ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล หารือปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์จากสถานบันเทิงที่เกิดจากกฎหมายล้าสมัยและช่องว่างในการกำกับดูแล โดยเฉพาะนิยามไม่ชัดเจนในเรื่อง "ใกล้" วัด โรงเรียน และชุมชน รวมถึงการกระจายน้ำหนักอำนาจที่เอื้อให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจเกินควร จึงเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแก้ไขทั้งในด้านนิยามสถานบริการ การควบคุมพื้นที่ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นและประชาชน เพื่อค้ำจุนธุรกิจที่สุจริตและส่งเสริมเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขออภิปรายเป็นคนสุดท้ายในญัตตินี้ แล้วก็ดีใจ มาก ๆ ที่วันหนึ่งผมก็ได้มาพูดเรื่องนี้ในสภาเสียที ผมขอพูดในฐานะคนที่มีโอกาสได้ทำงาน ในสถานบันเทิงมาไม่ต่ำกว่า ๑๖ ปี ใน ๑๖ ปีนั้นก่อนที่ผมจะมายืนอยู่ในสภาแห่งนี้ ผมมีโอกาสได้ทำงานเป็นนักดนตรีประจำในสถานบันเทิงไม่ต่ำกว่า ๕๐ แห่งทั้งใน กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้เดินทางไปแสดงดนตรีในสถานบันเทิงต่าง ๆ ทั่วประเทศ มาแล้วทุกภูมิภาค เหตุการณ์ที่ผมเจอเป็นประจำในช่วงที่ผมทำงานอยู่ในสถานบันเทิงก็คือ เล่นดนตรีอยู่ดี ๆ ไฟก็เปิด เจ้าหน้าที่เดินเข้ามาตรวจ ใช้เวลาสักพักหนึ่งแล้วก็กลับออกไป โดยที่ในร้านนั้นไม่ได้มีการกระทำอะไรที่ผิดกฎหมายเลย อีกสักอาทิตย์หนึ่งกลับมาใหม่ครับ วนไปวนมาซ้ำ ๆ แบบนี้ ในบางช่วงร้านที่ผมเล่นรอบดึกเลิกหลังเที่ยงคืนอยู่ดี ๆ ผมก็โดน ยกเลิก และทางร้านก็บอกว่าช่วงนี้ร้านต้องปิด ๕ ทุ่ม บางร้านที่อยู่ ๆ สักประมาณ ๕ ทุ่มกว่า ก็จะมีรถตำรวจมาจอดอยู่หน้าร้าน ไม่ทำอะไรครับ ไม่ได้เดินลงมาด้วย จอดเฉย ๆ จอดอยู่ จนกระทั่งลูกค้าเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยก็ Check bill แล้วก็กลับบ้านไป เวลาเกิดเหตุการณ์ แบบนี้ผมก็มักจะไปถามเจ้าของร้านครับว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกร้านก็ตอบคล้าย ๆ กันครับว่า พอดีคุยกันไม่ลงตัวนิดหน่อย ผมคงไม่ต้องบอกว่าคุยอะไรกันไม่ลงตัว ปัญหาส่วย หรือการเรียกรับผลประโยชน์จากสถานบันเทิง ผมว่าบางคนอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่ไม่สุจริต เป็นเรื่องของคนส่วนน้อย เป็นเรื่องของคนไม่ดีไม่กี่คน เราไม่ต้องสังคายนามันก็ได้ มีปัญหาอะไรก็แก้มันเป็นเรื่อง ๆ ไป แต่ผมมองต่างจากนั้นครับท่านประธาน ในฐานะผู้แทนราษฎรที่ได้รับมอบอำนาจนิติบัญญัติ จากประชาชน ผมคิดว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นแบบนี้เป็นเพราะว่ากฎหมายมันไม่รัดกุม มันไม่ทันยุคสมัย และเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ทำการทุจริตได้ ผมจึงเห็นด้วยที่จะตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อมาศึกษาเป็นรายประเด็นที่เราควรจะต้องมาแก้ไขกัน ใน ๓ ประเด็นหลักดังนี้ครับ
ประเด็นแรก ก็คือประเภทสถานบริการที่อยู่ในมาตรา ๓ ของ พ.ร.บ. สถานบริการ ผมถามจริง ๆ ครับ สถานเต้นรำ รำวง รองเง็งนี่มันคืออะไร ตอนนี้เรา อยู่ในยุคไหนกันแล้ว ผมยังไม่รู้เลยว่าสถานบันเทิงประเภทนี้มันคืออะไร และมันอยู่ที่ไหน กันบ้าง สถานที่ที่มีอาหาร สุรา น้ำชา โรงน้ำชานี่ผมยังเกิดไม่ทันนะครับ ผมอยู่มา ๔๐ กว่าปี ผมก็ยังไม่เคยเห็นว่าโรงน้ำชามันหน้าตาเป็นอย่างไร ผมคิดว่าปัญหาพวกนี้มันควรจะต้อง มาปรับให้ทันกับยุคสมัย สถานบันเทิงที่เราเห็นทุกวันนี้ประเภทมันก็หลากหลายมาก ๆ ครับ และมันก็มีการหลบเลี่ยงกฎหมายเดิม เพื่อที่จะไม่ต้องขอใบอนุญาตที่จะเป็นสถานบันเทิง แล้วก็ไปเปิดเป็นแบบอื่น แต่สุดท้ายก็ขายเหล้า มีดนตรีอยู่ดี แต่ไม่ต้องขออนุญาตทำแบบนี้ ก็ได้นะครับ ถ้าเราไม่แก้กฎหมายปัญหานี้ก็จะยังไม่หมดไป
ปัญหาต่อไป ก็คือปัญหาเรื่อง Zoning ซึ่งอยู่ในมาตรา ๗ ของ พ.ร.บ. นี้ ก็จะมีการระบุว่าใกล้วัดไม่ได้ ใกล้ชุมชนไม่ได้ ใกล้สถานศึกษาไม่ได้ แต่ความชัดเจนไม่มีครับ ไม่รู้ว่าใกล้นี่มันคือใกล้ขนาดไหน สมมุติว่าถ้าเราระบุรัศมี ผมเอาแค่ใกล้วัด ใกล้โรงเรียน เราไม่รู้ว่ามีกี่วัด เราไม่รู้ว่ามีกี่โรงเรียน ผมท้าให้เอา Google Map มาวงเลยครับ ผมว่า ทั้งประเทศเหลือพื้นที่ที่เปิดสถานบริการได้อยู่นิดเดียวครับ บางอันอาจจะต้องไปเปิด กลางทุ่งนาถึงจะไม่อยู่ใกล้วัด สถานบริการถึงจะไปเปิดได้ แต่ถ้าเราไม่ระบุ ใครจะเป็น คนบอกครับว่าคำว่า ใกล้ ขนาดที่เห็นได้ว่าก่อความเดือดร้อนรำคาญนี่มันใกล้แค่ไหน เพราะในขณะที่บางห้างสรรพสินค้าตั้งอยู่ข้างวัด แต่มันมีสถานบันเทิงตั้งอยู่ใน ห้างสรรพสินค้านั้นตกลงแค่นั้นมันใกล้พอหรือเปล่าที่จะบอกว่าก่อความเดือดร้อนรำคาญได้ นี่ละครับมันก็เป็นดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ที่จะสามารถเรียกรับผลประโยชน์ได้ว่า ใกล้ ๕๐ เมตร คุณก็เปิดได้ถ้าคุณจ่ายเงิน ไกลออกมา ๕๐๐ เมตรถ้าคุณไม่จ่ายสตางค์ เขาอาจจะบอกว่านี่ใกล้เกินไปก่อความเดือดร้อนรำคาญได้ ผมว่าแค่ ๒ เรื่องนี้เราก็รู้แล้วว่า กฎหมายมันมีปัญหาและเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการได้ ถ้าเรามีนิยามคำว่า สถานประกอบการที่คล้ายสถานบันเทิงได้ ผมว่าเราควรจะกลับมาคุยกัน ได้แล้วครับว่ากฎหมายมันมีปัญหาแน่นอน คำคำนี้มันไม่ควรจะมีนิยามอยู่ในโลกนี้ครับ
อีกปัญหาหนึ่งนะครับ Zoning ผมก็งงนิดหนึ่งเหมือนกัน พูดคำว่าใกล้วัด ใกล้โรงเรียน ใกล้ชุมชนนี่ผมก็เข้าใจได้ว่าบางทีมันก็ก่อมลภาวะทางเสียงได้นะครับ แต่ใกล้วัด ใกล้โรงเรียนนี่ผมคิดว่าบางทีเราไปใช้กรอบเรื่องของศีลธรรมแฝงอยู่ในกฎหมาย ผมยกตัวอย่างถ้าเราจะบอกว่าไม่ให้ใกล้สถานศึกษาเพราะว่ากลัวนักศึกษาไปดื่มเหล้า เราลองไปมองมหาวิทยาลัยระดับโลกที่ต่างประเทศ เขามีผับ บาร์อยู่ใน Campus ขอให้นักศึกษาสามารถดื่มกินกันได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องขับรถออกไปไหน ไม่ต้องออกไป ไกล ๆ ไกลผู้ไกลคน คุณดื่มกันอย่างรับผิดชอบแล้วก็อยู่ใน Campus ดูแลกันเองได้ ผมคิดว่า เราควรจะคิดมุมกลับให้มันทันกับยุคสมัยได้แล้วครับ
