเป็นหน้าตาเรื่องศักดิ์ศรีของบ้านเมือง และมาวันจันทร์ที่ผ่านมาวันที่ ๒๕ ก็ไปกันหนักอีกครับ ตรวจค้นบ้านรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพร้อมจับควบคุมตัวลูกน้อง ระเนระนาด ๗-๘ คน ข้อหาอะไรครับท่าน ข้อหาไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่เรียกว่า สีเทา กระบวนการหวย กระบวนการบ่อน ซึ่งกำลังอาละวาดแล้วก็ปราบปรามกันไม่รู้จักจบสิ้นครับ วันนี้โดนเอาเอง กลายเป็นเหมือนตำรวจเป็นเจ้ามือเสียเอง ปัญหาว่าเกิดอะไรขึ้นครับ ท่านประธานสภา กระบวนการยุติธรรมเราพูดเรื่องปฏิรูปกันมามากครับ แต่เรามาดู ความเป็นจริงสิครับว่าหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน้าที่ของตำรวจคืออะไร ตำรวจคือกองกำลังความมั่นคงภายในประเทศที่ถืออาวุธอยู่มากที่สุดในประเทศนี้ ไม่มีหน่วยราชการไหนครับที่ดูแลความมั่นคงภายในประเทศและถือปืนอยู่มากเท่าตำรวจ ผมเรียนกฎหมายครับ เรียนกฎหมายอาญาเรียนกัน ๒ ปี แล้วก็กว่าจะออกมาประกอบอาชีพ นักกฎหมายกันก็ต้องไปเรียนรู้กันทั้งหมด ท่านประธานเชื่อไหมว่าตำรวจประเทศไทยถือ กฎหมายมากกว่านักเรียนกฎหมายเป็นร้อยเท่าครับ กฎหมายทุกฉบับที่มีโทษทางอาญา ขึ้นกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติหมด ตำรวจกลายเป็นผู้มีอำนาจที่ถืออาวุธในการรักษาความสงบ ขณะเดียวกันก็เป็นผู้มีอำนาจจับกุมคนที่มีโทษทางอาญากฎหมายทุกฉบับ ไม่ว่ากฎหมาย สรรพากร ไม่ว่ากฎหมายสรรพสามิต ไม่ว่ากฎหมายลิขสิทธิ์ กฎหมายอะไรก็ตามที่มีโทษทางอาญา ตำรวจบุกจับได้หมด เมื่อวานพูดเรื่องสถานบันเทิงเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านอภิปรายผมก็เห็นใจ เขาก็อยู่ในวงการบันเทิง ๓ ทุ่ม ๔ ทุ่มเดี๋ยวตำรวจเวียน ๆ เกิน ๕ ทุ่ม เกินเที่ยงคืนเดี๋ยวก็จับ ทั้ง ๆ ที่กฎหมายเหล่านั้นไม่ได้รอออกกฎหมายจากสภานี้ ไม่ได้ให้ตำรวจไปใช้ เราต้องการ ให้ฝ่ายปกครองไปดูความเรียบร้อยเรื่องสถานบริการ เราออกกฎหมายสรรพสามิต เพื่อให้ควบคุมในการจัดเก็บภาษี แต่ถึงเวลาจริง ๆ คนที่เดินตามร้านเหล้ากลายเป็น อาชีพตำรวจเสียอีกเพราะเหล้าเถื่อนอยู่ในร้าน เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าเหมือนกันครับ พูดกันให้ตาย ในสภานี้ออกกฎหมายเพื่อให้สรรพสามิตไปดูแล แต่ถึงเวลาจริง ๆ นี่จังหวัดบ้านผม เปิดตู้ขายบุหรี่เถื่อนกันเต็มบ้านเต็มเมือง ใครดูแลครับ เรายัดกฎหมายทั้งหมดไปไว้ ในมือตำรวจมันเลยเป็นหน่วยงานที่อำนาจใหญ่มาก จับเองโดยอำนาจกฎหมายทุกฉบับ ไม่ว่าบ่อนการพนันที่ฝ่ายปกครองเป็นคนดูแลตำรวจก็นำจับเอง จับเสร็จสอบสวนเอง แล้วก็จะเจอหลายเรื่องครับ นี่เพื่อน ๆ ลุ้นกันอยู่ว่าจับ ๆ ใครจะหลุด ใครจะปล่อย ผมคิดว่า ที่ต่อย ๆ กันวันนี้ มวยล้มครับ ได้แต่ต่อยได้กี่ยก เพราะเคยทำกันมาอย่างนี้ในสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติไม่ใช่เป็นคดีนี้คดีแรก ไม่ใช่เรื่องนี้ครั้งแรก นับครั้งไม่ถ้วนครับ ฤดูการแต่งตั้ง โยกย้าย ผมนี่ครับเคยถูกสำนักงานตำรวจแห่งชาติแจ้งดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาท สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมิ่นเรื่องอะไรท่านประธานรู้ไหมครับ หมิ่นเพราะผมบอกว่า มีการซื้อขายตำแหน่งเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งกัน แล้วก็สำนักงานตำรวจแห่งชาติแจ้งความ ดำเนินคดีกับผม สอบไปสอบมาคนที่สอบผมก็พึมพำเบา ๆ ว่า ผมเตรียมไว้ ๕ กิโลกรัม จะขึ้นผู้กำกับการไม่รู้ได้หรือเปล่า นั่นคนสอบผมเองก็ยังเตรียมสตางค์กันไว้ ผลสุดท้ายสอบ ไปสอบมาสั่งฟ้องผมส่งอัยการ อัยการสั่งไม่ฟ้องส่งต่อไปเพราะ คสช. แก้กฎหมาย กรณีที่พนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการความเห็นไม่ตรงกันส่งให้ผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติชี้ขาดเลยไปค้างอยู่ที่เดิมครับ คนที่แจ้งความผมจนเดี๋ยวนี้ไม่ได้ อยู่ตรงไหนแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าปรับปรุงจริง ๆ ผมเห็นด้วยเพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ครับ คิดถึงเรื่องปฏิรูปตำรวจ ไม่ใช่พูดกันเดี๋ยวนี้ครับพูดจนโดนคดีกันไปเยอะแล้ว แต่เสียดายครับ ตั้งใจพูดเรื่องการปฏิรูปตำรวจ แต่ปรากฏว่าญัตติเรา สภาเป็นคนออกกฎหมาย อยู่ที่นี่ครับ ผมเริ่มต้นตั้งใจว่าถ้าจะตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาเพื่อดูแลการขัดแย้งในวงการตำรวจ และนำไปสู่การปฏิรูปตำรวจเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน ปรากฏว่าผู้เสนอญัตติทั้งหมด เอาแค่ว่าได้พูดแล้วก็ส่งให้รัฐบาล ทำไมท่านประธาน การออกกฎหมายเป็นอำนาจ ของพวกเราตรงนี้ แต่เราฝากความหวังไว้ทั้งหมดกับรัฐบาล แล้วก็ท่านก็คิดว่าจบแล้ว เราได้พูดก็จบ จะไม่มีการเริ่มต้นครับ เรื่องปฏิรูปตำรวจพูดกันมานาน สุดท้ายได้อย่างเดียว เมื่อก่อน ๓๐ : ๓๐ : ๓๐ อาวุโส ๓๐ นาย กต.ตร. เอาไป ๓๐ ก.ตร. เอาไป ๓๐ แล้วก็ ฝ่ายการเมืองเอาไป ๓๐ แบ่งกันเพื่อจัดโควตากัน เดี๋ยวนี้ ๕๐ : ๕๐ ครับ อาวุโส ๕๐ ที่เหลือ ความสามารถ มันเลยอาละวาดจากพลตรีขึ้นพลเอกใช้เวลา ๔ ปี ๕ ปีเป็นเงินได้หมด ท่านเคยเห็นวันที่ประเทศไทย พลตำรวจตรี พลตำรวจเอกต้องยืนโค้งคำนับให้ไหมครับ อยู่ที่ว่าพลตำรวจตรีเด็กใคร ถ้าเด็กใครมันใหญ่กว่าพลตำรวจเอก ถ้าพลตำรวจตรีใหญ่กว่า พลตำรวจเอกอยากย้ายไม่ต้องหาพลตำรวจเอกครับ เขาหาพลตำรวจตรีกันทั้งนั้นไปถามดู และวงการตำรวจก็เป็นอย่างนี้ครับ จ่ายสตางค์ไปแล้วพอไม่ได้ก็มาร้องเรียนพวกผม พอพวกผมออกไปสู้ข้างหลังหายหมดครับ เพราะฉะนั้นอย่าเชื่อครับว่าที่ท้ากันวันต่อวันว่า ใครพูดมาจะฟ้อง ใครพูดมาจะฟ้อง ผมก็มวยล้มทั้งนั้น สุดท้ายเมื่อเปลี่ยนแปลงแล้วจะไปว่าใคร เพราะทุกคนที่มาเข้าแถวทั้งหมดวิ่งข้ามหัวเพื่อนมาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นที่ผมออกมาวันนี้ ผมคิดว่าดีครับ เราเอาแค่พูดกันให้ประชาชนได้ยินว่าสภานี้สนใจ รู้ว่าการกระทำของตำรวจ เริ่มไม่ชอบมาพากล เรื่องที่ ๑ ไปยิงกันตายต่อหน้าด้วยกันเองทำไมไม่ช่วยกัน นักเลง เขาไม่นับถือครับอย่างนี้ อย่าว่าแต่ตำรวจเลย มากินเหล้าพร้อมกันเพื่อนในวงโดนซ้อม ตายคาที่วิ่งหนีกันทั้งวงอย่างนี้คบไม่ได้ อันที่ ๒ พอตำรวจจับ ตำรวจกลายเป็นนายบ่อนเสีย เกิดอะไรขึ้นครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายเมื่อสักครู่ ต้องปฏิรูปตำรวจ แต่เสียดายครับ กระดุมเม็ดแรกท่านผิด ติดกระดุมเม็ดแรกท่านอภิปราย เรื่องปฏิรูปตำรวจ แต่ส่งเรื่องปฏิรูปตำรวจไปให้รัฐบาล มันต้องปฏิรูปที่นี่ครับ ปฏิรูป ที่สภาผู้แทนราษฎร เม็ดแรกผิด ก็ผิดไปยาวตั้งแต่เม็ดแรก เม็ดสุดท้ายถึงกระดุมคอ ก็เบี้ยวแล้ว ลืมรูดซิปอีกต่างหาก ตกลงอันนี้ Foul ครับสภาเรา