ประเด็นที่ ๓ ก็คือประเด็นการให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่รัฐมากเกินไป แต่ให้อำนาจท้องถิ่นและการมีส่วนร่วมของประชาชนน้อยเกินไป สส. หลายท่านก็พูดไปแล้ว สส. ปรเมษฐ์ สส. ยอดชายก็พูดไปแล้วนะครับ มันมีสิ่งที่ทับซ้อนกันอยู่อย่างเช่น ประกาศคณะปฏิวัติ พ.ศ. ๒๕๐๒ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๒๒/๒๕๕๘ ซึ่งมันก็ยังมีผลบังคับใช้ อยู่จนถึงวันนี้ทั้งหมด การให้อำนาจเจ้าหน้าที่ ตำรวจพื้นที่ก็มาลงได้ ตำรวจส่วนกลาง ก็มาลงได้ ตำรวจท่องเที่ยวก็ลงได้ เจ้าหน้าที่ปกครองก็ลงได้ ไม่รู้เจ้าของสถานบริการ เขาจ่ายส่วยไม่รู้กี่ต่อ ไม่รู้ต้องจ่ายกี่หน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ก็มีอำนาจที่จะเข้าไปเมื่อไรก็ได้ แต่ท้องถิ่นกลับมีอำนาจน้อยมาก ๆ ที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะกับบริบท ของพื้นที่ตัวเอง ประชาชนมีส่วนร่วมน้อยมาก ๆ ในการสะท้อนผลกระทบของพวกเขา เพื่อร่วมกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ร่วมกัน แต่ทั้งหมดนี้แน่นอนว่าสถานบันเทิงก็มีผลกระทบในเชิงลบ เราก็ต้องยอมรับกันว่ามีกรณี เมาแล้วขับเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งผมคิดว่ามันต้องแก้ปัญหาที่จุดอื่นคู่ขนานกันไปนะครับ สถานประกอบการหลาย ๆ ที่คุยกับผมก็บอกว่าเขายินดีมากเลย ถ้าจะบอกว่าถ้าลูกค้าเมา แล้วห้ามเสิร์ฟ หรือถ้ามีการทะเลาะเบาะแว้งกันก็คือยกออกไปเลยครับ แล้วก็แจ้งตำรวจ มาจับได้เลย ผมคิดว่ามันก็สามารถทำงานร่วมกันได้ระหว่างกฎหมายกับผู้ประกอบการ ที่จะทำงานร่วมกัน แล้วก็รณรงค์การดื่มอย่างรับผิดชอบซึ่งผมคิดว่าทั่วโลกเขาก็ไปในทางนั้น กันแล้ว และแน่นอนมลภาวะทางเสียงแล้วก็ความปลอดภัยของอาการก็จำเป็นที่จะต้อง มีกฎเกณฑ์ต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด
สุดท้ายครับท่านประธาน ผมคิดว่าเราต้องมาพูดคุยกันได้แล้วว่า สถานบริการไม่ใช่ธุรกิจสีเทา เรามีกฎหมายที่เรียกว่า พ.ร.บ. สถานบริการ แต่ว่าเราอนุญาต ให้เขาทำธุรกิจตามกฎหมายตามที่ทางรัฐได้ควบคุม ฉะนั้นเขาเป็นผู้ประกอบการสุจริต เขาไม่ใช่ธุรกิจสีเทา ในสถานบริการต่าง ๆ มีทั้งความฝันของนักดนตรีหลาย ๆ คนที่อยากจะ เข้าวงการบันเทิง แต่อาจจะต้องใช้สถานบันเทิงยามค่ำคืนเหล่านี้ที่จะหล่อเลี้ยงชีวิตของ พวกเขาไปได้ ถ้าไม่มีสถานบริการเหล่านี้เราไม่มีทางได้เห็นวงดนตรีดัง ๆ ที่เราเสพดนตรีเขา อย่างบันเทิงในทุกวันนี้ได้อย่างแน่นอน มันยังมีอาชีพที่เขาสามารถสร้างได้ มีพนักงานเสิร์ฟ มีแม่ครัวต่าง ๆ ที่เขาฝันใหญ่อยากที่จะส่งเงินไปให้ครอบครัวของเขาที่ต่างจังหวัด ที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสุขสบาย เขาก็คือส่วนหนึ่งที่ขับเคลื่อนสังคม ขับเคลื่อน เศรษฐกิจของประเทศนี้ไม่ต่างจากอาชีพอื่น ๆ เช่นกัน ดังนั้นผมก็ขอสนับสนุนที่จะตั้ง คณะกรรมาธิการนี้เพื่อแก้กฎหมายให้การดำเนินธุรกิจของพวกเขาเหล่านี้สามารถเป็นไปได้ อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้นและอยู่ร่วมกันกับสังคมได้อย่างยั่งยืน ขอบคุณท่านประธานครับ